เว็บศูนย์รวม "โยคะสารัตถะ"
Pic20-200 (๑)การปรุงแต่งของจิตในโยคะสูตร
(๒)โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ 

(๓)โยคะสูตรว่าด้วย 
    การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ

(๔)โยคะสูตรว่าด้วย 
    การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ

(๕)โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ
(๖) โยคะสูตรว่าด้วย 
     การปรุงแต่งจิต ๕ ประการ (ตอนจบ) 
     และการบรรลุถึงการดับการปรุงแต่งของจิต
-(๖.๑)- ; -(๖.๒)- -(๖.๓)-


โยคะสูตรว่าด้วย 
การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ (๕)

วีระพงษ์ ไกรวิทย์ (ครูโต้)
และจิรวรรณ ตั้งจิตเมธี (ครูจิ)
โยคะสารัตถะ ฉ.; มี.ค.'๕๒

          ฉบับก่อนๆ ได้พูดถึงการปรุงแต่งของจิตไปแล้ว ๓ ข้อ คือ ความรู้ที่ถูกต้อง ความรู้ที่ไม่ถูกต้อง และจินตนาการ ฉบับนี้จึงต่อด้วยการปรุงแตงของจิตในข้อที่สี่ ซึ่งปตัญชลีกล่าวไว้ในบทที่ ๑ ประโยคที่ ๑๐ ของโยคะสูตรว่า อภาวปรัตยะยาลัมพนาวฤตติรนิทรา ซึ่งเป็นการพูดถึงสภาวะที่ไม่มีการรับรู้ หรือนิทรา หรือการหลับสนิทโดยไม่ฝัน คำว่า "อภาวปรัตยะยาลัมพนาฯ มาจากคำผสม ๓ คำด้วยกันคือ อภาวะ + ปรัตยะยะ + อาลัมพนา คำผสมทั้งหมดนี้เป็นคำคุณศัพท์ผสมนี้คือ "อภาวะ" หมายถึง ไม่มี และ "ปรัตยะยะ" หมายถึง ประสบหรือรับรู้ รวมความแล้วคำผสมนี้ให้ความหมายว่า "สภาวะของจิตที่ตั้งอยู่บนฐานของความไม่มีการรับรู้สิ่งใดๆ" ซึ่งในภาวะนิทราหรือหลับโดยไม่ฝันนี้เป็นสภาวะที่จิตไม่มีการรับรู้สิ่งใดๆ ทั้งสิ้น
          อรรถกถาจารย์บางท่านได้หยิบยกคำถามหนึ่งที่น่าสนใจมาพิจารณานั่นก็คือ นิทราเป็นพฤติหรือการปรุงแต่งของจิตหรือไม่ และก็มีอยู่ท่านหนึ่งคือ ดร. เค. เอส. โจชิ ได้พยายามตอบข้อสงสัยนี้ให้กระจ่างแจ้ง โดยข้อถกเถียงของท่านมีอยู่ด้วยกันสองประเด็นคือ

๑. พฤติที่เกิดขึ้นนั้นเป็นการปรุงแต่งของจิต แต่ไม่ใช่สภาวะหรือภูมิของจิตเพราะภูมิของจิตนั้นรู้จักกันดีอยู่แล้วในชื่อของ มูฒตา กษิปตตา วิกษิปตตา เอกาคระตา และนิรุทธตา1 

๒. นิทรานั้นได้ถูกนิยามว่าเป็นพฤติหรือการปรุงแต่งของจิต เมื่ออยู่ใน อภาวะปรัตยะยะ หรือ สภาวะของจิตที่ไม่มีการรับรู้สิ่งใดๆ ซึ่งตามความหมายของดร.โจชิแล้ว คนเราไม่สามารถมีประสบการณ์ตรงที่จะไม่รับรู้สิ่งใดๆ ได้ เพราะทุกครั้งที่เรารับรู้หรือไม่รับรู้สิ่งใดนั้นเกิดจากการเปรียบเทียบประสบการณ์ทั้งสิ้น เช่น เรารับรู้ว่ามีปากกาวางอยู่บนโต๊ะ เพราะมีสิ่งที่ปรากฏอยู่บนโต๊ะนั้นจริงและมันเป็นปากกาไม่ใช่สิ่งอื่น ในทำนองเดียวกันกับกรณีของนิทรา เรารับรู้ว่ามีภาวะหลับโดยไม่ฝันเกิดขึ้น ก็เพราะเราเคยมีประสบการณ์หลับแล้วฝันมาก่อนเป็นตัวเปรียบเทียบประสบการณ์ทั้งสองแบบที่แตกต่างกัน หรืออีกนัยหนึ่ง ขณะที่กำลังนอนหลับอยู่นั้นจิตก็ยังมีการปรุงแต่งหรือยังทำงานอยู่ ในกรณีที่ฝันจิตก็มีพฤติหรือปรุงแต่งในแบบต่างๆ ตามประเภทของเนื้อหาของความฝันนั้น เช่น ฝันว่าตัวเองเหาะเหินเดินอากาศได้ก็เข้าข่ายเป็นพฤติประเภทจินตนาการ (วิกัลปะ) หรือฝันว่าตัวเรากำลังนั่งทานอาหารและคุยกับเพื่อนอย่างออกรสออกชาติถึงขนาดสะดุ้งตื่นขึ้นมายังขยับปากพูดหรือหัวเราะอยู่ก็เข้าข่ายเป็นพฤติประเภทความรู้ที่ได้จากประสาทสัมผัส (ประมาณะ) หรือฝันว่าขณะที่อยู่ในรีสอร์ทเราได้กลิ่นดอกไม้หอมโชยมาก็มองหาว่าต้นไม้ต้นใดที่เป็นต้นตอของกลิ่นหอมนั้น แต่ปรากฏว่าระหว่างเดินหากลับพบเตาน้ำมันหอมระเหยกลิ่นดอกไม้ที่ถูกจุดไว้วางอยู่ในบริเวณนั้นก็เข้าข่ายเป็นพฤติประเภทความรู้ที่ไม่ถูกต้อง (วิปรยะยะ)2  ในกรณีที่หลับฝันนี้จิตมีวัตถุที่ถูกรับรู้นั่นคือความฝันหรือในตัวอย่างข้างต้นนี้ก็คือเรื่องราวการเหาะได้ของตัวเอง เรื่องการนั่งทานอาหารกับเพื่อน และเรื่องได้กลิ่นดอกไม้หอมโชยมา เมื่อเปรียบเทียบกับภาวะที่หลับสนิทโดยไม่ฝัน จิตไม่มีวัตถุให้รับรู้หรือไม่มีเนื้อหาเรื่องราวต่างๆ ให้รับรู้ แต่จิตยังทำงานอยู่เพราะเมื่อตื่นขึ้นมาเราก็จำได้ว่าเมื่อคืนนอนหลับสนิทโดยไม่ฝัน

          พฤติหรือการปรุงแต่งของจิตนั้นเป็นสภาวะตามธรรมชาติของจิตที่มีการเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา (เดี๋ยวก็คิดจินตนาการ เดี๋ยวก็นึกหรือจำอะไรได้ เดี๋ยวก็เข้าใจถูก เดี๋ยวก็เข้าใจผิดในบางเรื่อง เป็นต้น) และเกิดขึ้นกับมนุษย์ทั่วไปตั้งแต่เกิดจนตาย ซึ่งต่างจากภูมิของจิต ๕ ระดับ (ดูเชิงอรรถ ๑) เพราะการเปลี่ยนภูมิของจิตนั้นต้องผ่านการฝึกฝนด้วยความอดทนเป็นเวลานานเพื่อยกระดับภูมิของจิตให้สูงขึ้น เช่น จากระดับจิตเบื้องต่ำ ๓ ระดับแรก (กษิปตตา มูฒตา และวิกษิปตตา) ซึ่งเป็นจิตที่กระวนกระวาย ซึมเซา และฟุ้งซ่าน เมื่อฝึกโยคะอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอไปนานสักระยะหนึ่ง จิตจะยกระดับสูงขึ้นสู่จิตที่แน่วแน่เป็นอารมณ์ของสมาธิ (เอกาคระตา) เป็นต้น
          ในอีกแง่หนึ่ง จิตจะเปลี่ยนจากพฤติหนึ่งไปสู่อีกพฤติหนึ่งภายในชั่วขณะเท่านั้น เมื่อพฤติที่แตกต่างกันเข้าสู่จิต จิตก็จะเปลี่ยนสภาพไปซึ่งไม่ต้องสงสัยเลยว่าสภาพที่เปลี่ยนไปนั้นเป็นการเปลี่ยนแบบชั่วคราวดังที่กล่าวไว้ข้างต้น ในนิทราจิตก็เกิดการเปลี่ยนแปลงสภาพไป-มาแบบนี้เช่นกัน เพราะในภาวะหลับโดยไม่ฝันจิตก็ไม่ได้หายไปไหนแต่ยังคงทำงานอยู่ แม้จะมีข้อโต้แย้งว่าสภาพของจิตในนิทราเป็นสภาวะที่รับรู้ผ่านการอนุมานหรือการอ้างอิงจากหลักฐานต่างๆ ซึ่งไม่ใช่การรับรู้โดยตรง แต่ก็ไม่สามารถปฏิเสธได้ว่าในภาวะของนิทรานั้นจิตก็มีการปรุงแต่งในบางลักษณะซึ่งไม่เหมือนกับการปรุงแต่งของจิตในประเภทที่เหลืออีกสี่อย่าง (กล่าวคือ ประมาณะ วิปรยะยะ วิกัลปะ และสมฤติ) ดังนั้นหากมองในมุมนี้ก็ไม่มีอะไรผิดที่จะเรียกนิทราว่าเป็นการปรุงแต่งของจิตประเภทหนึ่ง เมื่อเปรียบเทียบสภาวะของนิทราหรือการหลับสนิทโดยไม่ฝันกับสภาวะของสมาธิพบว่ามีความคล้ายคลึงกันมาก แม้นักเขียนบางคนก็ชี้ให้เห็นความคล้ายกันอย่างมากของสภาวะทั้งสอง เรื่องนี้อาจจะเป็นความจริงหากดูจากภาพภายนอก ค่าของตัวแปรทางกายภาพและทางจิตใจในหลายกรณีนั้นได้แสดงถึงความเหมือนกันของสองสภาวะนี้ ปัจจุบันมีความพยายามใช้วิธีการทดสอบกายจิตของบุคคลเพื่อวัดค่าต่างๆ ทางด้านกายภาพและจิตใจ แต่ก็เป็นไปได้ว่าการทดสอบทางด้านกายจิตเหล่านั้นไม่สามารถให้ความชัดเจนเกี่ยวกับสภาวะหรือระดับต่างๆ ของสมาธิได้
          อย่างไรก็ตาม ทั้งสองสภาวะนี้ก็แยกกันอยู่คนละขั้ว นิทราอยู่ในสภาวะของตมัส ในขณะที่สมาธิเป็นสภาวะของสัตตวะ ในความจริงแล้วสมาธิในระดับสูงที่สุดจะเป็นสภาวะของตรีคุณะหรือสภาวะที่อยู่เหนือคุณะทั้งสาม ดังนั้นจึงไม่อาจเรียกได้ว่าเป็นสภาวะของสัตตวะได้เต็มปากเต็มคำนัก หลังจากที่เราหลับสนิทร่างกายจะรู้สึกสดชื่น แม้แต่จิตใจก็อาจรู้สึกสงบเป็นสุขในบางระดับ แต่หากมองจากแง่มุมทางจิตวิญญาณแล้วการนอนหลับไม่ได้ให้คุณค่าทางด้านร่างกายและจิตใจดังกล่าวอย่างแท้จริง (เพราะกายที่สดชื่นและใจที่สงบเป็นสภาวะที่เกิดขึ้นเพียงชั่วคราวเท่านั้น) ยิ่งกว่านั้นการนอนหลับยังไม่เกี่ยวข้องกับการรู้แจ้ง (Enlightenment) หรือการยกระดับทางจิตวิญญาณแต่อย่างใด กล่าวโดยสรุป สมาธิเป็นการตัดการรับรู้ออกจากสิ่งต่างๆ และเป็นการเปลี่ยนบุคลิกภาพของบุคคลโดยสิ้นเชิง นอกจากนั้นสมาธิยังนำไปสู่การรู้แจ้ง เกิดความรู้ที่มักจะเรียกว่า "ปัญญา" ซึ่งความรู้แบบนี้แตกต่างจากความรู้ทางโลก (Phenomenal World) ปัญญาเป็นความรู้หรือประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับ "ความจริง" ซึ่งเป็นความจริงขั้นสูงสุด (Ultimate Reality) แต่สิ่งเหล่านี้จะไม่เกิดขึ้นในภาวะที่หลับสนิท (นิทรา) ความจริงแล้วขณะที่หลับสนิทก็ไม่เกิดความรู้เกี่ยวกับปรากฏการณ์ทางโลกอยู่แล้ว ไม่ต้องพูดถึงความรู้หรือประสบการณ์ตรงเกี่ยวกับความจริง (Knowledge of Reality) ซึ่งก็ไม่มีแน่!!!..
          คำว่า นิทรา ในโยคะสูตรนี้คือสภาวะการเปลี่ยนพฤติของจิตไปสู่สภาพที่ไม่มีเนื้อหาหรือเรื่องราวใดๆ ที่เกิดขึ้นในจิต ซึ่งหมายถึงการหลับสนิทโดยไม่มีความฝัน เพราะในขณะที่ฝันนั้นจะมีเรื่องราวบางอย่างเกิดขึ้นในจิต แต่เมื่อไม่นานมานี้ได้มีการทดสอบค่า E.E.G (Electroencephalogram หรือภาพคลื่นกระแสไฟฟ้าของสมอง) ของการนอนหลับแล้วพบว่า แม้แต่การนอนที่เรียกว่าหลับสนิทโดยไม่ฝันนั้นแท้จริงแล้วก็ไม่ใช่ภาวะที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องตลอดการนอนของมนุษย์ มีการพบว่าแม้แต่ในช่วงของการหลับสนิทก็ยังมีภาวะของการฝันและไม่ฝันสลับกัน โดยทั้งสองช่วงนี้ต่างก็กินเวลาเพียงสั้นๆ ดังนั้นหากจะพูดให้ตรงแล้วคำอธิบายเกี่ยวกับภาวะของนิทราหรือการหลับโดยไม่ฝันนั้นใช้ได้เฉพาะกับช่วงสั้นๆ ของการนอนหลับโดยไม่ฝันดังกล่าวข้างต้นเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม ในสมัยที่ปตัญชลีได้รวบรวมโยคะสูตรนี้ก็ยังไม่มีความรู้เกี่ยวกับเรื่องสภาวะของการนอนตามที่มีการทดสอบข้างต้น ดังนั้นคำว่า นิทรา จึงใช้กับสภาวะที่หลับสนิทซึ่งอาจจะมีความฝันอยู่บ้างแต่ความทรงจำเกี่ยวกับความฝันนั้นไม่หลงเหลืออยู่เมื่อเราตื่นขึ้นมา

 

1ปรัชญาโยคะได้แบ่งระดับหรือภูมิของจิตออกเป็น ๕ ระดับ ความแตกต่างของจิตทั้ง ๕ ระดับนี้ขึ้นอยู่กับความแตกต่างของคุณะทั้ง ๓ คือ สัตตวะ รชัส และตมัส ระดับจิตต่ำสุดเรียกว่า กษิปตตา เป็นระดับที่จิตอยู่ในสภาพกระวนกระวายหาความสงบมิได้ ทั้งนี้สืบเนื่องจากปริมาณของรชัสมีมากเหนือคุณะอื่นๆ ระดับที่สองเรียกว่า มูฒตา เป็นระดับที่จิตมีความซึมเซาเหงาง่วงขาดความกระปรี้กระเปร่าผ่องใส เพราะเหตุที่ตมัสมีปริมาณมากกว่าคุณะอื่นๆ ระดับที่สามเรียกว่า วิกษิปตตา เป็นระดับที่จิตมีความฟุ้งซ่านเนื่องจากสัตตวะมีปริมาณมากกว่าคุณะอื่นๆ นอกจากนี้ยังมีรชัสแผ่อิทธิพลสอดแทรกขึ้นมาเป็นครั้งคราวอีกด้วย ระดับที่สี่เรียกว่า เอกาคระตา (เอกัคคตา) เป็นระดับที่จิตมีอารมณ์แน่วแน่อยู่กับวัตถุที่เป็นอารมณ์ของสมาธิ ในขั้นนี้สัตตวะมีอำนาจเหนือคุณะอีกสองอย่างโดยสิ้นเชิง และระดับที่ห้าซึ่งเป็นระดับสูงสุดเรียกว่า นิรุทธตา เป็นระดับที่จิตสงบนิ่งโดยไม่มีพฤติภาพใดๆ ทั้งสิ้น จิตในสามระดับแรกไม่นับเนื่องอยู่ในจิตของผู้ปฏิบัติโยคะ เฉพาะสองระดับหลังเท่านั้นที่เป็นจิตอยู่ในกระแสของการปฏิบัติโยคะ (สุนทร ณ รังษี)

2
ประเภทของการปรุงแต่งของจิตมีรายละเอียดอยู่ในบทความ โยคะสูตรว่าด้วย การปรุงแต่งของจิต ๕ ประการ ตอนที่ ๑ - ๓


เอกสารอ้างอิง : 

๑) สุนทร ณ รังษี, (๒๕๓๐). ปรัชญาอินเดีย : ประวัติและลัทธิ. (พิมพ์ครั้งที่ ๑). กรุงเทพฯ : จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
๒) Karambelkar, P. V., (1986). PATANJALA YOGA SUTRAS Sanskrta Sutras with Transliteration, Translation & Commentary. Lonavla : Kaivalyadhama.



ภายใต้มูลนิธิหมอชาวบ้าน
2220/101 ซอยรามคำแหง 36/1  ถนนรามคำแหง  แขวงหัวหมาก  
เขตบางกะปิ  กรุงเทพฯ  10240  
โทรศัพท์  02-732-2016 - 17, โทรสาร 02-732-2811 มือถือ 081-401-7744 ; 
E-mail: [email protected] ; www.thaiyogainstitute.com