ไหนๆ ก็ ไหนๆ จาก "นายอยากรู้" ใต้โรงพยาบาล..ส่งถึงสถานศึกษา จำได้ว่า ชีวิตกับการศึกษาเป็นอะไรที่ยาวไกลอยู่ ผมฝึกหัดสอนหนังสือเมื่ออายุ ๑๕ ปี (แม้มันเป็นไปไม่ได้ แต่มันก็เป็นไปแล้ว) และผมก็คิดอยู่เสมอๆ ว่า ผมไม่ชอบสอนหนังสือ ไม่อยากที่จะสอนใครๆ เมื่อเข้าห้องที่มีนักเรียน/ผู้เรียนประจำห้องทีไร น้อยครั้งนักที่จะเพลิดเพลินไปกับการสอนหนังสือ กล่าวได้ว่า นับวันได้ แต่ก็แปลกเมื่ออยู่นอกห้องเรียน มักจะโดนแทะเล็มเสมอว่า "วิญญาณครูเข้าสิง"...."ไม่ได้อยู่ในห้องเรียนนะ"...."บ่นอะไรหนักหนา"..."ไม่ต้องสอนหรอกเขารู้แล้ว" ฯลฯ ตกลงว่า ผมจะค้นพบตัวเองเมื่อไร หรือว่า ต่อให้นอนในโลงก็ไม่พบ
หลายคนบ่นให้ฟังว่า ไม่ชอบสอนหนังสือ แต่หลายคนก็อยากเป็นเจ้าของวิชาเพื่อสอนหนังสือ เขียนหลักสูตรเพื่อให้ตัวเองได้มีวิชาสอนหนังสือ/ทำผลงานเมื่อความเจริญก้าวหน้าในวิชาชีพ หลายคนแย่งกันเพื่อที่่จะสอบเข้าบรรจุเป็นข้าราชครู/ข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา
น้อยครั้งนักที่ผมจะเข้าไปหา "เจ้านาย" และที่จะเข้าไปก็ต้องเจ้านายเรียก หรือมีบางเรื่องที่ต้องเข้าไปปรึกษาก่อนตัดสินใจอะไรบางอย่าง หรืออยากรู้เรื่องราวเฉพาะที่ไม่ใช่ "เขาว่ากันว่า" แล้วเชื่อไปตามเขาว่า มันต้องถามจากต้นน้ำ จึงจะรู้ว่า จุดเริ่มต้นคือตรงไหน อย่างไร
คณบดีท่านหนึ่ง เปรยให้ฟังว่า ไม่ชอบสอนหนังสือ แต่ชอบงานบริหารมากกว่า อีกท่านหนึ่ง ถูกกล่าวหาว่า เข้ามาเพื่อที่จะปีนขึ้นตำแหน่งบริหาร ซึ่งท่านก็ตอบมาดีว่า "คนเรามันต้องหาความเจริญก้าวหน้า ไม่ใช่ก้าวเท้าถอยไปข้างหลัง" ก็เป็นคำพูดที่น่าคิดทีเดียว อย่างไรก็ตาม ในสถานศึกษามีการประเมินประจำปีๆละ ๒ หน จำได้ว่า เอาคะแนนทุกๆ ภาคส่วนเข้ามา มันทำให้ผมต้องมานั่งคิดอะไรบางอย่าง
สอบบรรจุเข้ามาในตำแหน่งครู/อาจารย์ทำหน้าที่สอนหนังสือประสิทธิ์ประสาทวิชาความรู้ มีเงินเดือนตอบแทนความเหนื่อยยากที่แสนจะสบายจำนวนเท่านี้บาท เบี่ยงเข้าสู่ตำแหน่งงานบริหารที่มีเงินประจำตำแหน่งจำนวนเท่านี้บาท นาย ก. ได้รับเงินเดือน ๒ สถานภาพคือ สถานภาพสอนและสถานภาพบริหาร เมื่อถึงคราวประเมิน จึงเอาภาระงานเหล่านั้นมารวมกัน ภาระงานสอนไม่จำเป็นต้องสอนเต็มเหมือนครู/อาจารย์ที่ไม่ทำหน้าที่บริหาร ภาระงานบริหารก็เต็มเม็ดเต็มหน่วย เพราะงานบริหารเป็นสิ่งเหนื่อยยาก ใครที่ทำหน้าที่สอนอย่างเดียวจะไม่ได้รับภาระงานบริหาร
คิดไปคิดมา ก็รู้สึกแปลกๆ อยู่เหมือนกัน สอบบรรจุเพื่อเข้ามาสอนหนังสือ แต่สอนหนังสือไม่เต็มร้อยเปอร์เซ็นต็เหมือนเพื่อนครูบาอาจารย์ท่านอื่นๆ จากนั้นเอาเวลาของการเป็นครู/อาจารย์ที่สอบบรรจุเข้ามานั้นไปทำหน้าที่บริหารในระบบเผด็จการ (เช่น มอบรองบริหาร..มอบรองกิจการ...มอบ นาย ก. นาย ข. ดำเนินการ) เมื่อสิ้นรอบปีได้รับเงินโบนัสพิเศษ "บริหารดีเด่น"
เรื่องนี้มันควรจะเป็นอย่างไรดี คงไม่มองต่างมุม แต่มองในฐานะผู้ไม่ได้สอนด้วยและบริหารไปด้วย วันนี้ ถ้านาย ก. สอบบรรจุเข้ามาในตำแหน่งผู้สอน นาย ก. ก็น่าจะเอาดีทางวิชาการเป็นสำคัญ แต่ถ้านาย ก. มีความเก่งพิเศษกว่าคนอื่นๆ นาย ก.น่าจะมารับงานบริหารได้ โดยจะมีเงินรางวัลให้ในแต่ละเดือนสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษกว่าคนทั่วไป นั้นหมายความว่า นาย ก. ต้องเหนื่อยกว่านาย ข. สองเท่า นาย ข.สอนหนังสือ ๑๒ คาบ นาย ก.ก็ต้อง ๑๒ คาบ ด้วยเงินตอบแทนค่าสอนเท่ากัน นาย ข.ไม่ต้องเหนื่อยกับงานบริหารอันแสนจะปวดหัว ขณะที่นาย ก. ยอมเสียสละความสุขไปเหนื่อยกับงานบริหาร นาย ก.จึงได้รับค่าตอบแทนเพิ่ม อีกอย่างหนึ่ง ถ้านาย ก. มีความสามารถไม่แตกต่างจากคนทั่วไป นาย ก.ควรลาออกจากการทำหน้าที่สอน และสละเงินตอบแทนค่าสอนไป และไปสอบเข้าเพื่อเข้าสู่ตำแหน่งบริหารและรับเงินตอบแทนการบริหาร ก็น่าจะดี
ความคิดแบบที่ว่านี้ คงเป็นความคิดที่แคบไปแน่ๆ ทำไมจะต้องจำกัดความสามารถของคนไว้เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งด้วย ?
นาย ก. ทำหน้าที่สอนเต็มจำนวน บริหารงานโดยการแจกงานให้ ค. ง. และ จ. ดังนั้น นาย ก.ควรเฉลี่ยค่าตอบแทนงานบริหารแต่ละเดือนให้นาย ค. ง. และจ. ด้วยก็จะดี
การทำงานคนเดียวหรือจะสู้การทำงานหลายๆคนรวมกัน...โอยปวดหัว เลิกคิดดีกว่า..ขอบคุณครับ :-)
ปวดหัวเหมือนกันครับอาจารย์
อยากให้กำลังใจ ครับ :)
ขอบคุณนะครับ Wasawat Deemarn
ที่อุตส่าห์เข้ามาแบ่งปันความปวดหัวของผมด้วย :-)