ความหลากหลายคือความงดงาม

ลองดูนะครับ ผมมี ๒๐ นาทีก่อนจะต้องรีบกลับไปอ่านภาษาอังกฤษต่อ และแก้ไขงาน ถ้าพิมพ์ไม่หมดจะมาต่อตอนเย็น

**********************************

ว่าที่จริงแล้ว มีคนเคยกล่าวไว้ว่ากฎหมายเป็นกระจกสะท้อนปัญหาของสังคม สังคมใดที่กฎหมายเจริญมากหมายความว่า มีความซับซ้อนมาก และมีปัญหามากตามไปด้วย และทุกๆ ที่มีปัญหาครับ

 

ที่ออสเตรเลียที่คนไทยหลายคนเคยคิดว่าเป็นเมืองฟ้าเมืองอมร อยู่กันด้วยเสรีภาพนี้ ย้อนหลังไปประมาณปี ค.ศ. ๑๘๘๓ (เดี๋ยวมาแก้ให้ถูกในภายหลังนะครับ) หลังอังกฤษเข้าปกครอง ได้มีการออกกฎหมายมาฉบับหนึ่งให้สิทธิแก่ คณะกรรมการ ซึ่งถูกเรียกว่า "คณะกรรมการเพื่อปกป้องชาวอบอริจิน" หน้าที่กรรมการชุดนี้ คือ

๑. จัดเขตสงวนสำหรับชาวอบอริจิน ที่เดิมของชาวอบอริจินถูกคนขาวยึดครองหมด

๒. จับชาวอบอริจินที่เป็นเลือดผสมระหว่างคนผิวขาวและคนอบอริจิน(Half-Caste) มาเลี้ยงดู โดยการแยกต่างหากจากครอบครัว  และไม่ให้พบกันอีก เพื่อทำการกลืนชาวอบอริจินให้มีวัฒนธรรมแบบคนขาว ขณะเดียวกันก็ป้องกันการกลับไป ยอมรับนับถือวัฒนธรรมแบบอบอริจิน

 

ในการนี้คณะกรรมการมีอำนาจออกคำสั่งให้แยกลูกของคนอบอรจินที่เป็นเลือดผสมคนใดก็ได้ โดยไม่มีการอุทธรณ์ เพื่อแยกไปอยู่ในค่ายที่สร้างไว้เพื่อการนี้โดยเฉพาะ และในค่ายชาวอบอริจินจะถูก ห้ามแต่งกาย และใช้ภาษาอบอริจิน ถูกบังคับให้สวดมนต์ตามแบบชาวคริสต์ห้ามนับถือ ความเชื่อและใช้วัฒนธรรมแบบอื่นๆ

สิ่งที่คนขาวพยายามทำนี้เป็นสิ่งที่คนขาวเชื่อว่า เป็นหน้าที่ศักดิ์สิทธิ์ของตนที่จะต้องทำเพื่อให้ชาวอบอริจินที่มีเชื้อสายคนขาวปนมีชีวิตที่เป็นไปตามแบบแผนที่(คนขาว)เชื่อว่าดี ที่ยิ่งกว่านั้นคือ คณะกรรมการชุดนี้ ยังคงมีบทบาทมาจนถึงปี ค.ศ. ๑๙๖๒ หลังมีการประกาศ ปฏิญญาสากลว่าด้วยสิทธิมนุษยชน และมีการจัดตั้งสหประชาชาติเป็นที่เรียบร้อยแล้ว

 ******************************

ผมเขียนมาถึงตรงนี้พร้อมกับความรู้สึกโกรธ ความเห็นแก่ตัว และความถือมั่นในตัวตนของ  สิ่งมีชิวิตที่เรียกว่า "มนุษย์" บางทีเราน่าจะกลับมาถามถึงสิ่งที่เราทำจริงๆ ว่า หลายสิ่งที่มวลมนุษยชาติได้ทำมาตลอดเวลานี้มันถูกต้องแล้วหรือ?...  คงจะจริงอย่างที่องค์สมี่เด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าของเรา ทรงตรัสไว้มีใจความว่า "สิ่งทมีค่าที่สุดของมนุษย์ คือ จิตใจ จิตที่ฝึกดีแล้ว เป็นสิ่งที่ประเสิฐที่สุดในโลก ขณะเดียวกัน จิตที่ไม่ได้รับการฝึก ก็อาจเป็นจิตชั่วร้ายเลวร้ายที่สุดของโลกได้เช่นกัน "

*******************************

 อย่างไรก็ตามครับสิ่งที่น่าชื่นชมของประเทศนี้ก็มี คือ การที่ผู้นำประเทศกล้าออกมายอมรับผิดและกล่าวคำขอโทษต่อสิ่งที่ รัฐบาลออสเตรเลียในอดีตเองทำต่อชาวพื้นเมือง และขอโอกาสในการเริ่มต้นใหม่

มีนักวิชาการบางท่านตั้งข้อสงสัยว่า การขอโทษดังกล่าวเป็นการลดแรงกดดันทางการเมืองหรือไม่ เพราะถ้ามองในทฤษฎีการสื่อสารแล้ว การขอโทษเป็นวิธีผ่าทางตันที่ดีที่สุด 

คำตอบนี้ผมไม่สามารถตอบได้ครับ คิดอย่างเดียว คือ อย่างน้อยสุดก็ได้แสดงความรับผิดชอบทางการเมืองออกมา และคำตอบนี้ คงต้องอาศัยระยะเวลาพอสมควรในการดูความจริงใจของรัฐบาลออสเตรเลียต่อคนอบอริจิน

มีนักแต่งเพลงชาวอบอริจินคนหนึ่งได้สะท้อนความปวดร้าวของพ่อแม่ที่ถูกพรากลูกไปจากอก โดยการบังคับโดZXยชอบด้วยกฎหมายของรัฐบาลออกมาในเพลง Took Children Away (Click เพื่อรับฟังครับ)