แม้ว่าการฟังธรรมบรรยายจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอในวันงานกิจกรรมเท่าไหร่ แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่าหาก “มองเห็นธรรม” แล้ว ก็จะสามารถดึงความรู้ประสบการณ์ที่มีอยู่ออกมาให้ปรากฎ เป็นธรรมชาติ ธรรมดา ให้คนฟังเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย เข้าใจในแนวปฏิบัติมากกว่าเห็นตัวหนังสือลอยออกมาจากตำรา

ช่วงวันหยุดสงกรานต์ บ้านเมืองไม่ค่อยสงบสุข เพิ่งนั่งฟังข่าวลุ้นระทึกเหตุการณ์บ้านเมืองไปเมื่อสักครู่นี้เองก็พยายามสังเกตตัวเองเหมือนกันว่า “ใจ” เป็นอย่างไรบ้าง

 

สั่นไหว สะเทือนใจ ว้าวุ่น อึดอัด คับข้องใจ ฟุ้งซ่าน รำคาญ หงุดหงิด  เบื่อหน่าย  เวียนศรีษะ เมื่อยล้า หดหู่ เศร้าหมอง ลำพอง แฟ่บ ฟู ตื่นเต้น ผิดหวัง โกรธ โมโห ไม่พอใจ เสียดาย วิตกกังวล กลัว….โอ้โห อารมณ์ที่เป็นทุกข์เยอะนะ

 

สภาวะอารมณ์ใดที่เกิดขึ้นที่กล่าวมาแล้วทั้งหมด และอื่น ๆ อีกมากมาย เชื่อว่าปุถุชนต่างก็ประสบกันมาแล้ว มากบ้าง น้อยบ้าง บ่อย หรือนาน ๆ ครั้ง  ตัวเราเองก็สังเกตเห็นว่ามันเวียนมาแล้ว  แว่บ ๆ จากนั้นก็หายไป มาเยี่ยมชั่วคราวเอง ไปซะแล้ว      ตอนนี้ (ขณะเขียน)  รู้สึกอารมณ์นิ่งสงบไม่ไหวติง จนเกือบไม่แน่ใจว่ายังมีลมหายใจอยู่หรือเปล่า  ดูมันเฉื่อย  เรื่อย ๆ พิกลความอุเบกขากับความเย็นชา ในบางครั้ง เกือบแยกกันไม่ออก  แต่เชื่อว่าผู้ที่เข้าใจสภาวะธรรมตามความเป็นจริงจะสัมผัสได้

 

ณ ตอนนี้เกิดความรู้สึกอยากลงมือเขียนเรื่องราวของอารมณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อสำรวจตนเองตอนนี้ ค้นพบว่ายังอยู่ในสภาพปกติสุขดี ใช้ได้  มิใช่อะไรหรอก Soulmate แสนดีเคยแนะนำว่ายามที่อารมณ์ไม่ปกติให้อยู่กับตัวเอง เฝ้าดูจิต ดูมันเกิด อยู่ และดับไปก่อน จนมันสู่สภาวะปกติแล้ว จึงค่อยเขียนอะไรจะดีกว่า เคล็ดลับนี้ไม่ใช่ทางออกที่ดีที่สุด เพราะอาจสวนกระแสสำหรับบางท่านที่มองว่าการเขียนอะไรไปขณะไม่สบายใจ  จะช่วยในการปลดปล่อยทางอารมณ์  ซึ่งเราเองก็เคยคิดเช่นนั้น แต่หลังจากได้ฟังแนวคิดของ Soulmate แล้วและมาลองปฏิบัติดู สังเกตเห็นว่า

 

ตอนที่อารมณ์ไม่ปกติ แกว่งไกวไปมา การเฝ้าดูมัน..จนมันดับ รู้สึกว่าเป็นการฝึกภาวนาให้มองเห็นสภาวะธรรมที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง  เมื่อคืนสู่สภาวะของการมีศีล ในที่นี่หมายถึงการคืนสู่ความร่มเย็นเป็นไปตามปกติแล้วจึงค่อยเขียนออกมา  จะรู้สึกว่าเขียนได้อย่างมีพลังสัมพันธ์ระหว่างใจ สมองและการแสดงออกอย่างสมดุลกลมกลืน...สงบสุข

 

แต่ละวิธีการจึงแล้วแต่แต่ละท่านจะถนัด และเลือกใช้ให้เหมาะสมกับตนเอง

ภาระหน้าที่อย่างหนึ่งที่ต้องทำในช่วงวันหยุดสงกรานต์ คือการเตรียมตัวเป็นวิทยากรในช่วงปลายเดือนเมษายนนี้  แม้ใจหนึ่งจะสร้างจินตภาพล่วงหน้าไปแล้วว่ากิจกรรมยังคงมีอยู่หรือไม่ในเมื่อเหตุการณ์บ้านเมืองยังเป็นเช่นนี้อยู่ หลาย ๆ งานในองค์กรทะยอยยกเลิกไปบ้างแล้ว

แต่อีกใจหนึ่งก็มีความเชื่อของตนเองว่ากิจกรรมจะเกิดหรือไม่ไม่เกี่ยวค่ะเราเตรียมตัวอยู่เสมอ เพราะหัวใจของการเป็นวิทยากรคือการสะสมความรู้และฝึกฝนปฏิบัติตนให้มีความพร้อมอยู่ตลอดเวลา  จับไมค์เมื่อไหร่ พูดได้ทันทีอย่างกับนักร้อง 

 

เมื่อเร็ว ๆ นี้ก็เพิ่งโดนส่งไมค์มาให้โดยที่ยังไม่ได้เตรียมตัว  ทำเอางงไป 5 วินาที  แต่ก็มีสติดึงใจมาสู่ปัจจุบันให้พูดตามที่คิด ณ บัดดล “พลังแห่งสติ ณ ปัจจุบัน” มันเป็นเช่นนี้เอง

 

จากนั้น ก็พูดจ้อไม่หยุด (ภายในเวลาที่ท่านให้แค่ 2-3 นาทีเอง) แถมเรายังโยนลูกกลับไป ให้ผู้ดำเนินรายการเป็นฝ่ายตอบบ้าง จนท่านผู้ดำเนินรายการเป็นฝ่ายงงเอง (หากท่านมาอ่านเจอบันทึกนี้   ขอบอกว่าตอนนั้นไม่ได้ตั้งใจจะให้งงนะคะ และไม่ได้ล้อเล่น แต่อยากให้ท่านผู้ชมเห็นว่าเราเข้าขากันได้ดี   อิอิ วิทยากรคู่ขวัญไงล่ะ  อ่านแล้วอมยิ้มด้วยนะ)  

 

ถามตัวเองว่า “จะเตรียมตัวบรรยาย” อะไร และอย่างไรบ้าง คำตอบที่ได้จากตัวเองคือว่าฟังธรรมบรรยายให้มาก ๆ เข้าไว้จริงๆ ตัวเรารู้ว่า ไม่ได้เป็นวิทยากรบรรยายหลักธรรมหรอกนะ  และแม้ว่าธรรมะที่ฟังจะไม่ค่อยเกี่ยวกับเนื้อหาที่นำเสนอในวันงานกิจกรรมเท่าไหร่  แต่ก็มีความเชื่อมั่นว่าหาก “มองเห็นธรรม” แล้ว ก็จะสามารถดึงความรู้ประสบการณ์ที่มีอยู่ออกมาให้ปรากฎ เป็นธรรมชาติ ธรรมดา ให้คนฟังเข้าถึงเนื้อหาได้ง่าย เข้าใจในแนวปฏิบัติมากกว่าเห็นตัวหนังสือลอยออกมาจากตำรา

 

การเตรียมตัวของตัวเองก่อนถึงวันจริงคือการเตรียมความพร้อมของจิตให้เข้าถึงสภาวะธรรมที่เกิดขึ้น ณ ปัจจุบัน

 

หลังจาก “วันกิจกรรม” ผ่านไป จะกลับมาอ่านบันทึกการสังเกตตนเองนี้ใหม่อีกครั้ง  เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนาจิตของตนเองต่อไป

สุดท้ายนี้ ปรารถนาเป็นอย่างยิ่งให้ทุกท่านบรรลุเป้าหมายที่ตั้งใจไว้

                  มีพลัง มีกำลังใจในการใช้ชีวิตอยู่ ณ ปัจจุบัน  

 

                         -------------------------------------------------------------------------------