การศึกษาในจังหวัดชายแดนภาคใต้

ข่าวการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 ของกระทรวงศึกษาธิการ ทำให้ผู้เกี่ยวข้องกับการศึกษา ผู้บริหารโรงเรียน ครูและบุคลากรทางการศึกษา สอบถามทั้งทางโทรศัพท์ ในสภากาแฟหรือในวงสนทนาว่าจะมีไปในทิศทางใด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเด็นที่สนใจคือ “การปรับโครงสร้างการบริหาร”ที่กล่าวถึงกันมากและเกี่ยวข้องกับการบริหารงานของเขตพื้นที่การศึกษามากที่สุด มี 2 เรื่อง คือ
1.การจัดตั้งเขตมัธยมศึกษา แยกออกจากเขตพื้นที่การศึกษาเดิม ซึ่งวันที่ 31 มีนาคม 2552 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้ลงนามประกาศกระทรวงศึกษาธิการ “กำหนดเครือข่ายการนิเทศ มัธยมศึกษา”18 กลุ่ม แยกเป็นที่ตั้งตามเขตตรวจราชการ และได้ประกาศจัดตั้ง “ศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา” ขึ้น จำนวน 41 ศูนย์ และดำเนินงานในรูปของคณะกรรมการ“ศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา” ทั่วประเทศ
2. การจัดตั้ง “สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัด”และ“สำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ” ในจังหวัด สงขลา สตูล ปัตตานี ยะลา และนราธิวาส โดยขึ้นกับสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
ในส่วนของจังหวัดนราธิวาส ซึ่งจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา ทั้ง 3 เขตพื้นที่ จะถูกแบ่งงานการจัดการศึกษามัธยมศึกษา(เดิม)และการจัดการศึกษาเอกชน ออกไป 2 ส่วน จึงเป็นหน้าที่ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(เดิม) จะต้องเตรียมการรองรับการเปลี่ยนแปลงทั้ง 2 เรื่อง ประกอบด้วย
- การร่วมกันจัดหาสถานที่ตั้ง“ศูนย์ประสานงานการจัดการมัธยมศึกษา” ซึ่ง ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ กำหนดให้ตั้งที่ อ.เมือง จ.นราธิวาสจัดหาบุคลากร ครุภัณฑ์และวัสดุประจำศูนย์และจัดเตรียมเอกสาร ข้อมูลเพื่อการถ่ายโอนไปสู่เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาต่อไป
- การเตรียมการในการจัดตั้ง “สำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดและสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอ” ซึ่งจะต้องจัดหาสถานที่ทั้งในระดับจังหวัด และอำเภอ จำนวน 14 แห่ง ที่จะเกิดขึ้น อีกทั้งงานของกลุ่มส่งเสริมสถานศึกษาเอกชน ที่จะแปรสภาพไปเป็นสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดและอำเภอ รวมทั้งบุคลากร ภารกิจงานที่จะถ่ายโอนให้แล้วเสร็จโดยเร็ว
เป็นที่น่ายินดีว่า การผลักดันการปฏิรูปการศึกษารอบ 2 กำลังจะดำเนินการไปในหลายด้าน โดยเฉพาะการเปลี่ยนแปลงไปจากอดีตในหลายเรื่อง เป็นการเปลี่ยนแปลงในระยะทศวรรษ มีการจัดตั้งหน่วยงานหรือองค์คณะบุคคลใหม่เกิดขึ้น มีการถ่ายเทบุคลากรจากสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา(เดิม) การปรับหรือเปลี่ยนแปลงในสิ่งที่เป็นปัญหาในการทำงานในอดีต ไม่ว่าจะเป็นระบบบริหาร องค์คณะบุคคล กฎหมาย หรือวิธีการใหม่ในหลายเรื่อง ซึ่งเป็นสิ่งที่ดีและควรให้การสนับสนุน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการแบ่งโครงสร้างออกเป็นเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาและสำนักงานการศึกษาเอกชนจังหวัดและสำนักงานการศึกษาเอกชนอำเภอในอนาคต แต่สิ่งที่ต้องจับตามอง ซึ่งคำตอบสุดท้ายที่ทุกคนตอบคือ “คุณภาพผู้เรียน”เป็นสำคัญ
อรุณสวัสดิ์ ยามเช้า อ.ประสิทธิ์ - หนูกุ้ง
เข้ามาชมและทักทาย
เป็นผู้นำ ท่องเวปไปทั่วทุกแว่นแคว้น
สิ่งตอบแทนแสนคุ้มค่าพาผ่องใส
เช้า-ค่ำภาวนาทำให้พ้นภัย
เป็นปัจจัยให้บรรลุสุขาวดี
โหวดให้ค่ะ หนึ่งในดวงใจค่ะ ตามหามานานแล้วค่ะ
แยกหรือไม่แยก ... ขึ้นอยู่กับความชัดเจนในนโยบายและโครงสร้าง ครับ ... ที่ผ่านมา คลุมเครือและไม่ชัดเจน ... การปฏิบัติก็ปฏิบัติไปตามอัตภาพ ... การศึกษาจึงเกิดการขัดแย้งกันอย่างรุนแรง ... การศึกษาชาติก็พังพินาศตามความคลุมเครือนั่นแหละครับ :)
ขอบคุณครับ ท่าน ผอ.
หลังการปฏิรูปเกิดการเปลี่ยนแปลงมากมาย ที่เห็นชัดๆคือคนในตระกูลลาออก 1 คนเพราะความไม่ชัดเจนระหว่างผอ.การประถมศึกษา กับศึกษาธิการจังหวัด
งานคนละแบบ การทำงานทำสับสนอลหม่านพิลึก ระหว่างประถมและมัธยม
ครูมัธยมศึกษาต้องปรับตัวกับการทำงานใหม่หากเขตพื้นที่นั้นเต็มไปด้วยบุคลากรของฝ่ายประถมเดิม และครูประถมเองก็ต้องปรับตัวใหม่หากเขตพื้นที่เป็นฝ่ายมัธยมมากกว่าประถม
ทำให้เห็นความแตกต่างของโครงสร้าง การทำงานของกระทรวงเดียวกัน แต่ต่างกรม
กศธ.เสียบุคลากรที่เก่งๆด้านการบริหารระดับเขต/จังหวัดไปมาก
ปรับใหม่ก็ดีค่ะ และที่สำคัญการศึกษานี้จัดขึ้นเพื่อเยาวชนของชาติ คงไม่ใช่จัดขึ้นเพื่อการกระจายอำนาจหรือการครอบครองตำแหน่งของฝ่ายใดทั้งมัธยม และประถม
ขอบคุณค่ะ