เดินทางถึงปราสาทหินพิมายเวลาเกือบ ๖ โมง  ทุกคนที่นั่งอัดกันมาตลอดทาง  ได้ลงจากรถอย่างเป็นทางการ ฉันนั่งด้านหน้าซ้าย เท้าซ้ายวางกับพื้นได้เพียงข้างข้างเดียวส่วนเท้าขวาต้องพับไว้บนเบาะ  เพาะที่วางเท้าเต็มไปด้วยสิ่งของ  ด้านในมีครูกฤษณ์  นน.เกือบร้อย ครูมิ้ม น้อง ๆ ครูกฤษณ์และครูฉัตร โน้ตอีกบุคคนละเครื่อง กระเป๋าหนังสือ สมุดและเอกสาร ด้านหลังกระบะนักเรียนก็อัดกันเป็นปลากระป่องเช่นเดียวกัน 

 

     เด็ก ๆนักเรียนและคุณครูรุ่นเด็ก  ไปล้างหน้าล้างตา  เดินชมประสาทหินพิมาย วันนี้ไม่ต้องเสียค่าเข้าชมเพระเป็นสัปดาห์มรดกโลก น้องแพรวบอกฉันว่า..ที่แล้วมาได้ดูแต่ในรูปภาพจากหนังสือเรียน เป็นเพียงส่วนหนึ่งเท่านั้น  เมื่อมาเห็นของจริงมันต่างกันมาก  ส่วนเด็กชายจะวัยขนาดไหนเขาก็อดวิ่งไล่ขับกันไม่ได้  เพราะบรรยากาศน่าวิ่ง 

       บังเอิญพวกเขาไปเจอคุณยายเก็บมะม่วงกะล่อนและไปช่วยยายเก็บ  ยายจึงได้แบ่งมะม่วงให้ส่วนหนึ่ง  แววตาเขามีความสุขมาก สังเกตจาการคุย ส่งเสียงตื่นเต้น หัวเราะร่าเริง....และบอกว่ามะม่วงแบบนี้อร่อย ไม่ได้ทานแบบนี้มานานแล้ว อยากจะนำไปฝากพ่อแม่และยายที่บ้านบ้าง

      สิ่งที่ตื่นตาของเด็ก ๆ ก็คือต้นไม้ที่มีลำต้นขนาดใหญ่ รากไม้  จำนวนมากที่มีอยู่ในปราสาทหินพิมาย  พวกเขากำชับให้ครูถ่ายภาพไปมาก ๆ ต่างก็วิเคราะห์กันไปต่าง ๆนานาว่าต้นไม้เหล่านี้จะมีอายุสักเท่าไร  ถ้าไม่มีการตัดต้นไม้อื่น ๆ ก็คงจะดีมาก ๆ

     ที่...ปราสาทเขาพนมรุ้ง  ก็เช่นเดียวกัน  พวกเราเดินชมไปด้วยกัน เมื่อเขาสงสัยก็จะถาม  สนุกกับการถ่ายรูปและสิ่งแปลก ๆ เด็ก ๆ คงจะเล่าในบันทึกของเขาเอง และภาพสวยงามส่วนมากจะอยู่ในกล้องของครูกฤษณ์ 

 

 

       เมื่อถึงสวนป่า ได้รับการต้อนรับจากลูกสาวพ่อครูบา และคุณปิ๋ว รวมทั้งทุกคน  ให้ความเอื้อเฟื้อดูแล  ส่วนแม่หวีมาสมทบภายหลัง เด็กกลุ่มนี้พวกเขาก้อยู่กับป่ามาเหมือนกัน  แต่เป็นป่าที่ดึงดูดความสนใจน้อย  สวนป่าพ่อครูบาทำให้พวกเขาอยากรู้อยากเห็น  คงจะมีเรื่องเล่าจากเด็ก ๆ