ไทรอยด์สูงขึ้นมานิดหนึ่งก็อาจ storm ได้

บันทึกนี้ต่อจากบันทึกนี้ค่ะ   http://gotoknow.org/blog/krutoiting/253436?page=1

เช้าวันนั้นอากาศร้อนมาก และงานโรงเรียนฉันหมายถึงงานที่ฉันสอน ก็สนุก ตั้งแต่ชั่วโมงเช้า แล้ว ทุกครั้งที่เด็กๆมีโอกาสเรียนการออกเสียงคำภาษาอังกฤษที่เป็นปัญหา เช่น

favourite

fa•vour•ite (BrE) (NAmE fa•vor•ite) /'fe{I}v{shwa}r{I}t/ adj., noun
> adj.liked more than others of the same kind: It’s one of my favourite movies. * Who is your favourite writer? * January is my least favourite month. note at choice
 ครูต้อยขอขอบคุณที่มาก่อนนะคะ

จากที่นี่ค่ะhttp://www.oup.com/oald-bin/web_getald7index1a.pl

ที่จริงเวลาสอนเนื้อหาที่สอนก็จากหน่วยการเรียนรู้ที่วิเคราะห์มาจากหลักสูตร แต่ครูตhองค้นคว้าเพิ่มเติม และบอกสิ่งดีงามถูกต้องให้กับเด็กน้อย หากสอนผิดจะบาป กลายเป็นผิดศีล 5 ข้อ 4 คือมุสาได้ แม้ไม่เจตนาจะผิด แต่เป็นเจตนาทีแฝงมาโดยไม่รู้ตัวคือความขี้เกียจ (เข้าข้างตัวเอง โยนความผิดให้ขี้เกียจ อิอิ)

เด็กน้อยจะขำ แล้วอาการที่น่ารักที่เด็กน้อยแสดงออกว่าอายบ้าง พยายามบ้างนี่

มันเป็นยาชูกำลังที่ดีสำหรับครูต้อยเลย

ไม่รู้เหมือนกันว่าหมดหน้าที่ครูประจำการแล้วจะไปเอาขำๆแบบนี้ที่ไหน คงต้องตั้งโรงเรียนข้างถนนขึ้นมา

เอ้า!....ออกนอกเรื่องแล้วครับท่าน..

เมื่องานยุ่งมากๆ ครูต้อยก็จะหิวน้ำมาก เพราะโรคไทรอยด์แบบเป็นพิษHyperthyroidism หรือ Thyrotoxicosis  )นี้จะทำให้คอแห้งมาก พูดมาก สอนมากก็จะไอเพราะคอแห้ง ใจสั่น เหงือออกมาก หงุดหงิด  ส่วนตัวเป็นคนที่ชอบสื่อสารกับเด็กๆ พอๆกับนั่งมองพฤติกรรมของเด็กในยามพักผ่อน แล้วจดจำ มาคิด และมันจะเป็นโจ๊กที่เด็กๆขอร้องว่า"ม่ามี๊ ทำท่า...ที่ม่ามี๊เห็นนะอยากดู อยากรู้ว่าตัวเองเป็นอย่างไร  ม่ามี๊เอาอีกน๊ะ...." อะไรทำนองนี้

ห้องเรียนครูต้อย นึกๆดูก็คงไม่ได้สาระเท่าที่ควร  ไม่ค่อยได้สาระเพราะอะไร เพราะครูต้อยไม่สามารถสอนเด็กๆได้ตามที่เตรียมการสอนมาหรอกน๊ะ แผนปรับบ่อยมาก เพราะเมื่อทดสอบก่อนเรียนจะพบว่าเด็กๆขึ้นมาเรียนโดยไม่มีความรู้พื้นฐาน ต่อไม่ติด ก็ต้องเริ่ม หรือย้อนอดีตให้เด็กๆ แล้วก็จะมีเสียงดังขึ้นเกือบทุกครั้งว่า ...หนู/ผม/หรือบางคนเรียกชื่อตัวเองออกมา และพูดเหมือนกันว่า...ไม่เคยเรียนเลยเน๊อะ  ..ไอ้อาการอย่างนี้ของเด็กๆก็น่าสงสารจับใจ..โถ..ถ้าเป็นลูกเรามั่งคงพูดไม่ออกเหมือนกัน ครูต้อยก็ต้องทำท่าล้อเลียนเด็กๆ ให้คลายเครียด  ไม่อยากให้จดจำความรู้สึกไม่ดี  เด็กๆก็จะขำกัน แล้วก็ลืมความรู้สึกนั้น และเริ่มเรียนให้มันได้สาระกันใหม่เรียกว่าปรับใจกันก่อน 

 ประเภทเรียนสนุก ลุกนั่งสบายใจ เสียงฮามีตลอด แต่พอสรุปเด็กจะขำบอกว่า..."ลืมครับม่ามี๊" เออ ..ม่ามี๊ก็ลืมหว่า เฮ ..เห็นไหม..ม่ามี๊ก็ลืม " นักเรียนหญิงที่เรียบร้อยๆ ก็จะยิ้มอายๆ ส่วนเจ้าทะโมนนั้นจะลิงโลดไม่ต่างจากลิง

ที่โรงเรียนระบบน้ำดื่มไม่ดีค่ะ เด็กๆต้องดื่มน้ำจากหลังคาที่สกปรก และไม่มีใครกล้าขึ้นไปทำความสะอาด เพราะอาคารทุกหลังโดนยึดพื้นที่จากพญาปลวก...ผู้เป็นใหญ่ 55+ ขืนซุ่มซ่าม อาจหล่นมาทั้งยวงทั้งแผง

วันนั้นครูต้อยดื่มน้ำหมดไป 250 มล. พอพักกลางวัน มีกิจกรรมอีกก็ไม่ได้ดื่มน้ำอีก และข้าวก็ไม่ได้ทาน เพราะเปิดโอกาสให้เด็กน้อยมาฝึกเล่านิทานภาษาอังกฤษ อิอิ ชนะระดับเขตกลับมาด้วย ..

จะไปซื้อน้ำเองก็เกรงใจเจ้าเด็กน้อยจะเสียเวลาคอย ก็เลยเหมาไปว่าเดี๋ยวเย็นโรงเรียนเลิกค่อยซื้อทีเดียว ร้านหน้าโรงเรียนก็มี

พอถึงเวลากลับบ้าน คุณสามีเธอติดประชุม ครูต้อยก็ลืมเรื่อง ดื่มน้ำ หันไปหันมา ยังไม่ได้รดน้ำต้นไม้ ก็ไปรดน้ำต้นไม้ รอสุดที่รักมารับกลับ....ที่จริงกลับเองก็ได้ แต่คุณเธอจะงอน บอกว่าอุตส่าห์มารับแล้ว ทำไมต้องกลับเอง

จนกระทั่งเธอมารับ ประมาณ 5โมงเย็นเศษๆ เสียงโทรศัพท์แจ้งว่ามาถึงแล้ว ก็รีบ ปิดห้องเรียน แล้วรีบเดินไปขึ้นรถกลับบ้าน ใจบอกว่าลืมซื้อน้ำดื่มอีกแล้ว แต่ก็ปลอบตัวเองว่าเดี๋ยวจะแวะตลาด

พอถึงตลาด เจอผักสดน่าทาน คงมาจากสวน ก็ซื้อจนเพลิน แล้วก็ลืมซื้อน้ำอีก

ขึ้นรถได้บอกสามีว่า "ไปพ่อ....ไปเปิดตู้เย็นดื่มน้ำเย็นๆที่บ้านเราดีกว่า อึดใจเดียวก็ถึงแล้วนะ"

พอถึงบ้านใจบอกว่าอากาศร้อนมากเดี๋ยวเอาผักแช่น้ำก่อนจะได้สดชื่น แล้วค่อยดื่มน้ำ

สามีออกไปซื้อน้ำหวานแช่เย็นที่ปากซอยประมาณ 20 ก้าวถึงร้าน

ครูต้อยก็เปิดตู้เย็น หยิบแก้วน้ำมารินเกือบเต็ม ปิดตูเย็น แล้วยืนเกาะเคาน์เตอร์

 ดื่มน้ำ..อึกแรก

 ..จุกที่คอ   ลมตีขึ้นมา

ใจนึกถึงคำพูดสามีว่า "เวลาเราที่ท้องเราว่าง  ลมมันมักตีขึ้นมา"

แต่อึกนี้บอกตรงๆกลืนไม่ลง

ใจนึกท่าจะจริง...ลองใหม่

แต่...น้ำมันไหลออกข้างปาก

สติบอกว่าไม่ใช่แล้ว

เกาะเคาน์เตอร์แน่น ใจคิดหรือเราจะเป็นลม

หรืออย่างนี้เรียกว่าเป็นลม คิดได้ก็พอดีภาพข้างหน้ามืดสนิท

ใจบอกใช่แน่เลย ฉันเริ่มนำใจไปอยู๋ที่นะโมตัสสะ.......ตามด้วยพระคาถาชินบัญชร 

พร้อมๆกับรู้สึกว่าจะสั่งให้กายย่อตัวลง ใจนึกถึงสมเด็จโต ปากภาวนา 1 จบ 

..ชะยาสะนากะตาพุทธา.....ผ่านไป  ขึ้นจบที่สอง ไปได้กลาง ๆ บท

ได้ยินเสียงสามีเรียก มันไกลมาก พยายามมองไปข้างหน้า ไม่เห็น  มันมืด

ไกลมากเสียงไกลมากอยากร้องตอบนะ แต่ก็เฉยงั้นแหละ ได้แต่มองหา

ใจนึกถึงลูก ภาวนาต่อ พร้อมจิตบอกว่าขอนะ

ขอให้ลูกเรียนจบ และได้ทำงานก่อน ลูกจะปฏิบัติสิ่งดีงามต่อไป ขอเวลาก่อน

เสียงสามียังคงเรียก แต่มีใครมารายล้อมแล้วมองไม่ชัด  เขาไม่ให้เห็นหน้า

แผ่เมตตาให้เขา เสร็จบอกเขาว่าขอสมเด็จโตแล้ว เขาวางลง

 และกายเริ่มรับรู้สัมผัส สามีนั่นเอง

เขาค่อยๆวางร่างครูต้อยให้นอนราบลง และพูดว่า "ใจหายหมดเลย นึกว่าไปซะแล้ว" 

 ครูต้อยนึกขำจะให้ไปไหน

แต่เวลานั้น กายเคลื่อนไหวไม่ได้ ยกแขนก็ไม่ได้ รับรู้ แต่ร่างกายไม่ทำงาน ได้แต่มองหน้า

โชคดีเขารับรู้ และอุ้มร่างไปวางไว้ที่โซฟา ปากบอกว่าครูต้อยเป็นลม

เรียกเท่าไหร่ก็ไม่ฟื้นกำลังจะไปตามเพื่อนบ้าน รถพยาบาล วุ่นไปหมด

ครูต้อยหลับตา แล้วทำสมาธิต่อ ค่อยๆส่งใจไปที่ปลายแขน มือ แล้วค่อยๆยกขึ้น   มันยากมาก นึกในใจ เราเป็นง่อยเสียแล้วหรือ นึกขอโทษร่างกายที่ละเลย และประมาท นึกหลายอย่างพาลน้ำตาก็รินไหลออกมาและแห้งไป เขาคงมาเตือน

ใจนึกหวลขอบคุณคุณแม่ที่ขอร้องให้ท่องพระคาถาให้สวดมนต์ ก่อนจากไปอยู่โรงพยาบาลทรวงอกแล้วไม่กลับมา ......คุณแม่ บอกว่าท่องให้ได้นะ เรียนหนังสือมาก็ไม่น้อย คาถาแค่นี้ไม่ยากหรอกพยายามเข้าหลังจากเหตุการณ์นั้นครูต้อยไม่ลืมที่จะฝึกฝนตนเองให้บ่อยขึ้น  

และเริ่มกลายเป็นคนติดน้ำมีน้ำดื่มไว้ใกล้ตัว อย่างน้อย 1 ขวด ไม่ต้องรอให้หิวโซ ไม่ต้องอดทนขนาดนั้น

เมื่อร่างกายพอขยับไหวไปพบแพทย์ และรอตรวจเลือดในวันรุ่งขึ้น คุณหมอพูดว่าคุณแปลกมาก

จากการตรวจไทรอยด์ ผลบอกว่าอันตราย เพราะทุกตัวเกิน ครูต้อยขอดูผลเลือด แล้วแอบขอบคุณในใจ พบว่าขึ้นกว่าปกติที่เคยเป็น 4 เท่า ซึ่งปกติก็เกินมากอยู่แล้ว เพราะด้านหลังผล มันจะมีตัวเลขบอกค่าปกติให้เปรียบเทียบ ไว้ในวงเล็บ

หลานสาวเป็นพยาบาลผู้ป่วยหนักเข้ามาบีบมือ และบอกว่าอาเขาไม่เป็นอะไรใช่ไหมหมอ

และหันมาพูดกับครูต้อยว่า

บางคน ไทรอยด์สูงขึ้นมานิดหนึ่งก็อาจ  storm  ได้

ครูต้อยหันไปดูหมอและถามว่า พายุหรือคะหมอ คุณหมอบอกว่าใช่ครับ หลานบอกคุณหมอว่า หมออธิบายได้ค่ะ อาเขาเข้าใจ และเค้ากำลังใจดีค่ะ

หมอก็เลยอธิบายสั้นๆว่ามันเป็นอาการหนึ่งของคนเป็นไทรอยด์ที่อาจเสียชีวิตได้

แต่คุณอาเก่งมากครับ

ทำอย่างไรครับ เล่าให้หมอฟังหน่อย  ครูต้อยก็แค่ยิ้มๆ เกรงว่าหมอจะพูดเพียงให้กำลังใจเท่านนั้น

แต่เจ้าหลานบอกว่าอาเขาทำสมาธิค่ะ หมอบอกว่า ..มิน่าหละ ถึงเอาอยู่

แต่ครูต้อยก็ไม่ได้ประมาทนะคะ คนเราเกิดมามีกรรมเป็นของตัวเอง จึงขอศึกษาเมื่อมีโอกาส 

ฝึกตนเองค่ะ อัตตาหิ อัตตโนนาโถ  น๊ะใครก็ช่วยเราไม่ได้หากเราไม่ฝึกเอง รู้ทฤษฎีไปไม่ฝึกฝนไม่ทดลองก็เท่านั้น สู้ไม่รู้ซะดีกว่า และพยายามให้ใจเป็น หิริ โอตัปปะให้ทุกเมื่อ เมื่อต้องสัมผัสกับสิ่งต่างๆจะได้สร้างความดีในทุกรูปแบบและทุกครั้ง ที่มีโอกาส

สาเหตุจากไทรอยด์ก็มาจาก การนอนหลับพักผ่อนไม่เพียงพอ เครียด

ครูต้อยรู้ตัวว่าบ้างานมามาก ใช้ร่างกายกับงานมาก มากเกินไป

 จนเขาต้องออกอาการ เตือน แต่บางครั้งเมื่อขาดการพิจารณา

 แม้เตือนแล้วก็ไม่รู้ตัว อันนี้สำคัญ

ยังห่วงน้องชายอีกคนทำงานหนักเหรือเกิน แม้งานมันจะสนุก เรามีความสุข แต่ร่างกายเหนื่อย ต้องให้ร่างกายเขาพักบ้าง อย่าให้เขา(ร่างกาย)ออกอาการประชดแบบที่ครูต้อยเป็นอยู่นะคะ

        ขอให้ทุกคนถนอมร่างกายเพื่อจะได้มีเวลาสร้างความดีต่อไปค่ะ