สมัยที่ครูอิงจบปริญญาตรีใหม่ ๆ ตอนนั้นว่างงาน และมีชีวิตที่ลำบากอยู่ในเมืองหลวง จึงใช้ความสามารถของตัวเอง

โดยการเขียน..เขียน..ทั้งเป็นบทความ เรื่องสั้น  บทกวี ส่งไปตามสำนักพิมพ์ต่าง ๆ โดยใช้เครื่องพิมพ์ดีดเครื่องเล็ก ๆ เครื่องเดียว

กับมันสมอง สมัยนั้น  งานเขียนใดได้ตีพิมพ์ จะได้ค่าน้ำหมึก ครั้งละ 500 บาท  แต่ถ้าเป็นสมัยนี้( 2-4 ปี ที่ผ่านมา) ได้ค่าลงพิมพ์

2,000 - 3,000 บาท อย่างงานเขียนที่ครูอิงนำมาบันทึกนี้ ได้ 2,000 บาทค่ะ  แต่สำหรับครูอิงแล้ว แค่งานได้ตีพิมพ์ ก็มีความสุข

แล้วหล่ะค่ะ สำหรับสมัยนี้คนไม่คอยชอบอ่านหนังสือสักเท่าไหร่ ทำให้งานเขียนที่ส่งพิมพ์ไม่ค่อยได้ตีพิมพ์ เพราะคนส่วนใหญ่

จะอ่านจากในเว็บไซต์มากกว่าอ่านหน้งสือ อย่างใน G2K เนี่ย ครุอิงว่ามีนักเขียนเต็มไปหมด หลากหลายรูปแบบด้วยค่ะ

( สมัยเรียนปริญญาโท สนุกมากค่ะ เป็นสีสันชีวิต  ไม่ค่อยได้อยู่มหาวิทยาลัยสักเท่าไหร่ ส่วนมากออกภาคสนามค่ะ)

ภาพซ้ายมือ : ครูอิงกับสาวชาวมอญ ที่ราชบุรี  ภาพกลาง : ครูอิงไปเก็บข้อมูลภาษาถิ่น ที่ภูเก็ต 

ภาพขวามือ : ครูอิงไปสำรวจมลภาวะทางน้ำที่ชุมพร

        “นครปฐมวันนี้ฟ้าสีฟ้า

ที่สงขลาฟ้าหม่นเพราะคนหมอง

คนสุขใจฟ้าที่ไหนก็ขวนมอง

คนใจหมองมองอะไรไม่งามตา

  ฉันแต่งกลอนบทนี้ลงในจดหมายฉบับหนึ่ง ในจำนวน ๗๔ ฉบับ ที่เขียนถึงหนุ่มวิทยาลัยครูนครปฐม  เมื่อ ๒๕ ปีที่แล้ว ขณะนั้นฉันเรียนอยู่มหาวิทยาลัยปีที่ ๓

   ๑ สัปดาห์ต่อมา ฉันก็ได้รับจดหมายตอบ

พร้อมด้วยบทกลอนอันไพเราะและมีแง่คิดตอบกลับมาในจดหมาย เหมือนกับจดหมายฉบับก่อน ๆ ของเขา

เขาที่เห็น เด่นไกล ในข้างหน้า

 ไกลสุดตาเพียงใดได้แต่เห็น

 เมื่อเข้าใกล้ ได้สัมผัส ให้ชัดเจน

เขาที่เห็นเด่นไกลใช่เรียบเลย

ความจริงฉันไม่ใช่คนนครปฐม แต่แปลกมากที่เมื่อนึกถึงวันวานที่ผ่านไป ยามใด ฉันกลับคิดถึงนครปฐมมากกว่าที่อื่น เมื่อเริ่มเรียนระดับประถม คุณครูก็จะป้อนความรู้เรื่องตำนานพระปฐมเจดีย์ ตามด้วยคำขวัญ ส้มโอหวาน ข้าวสารขาว  ลูกสาวสวย.....

สมัยเด็กจำได้แค่นั้น  และรู้สึกว่าเด็กส่วนใหญ่จะจำกันได้มากกว่าจำคำขวัญจังหวัดของตัวเอง ในสมัยนั้นเด็กบ้านนอกอย่างฉันมีความรู้สึกว่า นครปฐม นั้น ไกลแสนไกล

      เมื่อเรียนระดับปริญญาตรี  ก็แอบปลื้มผู้ชายคนหนึ่ง ในงานแข่งกีฬาของสถาบัน  ทราบภายหลังว่าเขาเป็นหนุ่มนครปฐม  และเป็นเจ้าของจดหมายที่แทรกบทกลอนอันไพเราะ จำนวน ๗๔ ฉบับนั้นเอง แต่ฉันเป็นได้แต่เจ้าของจดหมายเท่านั้น ไม่ได้เป็นเจ้าของหัวใจของสุภาพบุรุษผู้นี้หรอกนะ สำหรับในหัวใจฉันนั้น เวลาเพื่อนสนิทตำหนิเขาที่ทำให้ฉันอกหัก ฉันได้แต่บอกเพื่อนว่า

จุ๊ จุ๊ อย่าเอ็ดไป  ที่รักฉันอยู่ใจเดี๋ยว เขาจะได้ยิน

เมื่อเรียนจบ ฉันได้รับการบรรจุเป็นข้าราชการครู  ผู้บริหารโรงเรียนก็เป็นคน อำเภอบางเลน  นครปฐม ฉันเลยได้มีโอกาสไปเที่ยวนครปฐมสมใจอยาก  เพราะบังเอิญผู้บริหารเป็นญาติสนิทกับผู้กำกับภาพยนตร์ชื่อดัง และปีนั้นประมาณ พ.ศ. ๒๕๓๒ มีกฐินดารา  ที่วัดลาดสะแก  ฉันและเพื่อน ๆ ครูในโรงเรียน ๑๐ กว่าคน  ได้ไปร่วมงานด้วย  จำได้ว่าปีนั้น คุณสิเรียม กำลังเริ่มดังเพราะฝีมือการปั้นของผู้กำกับภาพยนตร์คนนั้น นอกจากคุณสิเรียมแล้วฉันยังได้มีโอกาสสัมผัสกับดาราหลายคน      แต่ที่ประทับใจมากกว่าเหล่าดาราก็ตรงที่บรรยากาศของงานกฐิน  เรียกได้ว่าเป็นงานรวมญาติจริง ๆ เพราะเดินทางกันมาจากหลายจังหวัด  ฉันกับเพื่อน ๆ และผู้บริหารโรงเรียนไปจาก หัวหิน  ญาติจากระยองก็มี  แต่ที่มากที่สุดเห็นจะไปจากกรุงเทพฯ หลายคนกางมุ้งนอนที่ลานวัด 

 

หลายคนไปนอนที่บ้านญาติที่กระจายอยู่ใกล้ ๆ วัดนั่นเอง

      สำหรับฉันอยู่ในกลุ่มแรกคือนอนที่วัดเมื่อตื่นนอนตอนเช้า ก็ชวนลูกสาวลูกชายของครูใหญ่(ตำแหน่งในสมัยนั้น) ไปอาบน้ำที่บ้านญาติที่อยู่ใกล้วัด  กำลังชี้ชวนกันดูโน่นดูนี่  เนื่องจากอำเภอบางเลนเป็นอำเภอที่มีพื้นที่มากที่สุดของนครปฐม มองออกไปจึงเห็นเป็นทุ่งนาเขียวขจีกว้างไกลสุดลูกหูลูกตา  และที่ลำคลองส่วนใหญ่จะมีเป็ดลอยตัวอยู่เหนือน้ำเต็มไปหมดสมดังคำขวัญที่ว่าแหล่งข้าวอุดมดี มากมีเป็ดปลา  วัฒนธรรมล้ำค่า งามตาท่าจีนและสิ่งหนึ่งที่ห้ามไม่ได้ก็คือกลิ่นของน้ำและขี้เป็ด  ขณะเดินไปบ้านญาติ ต้องเดินข้ามสะพาน  ซึ่งใต้สะพานเป็นแอ่งน้ำสำหรับเลี้ยงเป็ด 

นี่....เจ้าต่อ ถ้าแก ตกลงไปในน้ำขี้เป็ดนี้หละก็.....ไม่ต้องบอกใครว่าเป็นน้องของฉันนะยะ   ลูกสาวของครูใหญ่พูดกับน้องขาย  เพราะสภาพสะพานไม่ได้แข็งแรง เป็นเพียงกระดานแผ่นกว้างๆ วางพาดไว้เฉย ๆ ฉันก็ได้แต่หัวเราะขำ ๆ  แต่ในใจก็นึกหวั่นว่าตัวเองจะเป็นคนตกลงไปเสียก็ไม่รู้  ผ่านสะพานไปหน่อย  ก็เจอเรือแจวลำเล็ก ๆลอยอยู่ในลำคลองผูกโยงอยู่กับต้นไม้  ด้วยความดีใจ ทั้งพี่ทั้งน้อง ไม่ได้คิดอะไรมากตามประสาเด็ก  คงคิดว่าเรือที่ผูกติดอยู่กับต้นไม้ คงปลอดภัยไม่ล่ม  จึงพากันขึ้นเรือ เพียงครู่เดียว

      ตูม......  ฉันหันไปดู เห็นลูกสาวครูใหญ่ หล่นลงไปอยู่ในน้ำเป็นพวกเดียวกับเป็ดไปในพริบตา

        ตูม.... ตูมที่ ๒ นี้ เป็นลูกครูใหญ่ผู้น้อง  ลงไปอยู่อีกด้านของเรือ  หลังจากหัวเราะงอหงายตอนที่เห็นพี่สาวตกน้ำ ด้วยคำพูดล้อเลียนพร้อมอาการจุ๊ปากว่า

        อย่าบอกใครนะว่าเป็นพี่สาวของต่อในที่สุด ๒ คนพี่น้องก็ขี้หน้าต่างโทษว่าเป็นความผิดของอีกคน

      สำหรับฉันกลั้นหัวเราะจนปวดท้อง แต่ในที่สุดก็กลั้นไม่ไหว ดีที่ได้ตัวข่วย เพราะครูใหญ่เดินมาพอดี เลยได้หัวเราะกันทั้ง ๔ คน 

        จุ๊ ๆ ๆ ... เป็นความลับเฉพาะ  ห้ามนำไปเล่าให้ใครฟังนะ  ฉันแกล้งกระซิบบอกครูใหญ่ จากนั้นก็พาเด็กทั้งสองไปอาบน้ำแต่งตัวเสียใหม่

       เสร็จจากงานกฐิน คณะของฉันที่นำโดยครูใหญ่ยังได้พากันไปเที่ยวในสถานที่ต่าง ๆของนครปฐม ที่ขาดไม่ได้ก็คือพระปฐมเจดีย์และไม่ลืมที่จะแวะซื้อขนมเปี๊ยะร้านอร่อย และส้มโอข้างทางติดไม้ติดมือไปเป็นของฝากพวกพ้องที่หัวหิน

          สอนหนังสืออยู่ได้ ๓ ปี  ฉันก็ลาศึกษาต่อในระดับปริญญาโท  สถาบันแรกที่สอบเข้าเรียน คือมหาวิทยาลัยศิลปากร นครปฐม  ฉันกับเพื่อนอีกคนไปเช่าบ้านพักใกล้ ๆ มหาวิทยาลัย ก่อนสอบไม่ลืมที่จะไปนมัสการพระปฐมเจดีย์ 

         

สมัยนั้นนครปฐมไม่พลุกพล่านและแออัดเหมือนตอนนี้ ในใจก็อดคิดถึงหนุ่มนครปฐมเจ้าของจดหมาย ๗๔ ฉบับคนนั้นไม่หาย  แต่ก็ไม่ได้รันทดเท่าไหร่เริ่มทำใจได้ แต่ก็ยังไม่เปิดใจรับใครเข้ามาแทนที่ได้เลย

    เมื่อผลสอบออกมาปรากฏว่าผิดหวังทั้งฉันและเพื่อน สาเหตุใหญ่คือไม่ผ่านวิชาภาษาอังกฤษ

     เฮ้อ....คราวนี้คงบ๊าย..บาย นครปฐมแล้วหละ....  ฉันคิด

      แต่กลับไม่เป็นเช่นนั้น เพราะปีถัดมาฉันได้เข้าศึกษาต่อ ณ มหาวิทยาลัยศรีนค-รินทรวิโรฒ ภาคใต้  สาขาวิชาไทยคดีศึกษา  ไม่เชื่อก็ต้องเชื่อ เพราะฉันได้กลับมานครปฐมอีกแล้ว  คราวนี้ฉันมาศึกษาวิถีชีวิตของชาวไททรงดำ หรือเรียกว่าลาวโซ่ง ที่ตำบลดอนตูม อำเภอบางเลน  ทราบว่าลาวโซ่งกลุ่มนี้ได้อพยพไปจากตำบลเขาย้อย จังหวัดเพชรบุรีนั่นเอง  จากการศึกษาทำให้ฉันทราบวิถีชีวิตของพวกเขา รู้สึกชื่นชมที่อิทธิพลจากภายนอกยังไม่สามารถครอบงำเขาได้  เขายังคงดำเนินวิถีชีวิตที่เรียบง่ายและรักษาประเพณีดั้งเดิมไว้อย่างเหนียวแน่น  ที่เห็นได้ชัดเจนคือการแต่งกายด้วยผ้าสีดำ หรือสีคราม

     เมื่อต้องทำวิทยานิพนธ์    ฉันเลือกที่จะศึกษาวิถีชีวิตของชาวไทยอีกกลุ่มหนึ่งคือชาวมอญ  (คราวนี้ไม่ไปนครปฐมแล้วหละ)  เริ่มแรกออกภาคสนามที่ตำบล

สลุย อำเภอท่าแซะ  จังหวัดชุมพร  ไปพักอยู่กับแม่ชีที่วัดพ่อตาหินช้าง  อยู่ร่วมกับชาวมอญร่วมงานประเพณีต่าง ๆ ของชาวมอญ แต่ข้อมูลที่ได้ยังไม่ครบ เพราะต้องศึกษาประเพณีในรอบปี  จะด้วยเหตุบังเอิญหรืออะไรก็สุดคิด เพราะเมื่อถึงวันออกพรรษา ชาวมอญตำบลสลุยบอกว่า พวกเขาจะต้องเดินทางไปร่วมประเพณีออกพรรษากับญาติพี่น้องที่ ตำบลบ้านม่วง  อำเภอบ้านโป่ง  ราฃบุรี ฉันจึงได้เดินทางล่วงหน้าไปรออยู่ก่อน  โดยไปตั้งหลักที่ มหาวิทยาลัยศิลปากรอีกตามเคย เพราะระยะทางไม่ไกลกันมากนัก  และฉันเองก็ได้สืบค้นข้อมูลได้สะดวก ที่ตำบลบ้านม่วงมีพิพิธภัณฑ์พื้นบ้านวัดม่วง มีวัดประจำหมู่บ้านขาวมอญคือ วัดม่วง  ชาวมอญเรียกว่า เพลียเกริก

      ฉันยังได้ร่วมถ่ายรูปกับสาวชาวมอญ  ได้ฟังพระชาวมอญสวดมนต์ได้ร่วมพิธีค้ำโพธิ์  และอื่น ๆ อีกมาก ยังประทับใจมิรู้ลืม  

      เห็นมั้ยว่า สะตอ เมืองสองทะเลอย่างฉันผูกพันกับจังหวัดนครปฐมแค่ไหน และที่ยังผูกพันอยู่ในใจไม่รู้ลืม ก็คือหนุ่มนครปฐมเจ้าของจดหมาย ๗๔ ฉบับคนนั้น  ซึ่งปัจจุบันฉันก็ยังคงติดตามข่าวคราวของเขาเสมอ ถึงแม้จะเป็น

เพียงแค่แสงรำไรในฟากฟ้า

เพียงสองตาคอยติดตามความเคลื่อนไหว

เพียงสองหูรับรู้ข่าวอยู่ไกลไกล

เพียงหนึ่งใจคอยสดับรับเรื่องราว

ขอเป็นหนึ่งกำลังใจสู่ปลายฝัน

ขอเห็นเธอมุ่งมันทางสีขาว

ขอส่งแรงศรัทธามากับดาว

ขอเห็นก้าวทุกก้าวล้วนก้าวงาม

เธอผู้เก่งเธอผู้กล้าเธออย่าท้อ

งานมากรอเหนื่อยมากมั้ยอยากไต่ถาม

หากเหนื่อยนักพักเหนื่อยล้ามองฟ้าคราม

จันทร์ที่งาม  ดาวที่ส่อง มองด้วยกัน

      ลืมบอกไปว่า  หลังจากปิดซ่อมหัวใจอยู่ ๗  ปี  ในที่สุดฉันก็ใจอ่อน ยอมแต่งงานกับผู้ชายคนหนึ่ง  เชื่อหรือไม่ว่า หนุ่มใหญ่คนนั้น เป็นชาวอำเภอบางเลน  จังหวัดนครปฐม(เป็นไปได้ไงนี่)

                   

                     อิงจันทร์

               ครูเมืองสองทะเล