การรู้ตัว” เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเองยึดติดอยู่ เพื่อแก้ไขปัญหาทางจิตวิทยา ส่งผลทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน นำไปสู่ความเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง และเกิดกระบวนการปรับตัวเข้าหากันโดยยอมรับความแตกต่างโดยดุษฎี

             การทำงานร่วมกันเป็นทีมในองค์กรสำคัญที่สุดคือการเข้าใจสมาชิกในทีมโดยมีความรู้สึกร่วมของการเป็นหนึ่งเดียว ซึ่งจะต้องมาจากการรับรู้ ยอมรับ และเคารพซึ่งกันและกัน  โดย  Enneagram (นพลักษณ์)  เป็นเครื่องมือหนึ่งที่จะส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ตัวตนเพื่อทำความเข้าใจซึ่งกันและกันอย่างแท้จริงถึงรากแห่งที่มาว่าทำไมแต่ละคนจึงมีโลกทัศน์แตกต่างกัน และการมองโลกที่แตกต่างกันนี้ ย่อมทำให้เกิดวิธีการทำงานหลากหลายสไตล์    และหากไม่เข้าใจกัน  อาจนำมาซึ่งความขัดแย้งและไม่สามารถทำงานเป็นทีมร่วมกันได้ 

            การเรียนรู้และเข้าใจตัวตนของกันและกันผ่านนพลักษณ์จะทำให้เกิดการยอมรับความแตกต่างโดยดุษฎีอย่างมีเมตตาต่อกันและนำมาซึ่งความสันติหรือสามัคคีในองค์กรอย่างแท้จริง  ทั้งนี้ในการเรียนรู้กันและกันนั้น จะต้องเริ่มต้นจากการเรียนรู้ ตนเอง โดยมีความกล้าในการยอมรับจุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง    เนื่องจากแต่ละคนที่มีลักษณ์เดียวกันหรือต่างกันย่อมมีการเรียนรู้สะสมประสบการณ์และกลไกการปรับตัวแตกต่างกันในรายละเอียด ต่างใช้กลไกตอบสนองต่อโลกภาพนอกตามความคุ้นเคยของตน  โดยหากสำรวจและค้นพบตัวเองจะเห็นว่ามีศูนย์ที่เรามักใช้เป็นประจำเพียงศูนย์หลักศูนย์เดียวในระหว่าง 3 ศูนย์ ได้แก่ ศูนย์ใจ ศูนย์สมอง  และศูนย์ท้อง  จึงควรเปิดใจที่จะศึกษาเรียนรู้พัฒนาตนเองให้เกิดความสมดุลของอีกสองศูนย์ที่เราไม่ค่อยคุ้นเคย  

                จุดเริ่มต้นของการเรียนรู้ตัวเองมาจากความเชื่อที่ว่า “เราเปลี่ยนแปลงตนเองได้” การเปลี่ยนแปลงเช่นว่านี้เป็นการเปลี่ยนแปลงที่เรียกว่า “Self Transformation”  ซึ่งเป็นการเปลี่ยนรูปแบบจากดักแด้ไปเป็นผีเสื้อ  คำถามต่อไปคือว่า “เราจะเปลี่ยนแปลงได้อย่างไร”  คำตอบที่เป็นแก่นแท้จริงคือว่า  “เรารู้ตัว  เราจึงเปลี่ยนแปลงได้”  คำว่า “รู้ตัว” ในบริบทของการศึกษา Enneagram (นพลักษณ์) มีสองนัยยะหลัก ได้แก่ 

1.      รู้ลักษณ์ว่าตนเองมีบุคลิกภายในคืออะไร  ที่เป็นแรงขับเคลื่อนให้มีวิธีคิด วิธีรู้สึกและการแสดงออกเช่นนั้น 

2.      รู้ตัว  โดยมีสติระลึกรู้สภาวะธรรมตามจริง  ตามคำกล่าวของหลวงพ่อปราโมทย์ที่ว่า “มีสติรู้กาย รู้ใจที่กำลังปรากฎตามความเป็นจริงด้วยจิตตั้งมั่นและใจที่เป็นกลาง”  

การรู้ตัวและการเปลี่ยนแปลงตนเองในระดับการพัฒนาที่สูงขึ้นเป็นสิ่งที่เกิดภายใน ผลที่วัดได้คือความสุขสงบภายใน  และส่งผลต่อความเข้าใจในบุคคลอื่นที่มีลักษณ์เดียวกันหรือต่างลักษณ์กัน ทำให้เกิดความเมตตาและสันติสุขในการอยู่ร่วมกัน  ที่กล่าวมานั้นคือภาพรวมของคุณค่าในการเรียนรู้ Enneagram มาปรับใช้แก่ตนเองและสังคมเป็นการทั่วไป สำหรับการนำ Enneagram มาปรับใช้ในระดับองค์กร  คุณประโยชน์ที่เห็นได้ชัดเจนคือการทำงานร่วมกันเป็นทีมดังกล่าวมาแล้ว  ดังนั้น “การรู้เรา รู้เขา เข้าถึง จึงพัฒนา”  ในบริบทของ Enneagram จะช่วยส่งเสริมให้ผู้ศึกษารู้ว่าตนเองเป็นลักษณ์อะไร  อะไรที่เรายึดติดและใช้เป็นหลักในการดำเนินชีวิตระหว่าง ศูนย์ใจ ศูนย์สมอง และศูนย์ท้อง เพื่อที่จะได้ทำความเข้าใจลักษณ์ในศูนย์ของตนเอง และมองเห็นศูนย์และลักษณ์ของคนอื่นที่แตกต่างจากเรา และเกิดการเรียนรู้ซึ่งกันและกันในการนำมาพัฒนาตัวเองและทีมงาน   ซึ่งแน่นอนว่าเป็นการพัฒนาแบบยั่งยืน เนื่องจากเป็นการเข้าใจถึงรากแห่งปัญหาว่าทำไมคนเราจึงแตกต่างกันและการเรียนรู้ในความแตกต่างอย่างยอมรับกันจะต้องเริ่มที่การมองเห็นว่าคนเรามีลักษณ์อะไรบ้าง และแตกต่างกันอย่างไร

 

ความเป็นมา   ขอเล่าประวัติความเป็นมาของ Enneagram โดยสังเขป  หากท่านใดสนใจในรายละเอียด สามารถค้นคว้าทาง internet ที่กล่าวเรื่องนี้ไว้อย่างแพร่หลาย  Enneagram (นพลักษณ์) เป็นศาสตร์องค์ความรู้โบราณระบบหนึ่งที่เกิดขึ้นแถบเอเชียกลางมานานนับสหัสวรรษ โดยอาจารย์กลุ่มซูฟีซึ่งเป็นนักภาวนาในศาสนาอิสลามที่ได้ศึกษาบุคลิกภาพ แก่นแท้ของมนุษย์และพัฒนาเป็นศาสตร์ที่มีการถ่ายทอดในวงเฉพาะระหว่างคุรุ (อาจารย์ทางจิตวิญญาณ) กับลูกศิษย์  อาจารย์จะแนะนำให้ลูกศิษย์ซึ่งต่างมีบุคลิกลักษณะ พื้นฐานนิสัยใจคอที่แตกต่างกันไปให้แต่ละคนได้รู้จักและเฝ้าสังเกตกระบวนการรู้สึกนึกคิดภายใน เมื่อสังเกตฝ่ายกิเลสแล้วจะสะท้อนให้เห็นถึงฝ่ายตรงข้ามหรือที่เรียกว่าฝ่ายบารมีทั้งนี้เป็นไปเพื่อช่วยลูกศิษย์ได้รู้จักตนเองทั้งด้านบวกและด้านลบ เพื่อเป็นพื้นฐานนำไปสู่การยกระดับจิตวิญญาณของตน[1]  จากนั้น ได้มีการนำองค์ความรู้เกี่ยวกับนพลักษณ์มาพัฒนาต่อและแพร่หลายในทวีปยุโรป โดยปัจจุบันได้ให้ความสำคัญในการนำมาใช้กับการพัฒนาจิตวิทยาบุคลิกภาพและการพัฒนาองค์กรธุรกิจ  ในสหรัฐอเมริกาได้นิยมนำศาสตร์นี้มาใช้จัดการกับชีวิตครอบครัว การงานและสังคมและการบริหารองค์กรต่างๆ  ทั้งนี้ จุดมุ่งหมายของการศึกษานพลักษณ์ในระดับของการอยู่ร่วมกันภายในสังคมคือ “การรู้ตัว” เพื่อพัฒนาตนเองไปสู่สิ่งที่ตรงข้ามกับสิ่งที่ตนเองยึดติดอยู่  เพื่อแก้ไขปัญหาทางจิตวิทยา ส่งผลทำให้เราเกิดการเปลี่ยนแปลงภายใน นำไปสู่ความเข้าใจผู้อื่นอย่างแท้จริง และเกิดกระบวนการปรับตัวเข้าหากันโดยยอมรับความแตกต่างโดยดุษฎี

คำอธิบายเกี่ยวกับ 9 ลักษณ์

(1) Enneagram (นพลักษณ์)  เป็นการแบ่งประเภทคนตามบุคลิกภาพภายใน ออกเป็น 9 แบบ ซึ่งไม่มีแบบไหนเด่นหรือด้อยไปกว่ากัน แต่ละแบบแตกต่างกันไปตามแรงจูงใจและวิธีการมองโลกตามลักษณ์ตน           ลักษณ์ทั้ง 9 แบบนี้มาจากการยึดศูนย์ใดศูนย์หนึ่งของร่างกายเป็นศูนย์หลัก โดยร่างกายประกอบด้วย 3 ศูนย์ ได้แก่     

(2)     3 ศูนย์    2.1  ศูนย์ใจ (ลักษณ์ 2   3   4)  เป็นศูนย์ที่เกี่ยวกับอารมณ์ และภาพลักษณ์  จะมีประสาทการรับรู้ว่าเรารู้สึกอย่างไรมากกว่าเราคิดอะไร มีจินตนาการ และอารมณ์ความรู้สึก  คนศูนย์ใจจะมีระดับอารมณ์หลากหลายระดับตั้งแต่รุนแรงไปจนถึงซ่อนเร้นจนตนเองไม่รู้สึกตัว  ลักษณ์ทั้งสามของศูนย์ใจจะดำเนินชีวิตด้วยการมุ่งเน้นสัมพันธภาพ โดยจะมองไปที่ผู้อื่น ห่วงคนอื่น หรือไวต่อความรู้สึกของคนอื่น และเชื่อมโยงมาที่ตนเองว่าคนอื่นจะมองตนว่าอย่างไร ซึ่งเป็นเรื่องของภาพลักษณ์ที่อยากให้คนอื่นมองเห็นในตนเอง    2.2 ศูนย์สมอง (ลักษณ์ 5  6  7)  เป็นศูนย์ที่เกี่ยวกับความคิด เหตุผล การวิเคราะห์แยกแยะ ตรรกะ ระบบความคิด ความจำ การคาดการณ์เกี่ยวกับคน เหตุการณ์ การวางแผน ลักษณ์ทั้งสามของศูนย์สมองจะดำเนินชีวิตด้วยการใช้ความนึกคิด มีจินตภาพ การวิเคราะห์และการเชื่อมโยงความคิด  การหมกมุ่นหรือความพึงพอใจอยู่ในความคิดของตนเอง ซึ่งเป็นวิธีเก็บกดความกลัวที่มีต่อโลกภายนอก  มีระดับของการใช้ความคิดตั้งแต่หมกมุ่นครุ่นคิดย้ำคิดย้ำทำจนถึงสร้างจินตภาพ คิดวางแผนแล้วพุ่งกระโจนออกสู่ภายนอก          2.3 ศูนย์ท้อง (ลักษณ์ 8  9  1)  เป็นศูนย์รวมของพลังตามสัญชาตญาณมนุษย์ โดยจะเชื่อมโยงตนเองกับผู้คนและสิ่งแวดล้อมด้วยการกระทำหรือกายภาพ ลักษณ์ทั้งสามของศูนย์ท้องจะดำเนินชีวิตโดยใช้ความรู้สึกนึกคิดตามสัญชาตญาณส่วนลึกเป็นแรงผลักดันในการตัดสินใจและลงมือกระทำ มีตั้งแต่ระดับกระทำอย่างสุดโต่งจนถึงการไม่ลงมือกระทำอะไรเลยด้วยความเฉื่อยชาจนกว่าจะมีสิ่งเร้ามากระตุ้นจึงดึงพลังที่ซ่อนเร้นเก็บกดออกมาสู่ภายนอก

(3)      ลักษณะของ 9 ลักษณ์โดยสังเขป (รายละเอียดอยู่ในบันทึกที่สองของ Blog นี้)

 

ลักษณ์ 2    ผู้เสียสละ หรือนักสังคมสงเคราะห์  ทำงานด้วยใจรักหรือความพึงพอใจที่จะทำ   มีสัมผัสที่ไวเป็นพิเศษในการรับรู้และนึกถึงอารมณ์ความรู้สึกของคนอื่น  เน้นสัมพันธภาพ เอาใจใส่  ความใกล้ชิด  และห่วงใยคนอื่น อารมณ์ความรู้สึกเกิดขึ้นบ่อยคือความรัก  ความหลง ความเสียสละ  ความช่วยเหลือ การพึ่งพิงซึ่งกันและกัน  ความต้องการที่จะเป็นที่ต้องการของคนอื่น  หาก รู้ตัวก็จะเป็นผู้ให้โดยไม่หวังผลตอบแทนแม้แต่ความรักตอบแทนจากผู้อื่น

ลักษณ์ 3     นักสร้างแรงจูงใจ  หรือนักปฏิบัติ   ยึดถือบทบาทหน้าที่ที่ตัวเองมีอยู่และมุ่งมั่นที่จะทำให้บรรลุเป้าหมาย หรือ ความสำเร็จที่ตั้งใจไว้   ไม่ว่าจะเป็นด้านใดก็ตาม  ชอบลงมือกระทำโดยตัดขาดจากการรับรู้ความรู้สึกหรือความต้องการของตนเอง  ชอบกระตุ้นให้ทีมงานหรือคนใกล้ตัวมีความกระตือรือร้น   มักมีคำพูดที่ชักจูงใจน่าฟัง ดึงความสนใจผู้อื่นได้ดี ตัวให้เป็นที่ยอมรับของสังคม และเป็นคนที่ชอบเลียนแบบให้ เป็น ตามแบบอย่าง (model) ที่ตนอยากจะเป็น

 

ลักษณ์ 4   ศิลปิน   เป็นคนที่จริงใจต่อความรู้สึกแท้จริงของตนเอง  มีความรู้สึกลึก ๆ ว่าตนเองมีอะไรขาดหายไป และอยากหามาเติมเต็ม โดยพยายามขวนขวายหาอัตลักษณ์แบบฉบับของตนเองให้แปลกแยกแตกต่างจากคนทั่วไป  เพราะไม่ชอบความธรรมดา จึงทำให้ตัวเองมีความเป็นพิเศษ ไม่ว่าการแสดงออกให้ปรากฎ หรืออารมณ์ความรู้สึกที่เข้าถึงสรรพสิ่ง  เป็นคนที่มีจินตนาการสูง สร้างสรรค์ทางอารมณ์ และชอบดื่มด่ำกับอารมณ์ลึกซึ้งภายในของตนเอง

 

ลักษณ์  5    นักสังเกตการณ์   เป็นคนที่ชอบใช้ความคิดวิเคราะห์อย่างเป็นเหตุเป็นผล เป็นระบบความคิด  ชอบสังเกตและสำรวจสรรพสิ่งอย่างเป็นกลาง   ไม่ชอบแสดงอารมณ์ส่วนตัวออกมา ความรู้สึกภายในขาดความมั่นคง ไม่ปลอดภัย โลกนี้ขาดแคลน จึงต้องการสะสมเครื่องมือต่างๆ ให้เกิดความมั่นคง ได้แก่ ความรู้  ข้อมูล  บุคลิกมักเป็นคนตะหนี่ในเรื่องพลังงาน วัตถุ และเวลา   มีพื้นที่อาณาเขตของตัวเอง (นามธรรมและรูปธรรม)  มีความต้องการอย่างพอเพียง  

 

ลักษณ์  6  นักปุจฉา    ชอบประเมินสถานการณ์ภายนอกต่าง ๆล่วงหน้าเพื่อให้เกิดความมั่นใจ มั่นคงปลอดภัย มีนิสัยระมัดระวังและลงรายละเอียด มีจินตภาพล่วงหน้า  เชื่อว่าตนมีสัมผัสที่ 6 ชอบตั้งคำถามหรือสงสัยกับทุกสถานการณ์ อาการตอบสนองต่อความวิตกกังวลจะมีสองรูปแบบหลัก บุคลิกสู้กับ บุคลิกหนีมองภายนอกอาจจะต่างกันคือแบบสู้ดูจะไม่กลัวอะไร แต่ลึก ๆ คือกลัวแล้วปกป้องตัวเองด้วยการโต้ตอบภายนอกก่อน ส่วนแบบหนีคือกลัวแบบหลบเลี่ยงไม่เผชิญกับสิ่งนั้น หรือหากต้องเผชิญก็เตรียมพร้อมป้องกันรับมือไว้แล้วอย่างรอบคอบ                                          

ลักษณ์  7  นักผจญภัย  นักวางแผน   ชอบมีทางเลือกไว้มากมาย ชอบหมกมุ่นครุ่นคิดกับการวางแผน  ชอบเชื่อมโยง หรือเป็นนักสังเคราะห์  นักคิดสร้างสรรค์  นักผจญภัยตามลักษณ์ 7 คือการไม่ชอบข้อจำกัด  มักทำตัวสดใส ร่าเริง อารมณ์เกิดบ่อยคือ ขี้เบื่อสมาธิสั้น ..มีนิสัยชอบสนใจทำอะไรหลายอย่างในเวลาเดียวใด ชอบความสนุกสนาน เป็นนักลิ้มชิมรสประสบการณ์แปลกใหม่ ไม่อยู่นิ่ง  และชอบมองโลกในแง่ดี

 ลักษณ์ 8    เจ้านาย  หรือผู้ท้าทาย เป็นผู้มีพลังชีวิตที่จะทำอะไรสุดโต่ง มีความเป็นผู้นำตามสัญชาตญาณที่จะควบคุมสภาพแวดล้อมมิให้มีผลกระทบต่อตัวเอง  ชอบพึ่งพิงตัวเอง ไม่ชอบความอ่อนแอ กล้าได้กล้าเสีย ตอบโต้ต่อสิ่งที่เข้ามากระทบได้ว่องไว  เป็นคนตรงไปตรงมา  เน้นการลงมือกระทำ มีความชัดเจน  ตัดสินใจเด็ดขาด เด็ดเดี่ยว อารมณ์ที่อาจเกิดขึ้นได้ง่ายคือความโกรธฉุนเฉียว  

ลักษณ์ 9   ผู้ประสานไมตรี  ชอบทำตัวกลมกลืนในกลุ่มผู้คนหรือสังคม มักหลงลืมตนเอง หรือแปลกแยกจากอารมณ์ความรู้สึกตัวเอง สูญเสียการรับรู้เรื่องสำคัญของตนเอง โดยจะเข้าไปกลมกลืน รับรู้อารมณ์ความรู้สึกของคนรอบข้างแทน   ไม่ชอบจัดลำดับความสำคัญ  เป็นลักษณ์ที่เก็บกดอารมณ์โกรธ แต่มีอาการ ดื้อเงียบ  แทน  ที่ได้ชื่อขนานนามลักษณ์ว่านักประสานไมตรี เพราะไม่ชอบมีเรื่องกับใคร คำว่า ไม่เป็นไร” “เข้าใจผู้อื่นไปหมดก็เพราะ ขี้เกียจมีเรื่อง              

ลักษณ์ 1  นักปฏิรูป   เข้มงวดกับตัวเอง มีวินัยแบบแผน และชอบบังคับตัวเองมาก  มีอุดมการณ์และตั้งมาตรฐานให้กับการดำเนินชีวิตหรือการกระทำของตนเอง เคร่งเครียด เคร่งครัด เอาจริงเอาจังกับชีวิต   ชอบตัดสินและวิพากษ์วิจารณ์ จู้จี้จุกจิก สไตล์เหมือนครูดุๆ เจ้าระเบียบ อารมณ์ที่มักเกิดขึ้นบ่อยคือความขุ่นเคือง     (มีสรุปตอนต่อไป)   โดยศิลา ภู ชยา