กลับมาแล้ว
ห่างหายไป 2-3 วัน หลังจากที่เขียนเรื่อง AAR กับ อนุทิน ไปแล้ว เนื่องจากไปหมกตัวเพื่ออ่านและตีความเรื่องอื่นๆ ต่อไป
แต่วันนี้ได้หัวข้อใหม่มาคั่นกลาง นั่นคือ digital divide หรือ ความเหลื่อมล้ำทางความรู้
ยังคง งง กับหัวข้อนี้ ถกเถียงกันภายในที่ทำงาน แต่ก็ยังไม่เคลียร์ จนสุดท้ายอาจารย์ธวัชชัย ก็มาช่วยชีวิตไว้
digital divide ในความหมายนั้นจะแปลว่าอะไรนั้น สี่ขอไม่สนใจ แต่ขอทำความเข้าใจกับตัวอย่างเหล่านี้แทน
ทำความเข้าใจ digital divide
ตัวอย่างที่ 1
- เด็กเมืองนั่งทำรายงาน สามารถยืมหนังสืิอทุกเล่ม จากทุกห้องสมุด (โดยผ่านอินเทอร์เน็ต ไม่ต้องเดินทาง ไม่เสียเงิน เสียเวลา) ตั้งใจทำรายงาน และได้รายงานที่ละเอียด ครบถ้วน สมองได้รับการเติมเต็มอย่างเต็มที่
- เด็กนอกเมืองนั่งทำรายงาน หนังสือมีเพียงในห้องสมุดโรงเรียนเท่านั้น ตั้งใจทำรายงาน แต่ได้รายงานที่ไม่ครบถ้วน เนื้อหา อ้างอิง มีเท่าที่หาได้ สมองได้รับการเติมเต็มอย่างไม่เต็มที่
ตัวอย่างที่ 2
- เด็กเมืองมีการเรียนพิเศษ หาตัวอย่างข้อสอบเก่าผ่านอินเทอร์เน็ต ฝึกฝนเตรียมพร้อมเต็มที่ ไปสอบเอ็นทรานติดคณะที่ต้องการ
- เด็กนอกเมืองเรียนในห้องเรียน ไม่ได้เรียนพิเศษ ไม่มีอินเทอร์เน็ตให้หาตัวอย่างข้อสอบเก่า ฝึกฝนเท่าที่ได้ ไหนเลยจะสู้น้องๆ เด็กเมืองได้ สมองเก่งไหนเลยจะสู้ความพยายามและความพร้อมอื่นๆ
ตัวอย่างที่ 3
- เด็กเมืองเจออุบัติเหตุ กดโทรศัพท์มือถือ ประเดี๋ยวเดียว รถพยาบาล พร้อมพยาบาลและเครื่องมือช่วยชีวิตมาถึง และมีอนาคตอันสดใสต่อไป
- เด็กนอกเมืองเจออุบัติเหตุ ไม่มีโทรศัพท์มือถือ ไม่มีรถพยาบาล ต้องตามคนช่วย หารถเพื่อพาไปโรงพยาบาล เดินทางอีกเป็นชั่วโมงกว่าจะถึงโรงพยาบาล ถ้าโชคดีมีชีวิตรอดก็ดีไป โชคร้ายนั่นคือเสียอนาคตของชาติไป
ตัวอย่างที่ 4
- เด็กเมืองเจอเห็ดแปลกๆ ของแปลกๆ กระจายข่าวผ่านอินเทอร์เน็ตเพื่อสอบถามข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญ ว่าสิ่งนี้คืออะไร ไม่นานก็ได้คำตอบ
- เด็กนอกเมืองเจอเห็ดแปลกๆ หรือของแปลกๆ หากมีผู้รู้ที่ตอบได้ก็ดีไป หากไม่มี แล้วนำสิ่งที่พบไปใช้ต่อนั่น ก็อาจจะเกิดอันตรายต่อชีวิตได้
นี่คือตัวอย่างของความเหลื่อมล้ำทางความรู้ เท่าที่สี่พอจะเข้าใจ และนึกออกมาได้ เมื่อนึกจบเกิดคำถามว่า (เริ่มเป็นเจ้าหนูจำไม.....อิคิวซังอยู่ไหนค่ะ มาช่วยหน่อย)
สิ่งเหล่านี้คือปัญหาใช่หรือไม่ ??
ถ้าใช่ อะไรคือทางแก้ปัญหา ??
แล้ววันนี้คุณล่ะค่ะ เจอ digital divide ในชีวิตบ้างรึเปล่า ??
สุดท้ายจริงหรือ ว่าวันนี้สังคมไทยได้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความรู้ขึ้นแล้ว ??
แลกเปลี่ยนกันบ้างนะค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ปล.บล็อกกับ KM อื่นๆ กำลังจะออกมาค่ะ ขอตั้งสติอีกนิดค่ะ ^_^
ปล.ครั้งที่ 2 อยากให้ผู้อ่านทุกท่านที่อ่านบันทึกฉบับนี้จบ ได้อ่านทุกความคิดเห็นจากสมาชิกทุกท่านที่ให้ไว้ เพราะมีค่าเหลือเกินค่ะ
ปล.ครั้งที่ 3 ตัวอย่างทั้งหมดในบันทึกนั้นเป็นเพียงความคิดส่วนตัวของสี่ค่ะ สี่จึงอยากเชิญชวนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ค่ะ เพราะสี่เป็นแค่เจ้าหนูจำไมค่ะ
ความคิดเห็นแตกต่าง การถกเถียงไม่ผิด หากความแตกต่างนั้นนำมาซึ่งความคิดอันหลากหลาย คำตอบของคำถามที่ชัดเจน ปัญญาที่เพิ่มพูนหรือแม้แต่แนวทางการแก้ปัญหาเหล่านี้ มาสิค่ะมาคุยกัน
ขอบคุณค่ะ


แอบมาสวัสดีครับ :)
เรื่องที่ ๑ ... Internet เขียนทับศัพท์ว่า อินเทอร์เน็ต ครับ บ่ใช่ อินเตอร์เน็ต
(คำทับศัพท์ และ ศัพท์บัญญัติคอมพิวเตอร์ ... ที่คนไทยชอบเขียนผิด)
เรื่องที่ ๒ ... ตัวอย่างที่ ๔ ทำไมต้องเจอ "เห็ด" เจออย่างอื่นไม่ได้เหรอครับ 555
ขอบคุณครับ :)
สวัสดีค่ะอาจารย์Wasawat Deemarn
ขอบคุณมากค่ะ สี่แก้ไขเรียบร้อยแล้วค่ะ
สวัสดีค่ะพี่ศิลา (Sila Phu-Chaya)
ขอบคุณมากค่ะพี่ศิลา
สวัสดีค่ะท่าน ผอ.และน้องม่อน
หนูก็คิดถึงน้องม่อนเช่นกันค่ะ ท่าน ผอ.สบายดีนะค่ะ
รักษาสุขภาพด้วยนะค่ะ
....
"ความเหลื่อมล้ำทางความรู้" เกิดจากสาเหตุใดบ้าง ?
....
"ความเหลื่อมล้ำทางความรู้" เกิดมาทุกยุคทุกสมัย และแต่ละยุคสมัยก็ย่อมมีปัจจัยของ "ความเหลื่อมล้ำทางความรู้" ที่แตกต่างกัน ?
....
ปัจจัยที่ เจ้าหนูจำไม สี่ซี่ ตั้งไว้ ... ล้วนเกิดจากตัวแปรอิสระ คือ เด็กในเมือง กับ เด็กชนบท ... อันมีผลจากปัจจัยความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีเท่านั้น ... ซึ่งโดยความเป็นจริง ควรจะมีปัจจัยอื่น ๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีก เช่น ความรวย ความยากจน พ่อแม่มีความรู้มีเวลาสอนลูก พ่อแม่หาเช้ากินค่ำไม่มีความรู้และไม่มีเวลาสอนลูก เป็นต้น (ใช่ป่ะ)
....
หากใช้ภาษาอังกฤษ คือ Digital Divide แล้ว ... ควรแปลภาษาไทยว่า "ความเหลื่อมล้ำทางความรู้" จริง ๆ หรือ ... ดูเหมือน Digital Divide เป็นความเหลื่อมล้ำทางความรู้อันผลจากความไม่เท่าเทียมทางเทคโนโลยีมากกว่า .... ดังนั้น หากพูดถึงปัจจัยอื่น อาจจะผิดความหมายก็ได้
....
Digital Divide อาจจะมีแง่มุมในการคิด หากมาใช้ประเทศไทย ประเทศที่เขาว่า กำลังพัฒนา หรือ ด้อยพัฒนา ... คนใช้เทคโนโลยีเป็นมีจำนวนไม่มากนัก ... ออกเป็น 2 แง่ คือ
1. ไม่มีประโยชน์ที่จะนำมาใช้คิด เพราะความด้อยพัฒนาทางเทคโนโลยที่ต้องเวลาอีกหลายปีกว่าจะเจริญจริง ๆ
2. มีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะถือเป็นการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยี
....
หมดความคิดเพียงเท่านี้ ไปล่ะ .......... แว่บ ๆๆๆๆ
สวัสดีครับ
1.ในตัวอย่าง พอจะเห็นภาพว่า เป็นเรื่องของการรู้จักและใช้ข้อมูล หรือความรู้นั่นเอง (ภาษาสมัยใหม่ เรียกว่า การเข้าถึงข้อมูล, หรือเรียกให้เป็นภาษาไทยหน่อยก็ คือ เข้าไปให้ถึงข้อมูล)
อีกเรื่องก็คือ การมีเครื่องมือเครื่องใช้ช่วยอำนวยความสะดวก
2.จะว่าไป ก็เป็นเรื่องความก้าวหน้าของเทคโนโลยีตามธรรมดาของโลกนั่นแหละครับ เทคโนโลยีเป็นสื่อนำความรู้ไปสู่ผู้คน สมัยที่คนรู้หนังสือยังไม่แพร่หลาย คนไม่รู้หนังสือก็ถือว่าขาดโอกาสไม่น้อย
เทคโนโลยีก็มาพร้อมกับความรู้ และสาระประโยชน์ แต่ก็ไม่ใช่ว่ามันคือสาระทั้งหมดที่มีอยู่
สมัยหนึ่ง ใครอ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ ก็ถือว่าเสียประโยชน์ในชีวิต
สมัยต่อมา เทคโนโลยีเป็นอิเล็กทรอนิกส์ เป็นคอมพิวเตอร์ เป็นดิจิตอล จนเป็นอินเทอร์เน็ต ฯลฯ
เรามีวิธีการจัดการกับข้อมูลความรู้, เรามีสื่อเพื่อค้นหาข้อมูลความรู้
สรุปว่า เป็นเรื่องของความรู้ ส่วนดิจิตอล เป็นเครื่องมือ หรือเปล่า
ส่วนเรื่องเครื่องใช้ก็อำนวยความสะดวก ไม่มีก็ไม่สะดวก เป็นธรรมดา
3. เป็นปัญหาหรือเปล่า น่าจะถามว่า เป็นปัญหาใหญ่หรือเปล่า
4. เกิดความเหลื่อมล้ำหรือยัง..
ตามคำจำกัดความที่ว่า ก็คงจะมี, แต่เป็นการมองจากมุมผู้ใช้เทคโนโลยีหมดเลยแฮะ... สิ่งที่นักเทคโนโลยีไม่รู้จัก หรือไม่สามารถใช้เทคโนโลยีช่วยอำนวยความสะดวก หรือช่วยสื่อความรู้ ก็เป็นความด้อยโอกาสอีกด้านหนึ่ง
5. อากาศร้อน แค่นี้ก่อนครับ อิๆ
สวัสดีค่ะอาจารย์Wasawat Deemarn
กำลังรออยู่เลยค่ะ เพราะเชื่อว่าอิคิวซังต้องมาช่วยหนูจำไมแน่นอนค่ะ
ขอบคุณมากค่ะอาจารย์
ครั้งแรกที่คิดว่าความเหลื่อมล้ำทางความรู้นั้นส่วนหนึ่งเกิดจากความเหลื่อมล้ำทางสังคม การศึกษา เศรษฐกิจ การรักษาพยาบาล หรืออีกหลายๆ อย่างค่ะ แต่ไม่ได้เขียน (คิดตัวอย่างไม่ออกค่ะ ^_^)
ซึ่งสุดท้ายก็เข้าใจแบบที่กล่าว โดยอ้างอิงเป็นเด็กเมืองกับเด็กนอกเมือง แต่พอเห็นปัจจัยอันหลากหลายก็คิดว่าน่าสนใจดีเหมือนกัน ว่าจริงๆ แล้วคำนี้นั้นเหมาะแค่ "ความเหลื่อมล้ำทางความรู้อันผลจากความไม่เท่าเทียมทางเทคโนโลยี" หรือจริงๆ หรือควรเหมารวมในทุกๆ ปัจจัยกันแน่ ??
ขอขอบคุณมากค่ะ สำหรับแง่มุมดีๆ 2 มุมมอง
สำหรับสี่เชียร์ข้อ 2 ค่ะ คือมีประโยชน์อย่างมากมายมหาศาล เพราะถือเป็นการพัฒนาประเทศด้วยเทคโนโลยี เพราะปัจจุบันแม้เทคโนโลยีจะน้อย ซึ่งน้อยทั้งจำนวนและน้อยทั้งคุณภาพ ถ้าหากรอให้เทคโนโลยีเยอะคงมีปัญหาล้านแปดพันเก้า ดังนั้นจึงเชียร์ข้อ 2 เพื่อให้เกิดประโยชน์อันมหาศาลต่อไปค่ะ
ขอบคุณค่ะ :)
สวัสดีค่ะ คุณสี่ซี ขอแสดงความเห็นด้วยคน
อาจจะเกิดความเหลื่อมล้ำทางด้านการเข้าถึงข้อมูลในโลกดิจิตอลระหว่างสังคมเมืองกับสังคมชนบท...
แต่ในขณะเดียวกันก็เกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงธรรมชาติและการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วยนะครับ...
สำหรับตัวอย่างทั้งสี่ข้อถ้าถามพี่ว่าเป็นปัญหามั้ย...
พี่ว่ามันแล้วแต่วิถีของแต่ละสังคมนะครับ...
สวัสดีค่ะพี่ธ.วั ช ชั ย
ขอบคุณมากค่ะ
ดีจังค่ะที่มีบันทึกนี้ขึ้น สี่ได้เปิดหู เปิดตา เปิดใจ รับรู้รับอ่านในสิ่งดีๆ อันเป็นประโยชน์
ต้องเรียนว่าทุกความคิดเห็นต้องอ่านหลายๆ รอบ เพื่อถามตัวเองว่าใช่หรือไม่ และควรตอบอย่างไรดี
สุดท้ายตอบได้แค่ว่าขอบคุณมากค่ะ ^_^ เพราะสี่ก็ทราบแค่นั้นจริงๆ ยังเถียงกับเพื่อนๆ ในที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่เลยค่ะ แต่วันนี้ความรู้ที่ได้รับเพิ่มเติม ช่วยเปิดสมองสี่ได้ดีค่ะ
ต้องค่อยๆ เรียบเรียงแล้วกลับมาใหม่
แต่วันนี้สี่รู้ว่าหากสี่ไม่มีอินเทอร์เน็ต ไม่มี GotoKnow สี่จะไม่มีโอกาสเข้าถึงผู้รู้และความรู้มากมายขนาดนี้
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะคุณหมูน้อย
ขอบคุณมากค่ะคุณหมูน้อย ปัญหาที่เกิดขึ้นฟังแล้วรู้สึกแย่จังนะค่ะ
แต่เป็นกำลังใจให้ค่ะ เชื่อว่าสักวันสิ่งเหล่านี้จะหมดไป
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะพี่Mr.Direct
สายลมเย็นมาช่วยพัดความอึมครึมของสมองออกไปได้ดีจังค่ะ:)
เห็นด้วยค่ะว่านอกจากความเหลื่อมล้ำทางความรู้อันเนื่องมาจากเทคโนโลยีแล้ว ยังเกิดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงธรรมชาติและการเรียนรู้ด้วยตนเองด้วย
ทุกประเด็น หนทางแก้ไขก็มิง่ายเลย
วันนี้ได้แต่บอกว่าขอบคุณที่ช่วยเปิดสมองให้คิดกว้างขึ้น นอกกรอบขึ้น มอง 360 องศามากขึ้น
ที่สำคัญรู้ว่าทุกๆ ปัญหาอยู่ที่คนมอง
เมื่อมองต่างกัน นำมาถกเถียงกันด้วยเหตุผล ย่อมไม่เกิดปัญหา แต่จะเกิดปัญญาและคำตอบแห่งคำถาม รวมทั้งหนทางการแก้ไขอีกด้วย
ขอบคุณสายลมแห่งความหวังดีค่ะ
สวัสดีค่ะ
สวัสดีค่ะคุณครูคิม
สี่ต้องขอโทษด้วยนะค่ะ ถ้าบันทึกฉบับนี้ทำให้คุณครูคิมรู้สึกแย่ (หนูไม่เจตนาให้คุณครูรู้สึกแย่นะค่ะ)
แต่หนูเชื่อเสมอค่ะว่าสักวันความเหลื่อมล้ำเหล่านี้จะหมดไป
หนูเป็นแรงใจ ส่งกำลังใจถึงคุณครูทุกๆ ท่านเลยค่ะโดยเฉพาะคุณครูคิม เพราะเชื่อว่าส่วนหนึ่งความเหลื่อมล้ำเหล่านี้จะน้อยลง ด้วยมือของคุณครูค่ะ
ขอบคุณค่ะ
สวัสดีค่ะ
บันทึกนี้น่าสนใจมากค่ะ
ตามมาอ่าน มีผู้รู้เข้ามาแสดงความคิดเห็นมากมาย ทำให้มองเห็นอะไรกว้างขึ้นจริงๆ ต้องขอบคุณหนูจำไมพี่ สี่ซี่ ที่มาเปิดประเด็นนะคะ
โดยส่วนตัวมองว่า เห็นด้วยกับที่ อ.พี่ Wasawat Deemarnพูดถึงคอนเซ็บของ digital divideที่ว่า (ขออนุญาตโพสนะคะ)
"Digital Divide เป็นความเหลื่อมล้ำทางความรู้อันผลจากความไม่เท่าเทียมทางเทคโนโลยีมากกว่า "
จากประสบการณ์ กลับบ้านทีไร ใช้เนตทีนี่ค่อนข้างยุ่งยาก แม้ว่าจะสามารถต่ออินเตอร์เนตได้จากโทรศัพท์บ้าน หรือไม่ก็จากมือถือของตัวเอง แต่อย่างไรก็ตาม ความเร็วในการใช้งานก้ถือเป็นอีกหนึงตัวแปรสำคัญนะคะ มันช้าได้ใจจริงๆ ส่วน WL (ซึ่งแอบอิงจากinternet cafe ของโรงแรมใกล้บ้าน) มันก็ต้องเสียค่าใช้จ่ายในราคาที่ค่อนข้างน่ากลัว อาทิ นาทีละบาท โอ้พระเจ้าา โหดไปมั้ยพี่!! แล้วคิดดูสิคะว่า เด็กๆ โดยเฉพาะเด็กรอบนอกๆ เค้าจะทำไงกัน??
นี่แหละนะคะ ความเหลื่อมล้ำทางเศรษฐกิจ นำมาสู่ความเหลื่อมล้ำทางการใช้เทคโนโลยี ส่งผลให้เกิดความเหลื่อมล้ำทางความรู้
เล่าสู่กันฟัง อิอิ
สุขสันต์วันสงกรานต์นะคะ
ขอบคุณค่ะคุณครูคิม
ตกใจหมดเลยค่ะ นึกว่าทำให้คุณครูรู้สึกแย่แล้วจากบันทึกนี้ ถ้าเป็นอย่างนั้นต้องเสียใจแย่เชียวค่ะ
รักและคิดถึงคุณครูคิมนะค่ะ
จะนอนแว่บเห็นบันทึกนี้ หลังอ่านของอ.นกฟ้ามาค่ะ
แล้วจะเล่า(story telling) เรื่องของพี่ภูกับน้องอาร์ค
ฯลฯ มันน่าจะอยู่ที่ตัว "คน" ด้วยนะคะ ..ไว้มาคุยใหม่ค่ะ มีเสียงประท้วง..ว่าทำไมตัวเองนอนดึกได้...นอนก่อน แวะมาใหม่ค่ะ