ก่อนที่จะมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเป็นวงปี่พาทย์อย่างไรละ.

ช่วงนี้มีเรื่องเล่าถึงความเชื่อและภูมิปัญญาในสมัยอาณาจักรอยุธยาดังนี้

          ความเชื่อของคนในดินแดนนี้ล้วนได้รับอิทธิพลมาจากวัฒนธรรมอินเดียโดยเฉพาะศาสนาพราหมณ์  ศาสนาพุทธสายหินยานและมหายานบวกกับความเชื่อในสิ่งรี้ลับในผู้นำมีอำนาจวิเศษ  การเปลี่ยนแปลงมุมคิดที่สำคัญถ่ายเทจากศาสนาพราหมณ์มาเป็นพุทธนั้นมาจากอาณาจักรขอมราวพุทธศตวรรษที่ 18  สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ที่มานับถือพระพุทธศาสนาสายมหายาน  และพระพุทธศาสนาสายหินยานถือเป็นแนวทางชีวิตสังคมชาวอยุธยาผ่านหลักธรรมที่สำคัญโดยเน้นเรื่องกรรมและการเกิดใหม่ 

 หลักพุทธธรรมจึงเข้าไปอยู่ในดวงใจของชาวอาณาจักรและวัดจึงมีบทบาทต่อการสร้างสรรค์ภูมิปัญญาไทยดังมีผลงานคือ

1 . ด้านจิตรกรรม  ช่างอยุธยานิยมใช้สีหลากหลายเน้นสะท้อนความเชื่อในพระพุทธศาสนาวาดไว้ตามผนังศาสนาสถานและสมุดภาพ

2 . ด้านประติมากรรม  ที่สำคัญคือ พระพุทธรูปปางต่าง ๆ โดยแบ่งออกเป็นช่วงต้น  ช่วงกลาง  และช่วงปลาย

3 . ด้านสถาปัตยกรรม  เนื่องจากก่อสร้างด้วยไม้จึงผุพังไปตามกาลจะเหลือก็เพียงซากศาสนาสถานมีวัดเก่า ๆ กำแพงเก่า ๆ วังตึกเก่า ๆ พระปรางค์  เจดีย์  อย่างที่หลงเหลือมาให้เห็นกัน

4 . ด้านประณีตศิลป์   ได้แก่การประดับมุกเครื่องเบญจรงค์   การเขียนรายรดน้ำ  การทำเครื่องถม  เครื่องทองรูปพรรณ  สิ่งเหล่านี้จะเห็นได้ในศาสนาสถานและในวังหลวงอย่างเครื่องทรงของพระราชาเป็นต้น

เกี่ยวกับการแสดงมีโขนเล่นเรื่องรามเกียรติ์  มาแต่สมัยพระรามาธิบดีที่ 2 ( พ. ศ. 2034 2072 ) และหนังใหญ่  มีคนเชิดอยู่หลังจอผ้าขาวใช้ไฟส่องเห็นเงา  ต่อมามีละครชาตรีเป็นละครเร่  มีตัวชูโรงคือ  นายโรง  ตัวนาง  และตัวตลก  ผู้แสดงเป็นผู้ชายล้วนไปเล่นตามงานวัดต่าง ๆ หรือเทศกาลสำคัญและพัฒนาเป็นละครในกับนอก  ละครในนั้นเริ่มมีผู้หญิงแสดงในวังมีการร่ายรำอ่อนช้อยน่าชม

          สำหรับการละเล่นดนตรีคือวงมโหรีนั้นจะมีเครื่อง  ดีด  สี  ตี  เป่า  และเพิ่มมาอีกเป็น 5 ชิ้นในสมัยพระนารายณ์คือ ปี่ไฉน ก่อนที่จะมีการพัฒนาเพิ่มมากขึ้นเป็นวงปี่พาทย์อย่างไรละ.