เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ" |
|
(๑)การปรุงแต่งของจิตในโยคะสูตร (๒)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๓)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๔)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๕)โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๖) โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งจิต ๕ ประการ (ตอนจบ) และการบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิต -(๖.๑)- ; -(๖.๒)- ; -(๖.๓)- |
โยคะสูตรว่าด้วย
การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๔)
วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; ก.พ.'๕๒
การปรุงแต่งของจิตตะประการแรกคือ ประมาณะหรือความรู้ที่ถูกต้องได้พูดถึงไปในฉบับที่แล้ว ส่วนการปรุงแต่งของจิตตะประการที่สอง กล่าวไว้ในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๘ ว่า วิปรยะโย มิถยาชญานมตทรูปะประติษฐัม แปลว่า ความรู้หรือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้อง ซึ่งไม่ตรงกับความเป็นจริงของสิ่งนั้นหรือปรากฏการณ์นั้น
"อตทรูปะ" เป็นคำผสมมาจากคำว่า "อะ" คือ ไม่ + "ตัต" คือ ของสิ่งนั้น + "รูปะ" คือ รูป หากดูตามตัวอักษรแล้วจะหมายถึง ไม่ตรงกับรูปของสิ่งนั้น คำว่า "รูป" ในที่นี้ไม่ได้หมายถึงรูปทรงเท่านั้น แต่หมายถึงธรรมชาติหรือเงื่อนไขที่แท้จริงของสิ่งนั้นด้วย คำว่า สิ่งนั้น ในที่นี้ก็คือปรากฏการณ์หรือสิ่งที่ถูกรับรู้
วิปรยะยะหรือความรู้ที่ไม่ถูกต้องก็ได้รับผ่าน ๓ วิธีเช่นเดียวกับประมาณะชญานะ ได้แก่ ปรัตยะกษะ อนุมานะ และอาคมะ อย่างแรกคือการรับรู้โดยตรง (ปรัตยะกษะ) นั้นก็อาจถูกตีความอย่างผิดๆ ได้ ตัวอย่างที่ใช้กันมานานในเรื่องนี้ก็คือ เห็นเชือกเป็นงู ในที่นี้วัตถุหรือสิ่งที่ถูกรับรู้คือเชือกที่ตามองเห็นจริงๆ แต่กลับถูกแปลความว่าเป็นงูด้วยเหตุผลว่า เชือกมีรูปร่างที่คล้ายงูอย่างมาก ดังนั้นการรับรู้โดยตรงผ่านประสาทสัมผัสทางตาที่เป็นปกติสามารถให้ความรู้หรือความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ การรับรู้โดยตรงผ่านประสาทสัมผัสทางหูที่ปกติก็เช่นเดียวกัน ตัวอย่างที่ผู้เขียนเคยประสบมาด้วยตนเองก็คือ ขณะที่นั่งสมาธิอยู่ในห้องปฏิบัติสมาธิ (Meditation Hall) ด้วยการนั่งหลับตา เมื่อมีเสียงที่หลังคาห้องปฏิบัติสมาธิดัง "เปาะแปะๆ" ขณะนั้นผู้เขียนจะคิดและรับรู้ไปว่าฝนกำลังตกทำให้เกิดเสียงดังขึ้นที่หลังคา แต่พอลืมตาออกจากสมาธิแล้วเดินมาดูที่หน้าต่างกลับพบว่าฝนไม่ได้ตกจริง แต่เสียงที่เกิดขึ้นมาจากแรงลมที่พัดเอาใบไม้และเศษกิ่งไม้ต่างๆ ของต้นไม้ใหญ่ใกล้ๆ อาคารมากระทบหลังคาซึ่งมีเสียงคล้ายฝนตกกระทบหลังคามาก เสียงที่เราได้ยินนั้นบางครั้งก็นำไปสู่ความรู้ความเข้าใจที่ผิดได้เช่นกัน ขนาดประสาทสัมผัสทางตาที่เราสามารถเห็นได้อย่างจะแจ้งยังสร้างความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ ประสาทสัมผัสทางหู จมูก ลิ้น กายซึ่งมีความชัดเจนแจ่มแจ้งน้อยกว่าก็ยิ่งสร้างความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้ง่ายกว่า
ส่วนอีกตัวอย่างหนึ่งจะชี้ให้เห็นถึงความบกพร่องของประสาทสัมผัสทางตา ส่งผลให้เกิดการรับรู้ที่ไม่ถูกต้องได้ เช่นผู้ที่มีปัญหาสายตา ทำให้เขามองเห็นพระจันทร์ดวงเดียวเป็น ๒ ดวง ถ้าเป็นแต่กำเนิดเขาอาจเชื่อหรือรับรู้ว่ามีพระจันทร์ ๒ ดวง ส่วนผู้มีสายตาปกติย่อมรู้ว่าการเห็นของคนผู้นั้นไม่ตรงตามความเป็นจริง เพราะแท้จริงแล้วพระจันทร์มีดวงเดียว การเห็นที่ไม่ถูกต้องนี้จึงทำให้เกิดความรู้ความเข้าใจที่ผิด ตัวอย่างทั้งสองลักษณะนี้แสดงถึงความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องเหมือนกัน แต่ตัวอย่างในลักษณะแรก (เห็นเชือกเป็นงู และเสียงบนหลังคา) เกิดจากความบกพร่องในการตีความหรือแปลความหมาย ส่วนตัวอย่างในลักษณะหลัง (เห็นพระจันทร์ ๒ ดวง) เกิดจากความบกพร่องของประสาทสัมผัสทางตา
ในทำนองเดียวกันการรับรู้แบบที่สองคือ การอนุมาน (อนุมานะ) หรือการสรุปจากความรู้บางอย่างที่มีอยู่เดิมนั้นก็สามารถสรุปผิดและนำไปสู่ความรู้ที่ไม่ถูกต้องได้เช่นกัน ตัวอย่างเช่น คนที่อยู่ในเมืองใหญ่มักกล่าวกันว่า ฝนตกทำให้รถติด ทุกวันที่ฝนตกรถก็มักจะติด แต่วันนี้ฝนตก รถกลับไม่ติด ดังนั้นการอนุมานว่าฝนตกทำให้รถติดในกรณีของวันนี้จึงเป็นการอนุมานที่ได้ข้อสรุปผิด เพราะรถไม่ติดเหมือนที่กล่าวไว้ ดังนั้นเราจึงไม่อาจอนุมานว่าฝนตกทำให้รถติดในทุกๆ กรณีได้ เพราะบางครั้งผลที่เกิดขึ้นก็ไม่เป็นไปตามการอนุมาน
ส่วนการรับรู้แบบที่สามโดยรับรู้ผ่านหลักฐานหรือบุคคลที่น่าเชื่อถือ (อาคมะ) ก็สามารถนำไปสู่ความรู้ที่ไม่ถูกต้องได้หากแหล่งที่มาของความรู้ที่น่าเชื่อถือนั้นเป็นสิ่งที่ผิดหรือไม่ถูกต้อง ดังตัวอย่าง ในสมัยหนึ่งนานมาแล้วผู้คนเคยเชื่อว่าโลกแบน เพราะมีบุคคลที่น่าเชื่อถือในอดีตกล่าวไว้เช่นนั้น ผู้ที่เชื่อเช่นนี้จึงเข้าใจว่าเมื่อเราเดินไปจนถึงสุดขอบโลก หากเดินต่อไปเราจะตกจากโลก ต่อมานักวิทยาศาสตร์ได้พิสูจน์ความจริงออกมาว่าโลกมีลักษณะเป็นทรงกลม โดยมีการเดินเรือรอบโลกแล้วสามารถกลับมายังที่เดิมได้ ความจริงที่ว่าโลกกลมและเราจะไม่ตกขอบโลกเมื่อเดินทางไปจนสุดจึงปรากฏออกมา จากตัวอย่างนี้ทำให้เราเห็นว่าคำกล่าวจากบุคคลที่น่าเชื่อถืออาจเป็นความรู้ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องได้
ถัดไปเป็นประโยคที่ ๙ กล่าวถึงการปรุงแต่งของจิตตะอย่างที่สามว่า ศัพทะชญานานุปาตี วัสตุศูนโย วิกัลปะห์ แปลว่า วิกัลปะหรือจินตนาการนั้นเป็นความรู้หรือความเข้าใจที่ปราศจากความเป็นจริง ตัวอย่างที่นิยมใช้กันเสมอในเรื่องของจินตนาการก็คือ "ศะศะศฤงคะ" หรือเขากระต่าย (ทุกคนรู้ความจริงว่ากระต่ายไม่มีเขา) และ "วันธยา ปุตระ" หรือลูกของผู้หญิงที่เป็นหมัน ตัวอย่างเหล่านี้เป็นสิ่งที่ไม่สามารถเกิดขึ้นจริงได้เลยไม่ว่าเมื่อใดและที่ใดก็ตาม แต่อย่างน้อยที่สุดเราก็สามารถจินตนาการให้เกิดขึ้นได้หรือสามารถแสดงออกมาเป็นคำพูดได้
คำกล่าวว่า บุตรของหญิงที่เป็นหมัน (วันธยา ปุตระ) เป็นคำกล่าวที่มีความหมายขัดแย้งในตัวเอง เพราะถ้าผู้หญิงให้กำเนิดบุตรได้ เราจะไม่เรียกเธอคนนั้นว่าวันธยาหรือหญิงที่เป็นหมัน ดังนั้นการมีบุตรของหญิงที่เป็นหมันจึงเป็นสิ่งที่ไม่อาจเกิดขึ้นได้จริง เพียงแต่สามารถจินตนาการและกล่าวออกมาเป็นคำพูดได้ วิกัลปะจึงเป็นจินตนาการหรือความคิดซึ่งไม่สามารถเกิดขึ้นได้ในความเป็นจริง
เอกสารอ้างอิง :
๑) สัตยานันทปุรี, สวามี, (๒๕๑๑). ปรัชญาฝ่ายโยคะ. พระนคร : อาศรมวัฒนธรรม ไทย-ภารต.
๒) Karambelkar, P. V., (1986). PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama.

ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน
2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1 ถนนรามคำแหง แขวงหัวหมาก เขตบางกะปิ กรุงเทพฯ 10240
โทรศัพท์ 02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ;
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com
.....

สวัสดีคะ พี่แตง
พอลล่า ติดว่าจะอ่านบันทึกพี่เยอะเลยค่ะ
ขอใช้เวลาอ่าน หน่อยนะคะ พี่เรื่องดีๆ มีประโยชน์ทั้งนั้นค่ะ พี่
่สวัสดีค่ะ น้องพรหล้า
ขอบคุณมากค่ะ ที่แวะเข้ามาอ่านไม่ห่างหาย
คือตอนนี้ำพี่กำลังนำบทความใน "โยคะสารัตถะ" ย้อนหลัง มาลงใน blog เพื่อเชื่อมโยงกับ เว็บศูนย์รวม สถาบันโยคะฯ ค่ะ
เพื่อที่อยากเชิญชวนชาว blog เข้ามาแสดงความคิดเห็นกันได้ค่ะ
บันทึกมันก็เลยเยอะมากมาย
พี่ได้ทำบันทึก
แนะนำเว็บศูนย์รวม สถาบันโยคะฯ (เข้าที่นี่)
ซึ่งสามารถเข้าไปดูหัวข้อที่จัดหมวดหมู่เอาไว้ได้ค่ะ
รักษาสุขภาพตัวเองมากๆ นะจ๊ะ .... ที่รัก .... อะ อะ อะ ... ของคนอื่น kir kri