วันนี้(๓๐ มี.ค. ๒๕๕๒) ผมได้มีโอกาสเสวนากับท่าน ผอ. มานะ เก่งชูวงศ์ จากกรมทรัพยากรน้ำ ถึงแนวทางการทำงานด้านการจัดการทรัพยากรน้ำ
โดยเฉพาะที่เกี่ยวกับโครงการของทางสถานทูตไทยที่ประเทศเยอรมัน ได้เชิญนักวิจัยมาวางแผนงานพัฒนาระบบทรัพยากรน้ำของประเทศไทย
ที่ผมเคยคิดจะเข้าร่วมกิจกรรม แต่เมื่อดูๆไป ดูเหมือนจะห่างเป้าหมายของการวิจัยเพื่อการพัฒนา ไปเป็นการวิจัยเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยี หรืออย่างมากก็แค่สร้างองค์ความรู้ ที่แทบจะไม่เกี่ยวกับความจำเป็น และการใช้งานจริงของประเทศไทย
ผมก็เลยต้องประหยัดเวลาตัวเอง โดยการถอยฉากออกมาแบบ “คอยดู” เพราะผมได้ลองเสนอความเห็น และพบว่าผมไม่มีสิทธิ์เสนอความเห็น หรือให้ข้อเสนอแนะใดๆ ทั้งสิ้น ทุกอย่างต้องว่ากันไป ตามแต่หัวหน้าทีมทางเยอรมันจะเห็นชอบและวางแผนมา (ที่จริง คงจะเสนอได้ แต่เขาไม่สนใจมากกว่า)
สาเหตุของความผิดพลาดในระบบคิดของการทำงานที่ใหญ่ที่สุด และมีคนสนใจน้อยที่สุดก็คือ
สมมติฐานที่ว่า
ถ้ามีน้ำ เกษตรกรจะมีฐานะ ความเป็นอยู่ และการประกอบอาชีพ ดีกว่าเดิม
ที่ผมก็ยอมรับว่าถูก แต่ไม่ถึงครึ่งของประเด็นของการแก้ปัญหา
จึงมีการวางแผนและทุ่มเทงบประมาณ จากแทบทุกหน่วยงาน (ไม่เว้นแม้แต่สถานทูตไทยในเยอรมัน) ในการจัดหาน้ำแบบ “เสียเท่าไหร่ไม่ว่า”
แล้วก็(น่าจะ)เสียจริงๆ ซะด้วย
ทำไมหรือครับ
ก็เพราะด้วยหลายสาเหตุ ดังนี้
1. การทำการเกษตรปัจจุบัน เกษตรกรส่วนใหญ่ “ขาดทุน” ที่มีอย่างน้อย ๒ ความหมาย คือ ทั้งไม่ค่อยมีทุนดำเนินการ ทำให้ทำอะไรก็ได้ที่เร็วๆ ง่ายๆ มักไม่มีใครมานั่งพิถีพิถันกับการทำงาน จึงมักทำให้ได้ผลติดลบ (ขาดทุนจากการดำเนินการ)
2. ขาดแรงงาน เพราะมีการอพยพแรงงานเข้าเมืองกันมาก ก็ด้วยสาเหตุของการ “ขาดทุน” ทั้งสองแบบข้างต้น จึงมองไม่เห็นว่าจะทำการเกษตรต่อไปทำไม นอกจากจะทำเพื่อบริโภค หรือ จำเป็นต้องทำ เพราะไม่รู้จะทำอะไร ที่เป็นสาเหตุหนึ่งของการ “เป็นหนี้” และ ต้องอพยพแรงงาน “หาเงินใช้หนี้” กันโดยทั่วไป
3. ขาดความรู้ เพราะส่วนใหญ่ทำการเกษตรแบบ “ทำตามๆกันมา” เลยไม่มีความรู้พอที่จะแก้ไขปัญหาต่างๆ ดังกล่าวข้างต้น
4. ขาดระบบการจัดการการตลาด จึงทำให้ต้องผลิตเฉพาะที่ตลาดต้องการ ทำให้ถูกควบคุม และทำให้เกิดการ “ขาดทุน” เป็นประจำ แม้จะมีการประท้วง และเดินขบวนให้เห็นประปราย แต่ก็ไม่เคยมีการแก้ไขปัญหาที่เป็นรูปธรรม อย่างต่อเนื่องแต่อย่างใด
5. ขาดแรงจูงใจ อันเนื่องมาจากเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ จึงทำให้คนทั่วไปดูถูกอาชีพเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรเกือบทั้งหมดพยายามถีบไสไล่ส่งให้ลูกหลานตัวเอง “ไปตายเอาดาบหน้า” ยอมแม้กระทั่งขายที่ไร่ที่นาเพื่อส่งให้ลูกหลานก้าวพ้นวังวนของความทุกข์ยาก ในวิถีของชีวิต “เกษตรกร”
เมื่อทุกอย่างเป็นเช่นนี้อย่างสอดคล้องกัน จึงพบว่า
แม้จะมีน้ำ
1. เกษตรกรก็ยังยากจน และประกาศขายที่กันเต็มไปหมดยิ่งมีน้ำยิ่งขายมาก เพราะขายได้ง่าย ราคาสูง
2. อย่างมากก็แค่ทำนา มีทำอย่างอื่นก็เล็กน้อยมาก
3. ยังปล่อยน้ำชลประทานทิ้งกันเป็นว่าเล่น เพราะเป็นของฟรี ไม่มีใครว่าใคร หรือห้ามใคร
4. และยังอพยพแรงงานอยู่เช่นเดิม จนไม่มีแรงงาน ไม่มีทุน และ ไม่มีความรู้อยู่เช่นเดิม
แล้วเราจะลงทุนทุ่มเทในการจัดหาน้ำไปเพื่อใคร คุ้มไหม
ลองช่วยกันคิดหน่อยได้ไหม
ในแนวคิดของผมนั้น จุดคุ้มค่าอยู่ที่การพัฒนาความรู้ในการใช้น้ำ และจัดการน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ
เช่นที่ทำอยู่ในชุมชนต้นแบบ และหมู่บ้านเศรษฐกิจพอเพียง ที่มีอยู่โดยทั่วไป
ที่ต้องมีการทำวิจัยระดับครัวเรือน และชุมชนเป็นจุดเริ่มต้น แล้วเชื่อมโยงถึงระดับลุ่มน้ำ
แต่ถ้าจะทำแค่ระดับลุ่มน้ำ แค่จัดหาน้ำ โดยไม่สนใจการจัดการ “ใช้น้ำ” ของคนในครัวเรือนและชุมชนแล้ว ผมว่าน่าจะสูญเปล่าเหมือนที่เคยเป็นมาและเป็นอยู่ในปัจจุบัน
นี่ว่ากันด้วยประสบการณ์ตรงจากการมาหาที่นา(มีน้ำ)ทำนาเอง การทำงานกับกลุ่มและเครือข่ายเกษตรกรทั่วประเทศไทยมากว่า ๒๐ ปีเลยครับ
ที่ผมกล้าขอเสนอแบบฟันธงว่า “เลิกทำงานแบบได้ไม่คุ้มค่ากันเสียทีได้ไหมครับ” (จะให้กราบก็จะยอม ถือว่าทำเพื่อชาติครับ)
หันกลับมาสร้างความรู้ที่ถูกต้อง ดีกว่าที่จะสร้างความรู้ตามกิเลศของนักวิจัยเพียงถ่ายเดียว
แต่...ผมคิดว่า เสียงผมก็คงเป็นแค่เสียงนกเสียงกา ที่ท่านนักวิจัยระดับชาติและระดับโลกทั้งหลายเหล่านั้นคงจะฟังผมไม่รู้เรื่อง และไม่สนใจที่จะฟังอีกต่างหาก
แต่ผมก็ขอฝากบันทึกนี้ไว้ว่า “ผมได้พยายามแล้ว” ทั้งในเชิง “ติดต่อส่วนตัว” และเชิง “สถานที่สาธารณะ” ในบล็อกนี้
ขอฟ้าดินเป็นพยาน
สวัสดีครับ
สวัสดีครับท่านอาจารย์
ยอมแม้กระทั่งขายที่ไร่ที่นาเพื่อส่งให้ลูกหลานก้าวพ้นวังวนของความทุกข์ยาก ในวิถีของชีวิต “เกษตรกร”
แวะมาทักทายค่ะ
อ่านเรื่องปราชญ์ชาวเกษตรกร ทำให้ได้รู้เพิ่มขึ้นค่ะ
ขอบคุณค่ะ
ผมได้อ่านข้อมูลที่ท่านอาจารย์นำเสนอผมประทับใจในแนวคิด อยากเสนอความคิดเห็นถึงว่า ชีวิตการทำงานกับคนต่างๆ โดยชีวิตเรานั้นสัมพันธ์กับวิถีชีวิตในแต่ละวันและมิติของทรัพยากร หากเรามีแนวคิดเพื่อร่วมกันอยู่อย่างยั่งยืน มองถึงการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพนั้น ผมว่าคนในปัจจุบันจะมีสำนึกในเรื่องนี้ยากมากๆ การที่จิตใจไม่มีลักษณะ open mind และไม่มีจิต public mind ตลอดจนขาดปัญญาที่จะมองเห็นถึงว่าชีวิตเรามีปฏิสัมพันธ์เชื่อมโยงกันอยู่ทั้งที่มองเห็นและไม่เห็นด้วยตาเปล่า เราจึงคิดแบบแยกส่วนมาตลอด และได้สร้างความรู้ตามกิเลสของนักวิจัย/นักวิชาการ ทุกวันนี้ผมก็ทำตามหน้าที่ให้ดี พยายามไม่ขัดใครแต่ขอมีซักมุมที่ทำวิจัยด้วยทุนส่วนตัวเองตามอุดมการณ์ เพราะมันทำให้กระผมรู้สึกว่ากระผมไม่ได้หลอกความต้องการของหัวใจตัวเองจนเกินไปนัก ทุกวันนี้หลายอย่างของความรู้จากงานวิจัยเรา ล้วนคิดเอง และคิดตามกิเลสแบบแยกส่วน จนไม่รู้จะต่อจิ๊กซอร์ที่ทำงานวิจัยนั้นได้อย่างไรชัด มันเบลอและขาดน้ำหนักไปหมด ทุกวันนี้ผมจึงตั้งใจไว้ว่าทำอะไรให้ดีตามที่สติผมได้ตรอง มันอาจจะไม่ถูกใจคนไปซะทั้งหมด และบางอย่างอาจจะไม่ถูกใจผมเองเท่าไหร่ ผมคิดว่าทุกอย่างไม่ได้อยู่ตัวคนเดียวอย่างโดดๆ ตราบได้ที่ยังเป็นระดับปรากฏการณ์ไม่เข้าสู่สัจธรรม มันจึงเปลี่ยนแปลงไปตามเงื่อนไข เหตุปัจจัยต่างๆได้มากมาย แต่เมื่อโดยรวมผมมองแล้วผมยังไม่หลอกตัวเองกับระบบที่เกิดขึ้นจนเกินไป แม้ผมจะไม่พอใจมากแต่ผมก็ยังพอรับได้ ผมจึงหาช่องทางไปทำอะไรที่ส่วนตัวและสบายใจ รู้สึกสุขใจกว่าบ้าง เพื่อชดเชย แม้ใจจริงอยากให้ทุกอย่างดีกว่านี้ จึงได้แต่ปล่อยให้ใจมี อุเบกขาบ้าง มองให้ทุกอย่างเป็นตามกรรมบ้าง ครับผม กระผมคิดว่าพอจะเข้าใจความรู้สึกท่านอาจารย์ที่กล่าวมาข้างต้นบ้างครับผม
นิสิต คำหล้า
ครับ
ขอบคุณที่มาเป็นกำลังใจครับ
"....5. ขาดแรงจูงใจ อันเนื่องมาจากเกษตรกรส่วนใหญ่อยู่ในสภาพที่ย่ำแย่ จึงทำให้คนทั่วไปดูถูกอาชีพเกษตรกรรม ทำให้เกษตรกรเกือบทั้งหมดพยายามถีบไสไล่ส่งให้ลูกหลานตัวเอง “ไปตายเอาดาบหน้า” ยอมแม้กระทั่งขายที่ไร่ที่นาเพื่อส่งให้ลูกหลานก้าวพ้นวังวนของความทุกข์ยาก ในวิถีของชีวิต “เกษตรกร”....."
ผ่านมาให้กำลังใจอาจารย์ค่ะมีประโยคหนึ่งที่ใช้กันในภาษาเยอรมันเวลาน้ำลดตอผุดมีอยู่ว่า....นักวิทยาศาตร์ตั้งข้อสันนิษฐานไว้ว่ากระดุมเป็นสาเหตุที่ทำให้กางเกงไม่หลุด....หวังว่าจะทำให้อาจารย์ครายเครียดได้นิดหนึ่งนะคะ.....ยายธีค่ะ
ทำไมสังคมเรามันถึงได้ผิดฝาผิดตัวอยู่เรื่อยเลย
คนทำไม่มีความรู้ ต้องทำเพื่อหาความรู้
แต่คนรู้ไม่ค่อยได้รับโอกาสให้ทำ
ขอให้กำลังใจแก่ผู้รู้จริงอย่างคุณครูแสวงแต่ไม่ได้รับโอกาสให้ทำ เป็นกำลังใจให้เยอะๆ และหวังว่าซักวันเราจะได้รับโอกาส
เมื่อคืนนั่งดูรายการทีวีทางASTV1 ช่วงคุณแอน จินดารัตน์ มีผู้ร่วมรายการคนหนึ่งพูดถึงว่า NAZAลงทุนกว่า 2000ล้าน เพื่อวิจัยปากกาที่สามารถเขียนได้ภายใต้สภาวะไร้แรงดึงดูดนอกโลก แต่รัสเซียไม่ต้องเสียเงินแม้แต่บาทเดียวต่อกรณีนี้เพราะแค่ใช้ดินสอเขียนหนังสือเขียนเท่านั้นเอง จบ
จึงทำให้นึกถึงงานวิจัยหลายๆเรื่องทั้งในเรื่องเกี่ยวกับการเกษตรและเรื่องอื่นๆ บางครั้งเราก็หลงทิศทางมากเกินไป เราทำอะไรให้ยุ่งยากเกินไปหรือเปล่า นี้ก็เพราะว่าคนที่ทำไม่มีความรู้ หาเหตุมาทำเพื่อให้ได้ความรู้ ตัวอย่างที่เห็นเด่นชัดที่สุดสไหรับผู้ติดตาม blog ของคุรครูแสวงมาตลอดก็คือ การทำนาแบบประหยัด ไม่ไถ ไม่หว่าน ไม่ดำ ก็สมารถให้ผลผลิตที่สูงทัดเทียมกับนาสมัยใหม่ได้ โดยที่เกษตรกร ชาวนาก็จะมีเงินเหลือเก็บ
บางครั้งเราก็ทำอะไรให้มันยุ่งเกินธรรมชาติ ไม่ยอมทำตามเลียนแบบธรรมชาติ คิดแต่ว่าตัวเราแน่ที่สุด
มันก็เลยยุ่งไปหมด
ทางออกเดียวคือสังคมควรจะให้โอกาสกับชาวบ้านหรือผู้รู้จริงมาทำงานบ้าง นักวิจัยต่างชาติ เค้าต้องเสียเวลาเรียนรู้สภาพภูมิศาสตร์บ้านเราอีกนานเท่าไรกว่าจะรู้เรื่อง ถึงรู้เรื่องก็แค่งูๆปลาๆ คนพื้นที่ที่มีองค์ความรู้ รู้ซึ้งถึงสภาพภูมิศาสตร์และดินฟ้าอากาศในประเทศเรา ต่างหากที่เราควรนำทำงาน
ครับ
ผมก็พยายามแล้วครับ
ผมคิดว่าบุญของผมยังไม่ถึงครับ
แล้วก็ปลงได้เลยครับ
สัตว์โลกย่อมเป็นไปตามกรรมครับ
สวัสดีค่ะอาจารย์แสวงที่เคารพ
ขอใช้สิทธิพาดพิงอธิบายดังนี้ นะคะ
1. โครงการริเริ่มของสถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงเบอร์ลินในการนำผู้เชี่ยวชาญเยอรมันเยือนประเทศไทยนั้นมีวัตถุประสงค์สำคัญในการส่งเสริมให้เกิดความร่วมมือระหว่างไทยและเยอรมันในการพัฒนาระบบการบริหารจัดการน้ำในประเทศไทยอย่างบูรณาการอันจะนำไปสู่การแก้ไขปัญหาวัฏจักรแห่งน้ำท่วมและน้ำแล้งซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังของประเทศ มิใช่การวางแผนงานพัฒนาระบบทรัพยากรน้ำตามที่อาจารย์ระบุแต่อย่างใด
2. ศ.ดร. Nestmann ฝากความระลึกถึงอาจารย์ และเสียดายที่อาจารย์ไม่ได้ร่วมไปศึกษาพื้นที่ด้วยกันในครั้งที่ผ่านมา สถานเอกอัครราชทูต ฯ เคารพในการตัดสินใจของอาจารย์ในการลดระดับความสนใจไว้ในระดับ "คอยดู" ก็เลยขอถือโอกาสสรุปรายงานผลการเยือนครั้งนี้ให้ทราบเพื่อที่จะได้รับทราบข้อมูลที่ถูกต้องมากกว่าการรับข้อมูลจากบุคคลที่สามดังนี้นะคะ
2.1 ผู้เชี่ยวชาญเยอรมันได้มีโอกาสพบหารือคณาจารย์คณะวิศวกรรมศาสตร์มหาวิทยาลัยขอนแก่น และมหาวิทยาลัยอุบล ฯ ตลอดจนเจ้าหน้าที่กรมชลประทานและกรมทรัพยากรน้ำทั้งระดับนโยบาย และระดับปฏิบัติในพื้นที่ ได้แลกเปลี่ยนทัศนะเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำ และสำรวจพื้นแม่น้ำชีและมูล ตลอดจนโครงการจัดเก็บน้ำ
แก่ชุมชน ทำให้ฝ่ายเยอรมันได้ตระหนักถึงความสำคัญกับสายน้ำต่อวิถีชีวิตไทย (มีการตั้งรกรากและกิจกรรมชุมชน รวมทั้งการสันทนาการริมแม่น้ำ) ตลอดจนตระหนักว่า อันที่จริงแล้ว ไทยมีโครงสร้างการบริหารจัดการน้ำที่ดี เช่นการสร้างเขื่อนและฝ่าย แต่ขาดการประมวลและบูรณาการข้อมูล อันจะเป็นประโยชน์ในการบริหารจัดการน้ำระหว่างโครงสร้างต่าง ๆ เพื่อให้เกิดการกักเก็บน้ำและกระจายน้ำสู่ประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพและไม่ขัดต่อวัฏจักรสิ่งแวดล้อม นอกจากนี้ ตระหนักว่า หน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทยสามารถพัฒนาศักยภาพในการกระจายน้ำจากแหล่งกักเก็บน้ำสู่พื้นที่ที่ห่างไกลออกไปเพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ของผู้คนที่อยู่ห่างไกลแหล่งน้ำ
2.2 ผู้เชี่ยวชาญได้เดินไปพบนายกเทศมนตรีตำบลกู่กาสิงห์ และประชาชนในพื้นที่ (ทุ่งกุลาร้องไห้) ได้รับฟังปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้งที่ชาวบ้านประสบและความต้องการน้ำของชาวบ้าน ปัญหาดินเค็ม ปัญหาน้ำท่วมทำลายพื้นที่การเกษตร ฯลฯ ตลอดจนแลกเปลี่ยนทัศนะกับชาวบ้านเกี่ยวกับการวิจัยของผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศที่ผ่านมาซึ่งชาวบ้านตั้งข้อสังเกตเกรงว่า การวิจัยของฝ่ายเยอรมันจะไม่นำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมเช่นทีมงานวิจัยอื่น ๆ ที่ผ่านมา ซึ่งฝ่ายเยอรมันก็ได้ให้การยืนยันว่า หากเยอรมันและไทยจะร่วมกันในการทำวิจัยจะต้องเป็นโครงการที่มีความต่อเนื่องและยั่งยืน เป็นเทคโนโลยีที่ชาวบ้านสามารถดูแลจัดการได้เอง และชาวบ้านจะต้องมีส่วนร่วมในโครงการเพื่อให้สนองตอบต่อความต้องการของพื้นที่อย่างจริงจัง สำหรับพื้นที่ทุ่งกุลาร้องไห้ ผู้เชี่ยวชาญเยอรมันเชื่อว่า จะต้องมีน้ำบาดาลอยูในพื้นดินอยากมาก น่าจะนำมาใช้ประโยชน์ได้ แต่ก็มีความท้าทายต่าง ๆ ที่จะต้องประกอบการพิจารณา อาทิ ความเค็มของดิน ซึ่งกระทบต่อคุณภาพของน้ำและผลกระทบต่อดินและสิ่งแวดล้อมในการนำน้ำบาดาลมาใช้ เป็นต้น
2.3 การดำเนินการโครงการของสถานทูต ฯ เป็นไปเรื่องของการสร้างเครือข่ายและการขยายโอกาสพัฒนาการบริหารจัดการน้ำระหว่างไทยและเยอรมัน เป็นเรื่องของการแลกเปลี่ยนความรู้ประสบการณ์ระหว่างผู้เชี่ยวชาญสองประเทศ และในอนาคตก็อาจต่อยอดไปยังชุมชน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง สถานเอกอัครราชทูตฯ ดำเนินโครงการอย่างรอบคอบ โดยไม่ได้ยึดหลัก "เสียเท่าไหร่ไม่ว่า" เนื่องจากตระหนักถึงเงินภาษี
ราษฏรในการดำเนินโครงการจึงมุ่งหวังให้การสร้างเครือข่ายในเบื้องต้นนำไปสู่ความร่วมมือที่สามารถนำไปสู่การขยายผลที่เป็นรูปธรรมและตอบสนองต่อความต้องการของประชาชน นอกจากนี้ ก็เป็นที่น่ายินดีที่ในการเดินทางครั้งนี้ฝ่ายเยอรมันเสียค่าใช้จ่ายเดินทางมายังประเทศไทยด้วยตนเอง (และเลือกโดยสารโดยสายการบินไทย ซึ่งสถานเอกอัครราชทูต ฯ ได้แนะนำให้ใช้ในการเดินทางครั้งแรกและฝ่ายเยอรมันก็มีความประทับใจ) นอกจากนี้ ฝ่ายเยอรมันยังได้ยื่นข้อเสนอเชิญผู้เชี่ยวชาญไทยเยือนเยอรมันเพื่อศึกษาดูงานการบริหารจัดการน้ำในเยอรมันโดยออกค่าบัตรโดยสารเครื่องบินให้ด้วย การเดินทางเยือนพื้นภาคตะวันออกเฉียงเหนือที่ทำให้ตระหนักว่า นักวิชาการและผู้รู้ตลอดจนเจ้าหน้าที่ปฏิบัติในพื้นที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญตลอดจนตระหนักในปัญหาเบื้องต้นของพื้นที่เป็นอย่างดี การเสริมความรู้เปิดโลกทัศน์เกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำในพื้นที่อื่น ๆ เพื่อเรียนรู้ความสำเร็จและความล้มเหลวของพื้นที่เหล่านั้นก็น่าจะเสริมประสิทธิภาพของฝ่ายไทยทั้งภาควิชาการและภาครัฐ ดังสำนวนไทยที่ว่า สิบปากว่าไม่เท่าตาเห็น
2.4 สถานเอกอัครราชทูต ฯ ขอเรียนอีกครั้งเพื่อให้มีความเข้าใจตรงกันว่า โครงการ ฯ มิได้มีวัตถุประสงค์หลักในการแก้ไขปัญหาความยากจนของเกษตรกร แต่เป็นการเพิ่มศักยภาพของภาครัฐ ประชาชน และเอกชนไทยในการบริหารจัดการน้ำอย่างบูรณาการเพื่อให้มีการใช้ทรัพยากรน้ำอย่างคุ้มค่าและเป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาประเทศ เป็นไปในเชิงก้าวหน้า มากกว่าการรอแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้าของอุทกภัยและภัยแล้ง โดยเสียงบประมาณเพื่อการนี้ไปอย่างมากมายต่อปี (อาทิ การจัดปัจจัยสี่ช่วยเหลือประชาชนในพื้นที่อุทกภัย และการจัดรถบรรทุกแจกน้ำในพื้นที่แล้ง เป็นต้น ไม่รวมถึงมูลค่ามหาศาลจากพื้นที่การเกษตรที่ประสบภัยธรรมชาติทั้งสองในแต่ละปี) ปัญหาความยากจนของเกษตรกรเป็นไปด้วยหลายปัจจัยอย่างอาจารย์กล่าว แต่สถานเอกอัครราชทูต ฯ ก็หวังเป็นอย่างยิ่งว่า การพัฒนาการบริหารจัดการน้ำน่าจะมีส่วนช่วยพัฒนาชีวิตความเป็นอยู่ของชาวบ้านและเกษตรกรที่ต้องเผชิญกับความเดือดร้อนจากวัฏจักรน้ำท่วมน้ำแล้งอย่างต่อเนื่อง และจะนำมาซึ่งโอกาสต่าง ๆ มากมายซึ่งก็อาจมีส่วนช่วยบรรเทาความยากแค้นได้บ้างไม่มากก็น้อย
2.3 ขอเรียนอาจารย์ว่า ขณะนี้เป็นช่วงของการร่วมกันพิจารณาประเด็นที่ไทยและเยอรมันสนใจดำเนินการศึกษาความเป็นไปได้ (feasibility study) ร่วมกันเพื่อนำไปสู่โครงการที่เป็นรูปธรรมต่อไป ดังอาจารย์จะได้เห็นจากนำเสนอของฝ่ายเยอรมันในการเดินทางเยือนครั้งก่อนว่า ได้ประสบความสำเร็จในการดำเนินโครงการจัดทำถ้ำกักเก็บน้ำให้แก่ชุมชนยอร์กยาการ์ตาของอินโดนีเซีย ซึ่งได้รับการต่อยอดเป็นการจัดทำโรงงานพลังไฟฟ้าใต้ดินสำหรับชุมชนในขณะนี้ เป็นต้น ดังนั้น ทุกคนที่สนใจย่อมมีสิทธิที่จะแสดงความคิดเห็นเพื่อให้การจัดทำการศึกษาความเป็นไปได้เป็นประโยชน์ต่อฝ่ายไทยอย่างแท้จริง และขอย้ำอีกครั้งว่า สถานเอกอัครราชทูต ฯ น้อมรับความเห็นและเชิญให้ทุกท่านเข้าร่วมการประชุมระดมสมองซึ่งภาคการศึกษาและหน่วยราชการที่เกี่ยวข้องของไทยจะจัดขึ้นในโอกาสแรกต่อไปเพื่อให้ได้ข้อสรุปเพื่อใช้ในการหารือกับฝ่ายเยอรมันในโอกาสที่จะเดินทางมาศึกษาพื้นที่ในหน้าน้ำประมาณเดือนตุลาคมศกนี้ ทั้งนี้ ขอเรียนด้วยว่า สถานเอกอัครราชทูต ฯ ประสงค์จะได้รับข้อคิดเห็นในทุกด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านที่ไม่เห็นด้วย เพื่อให้การวิพากษ์วิจารณ์การศึกษาของผู้เชี่ยวชาญจากเยอรมนีมีความสมดุลทั้งด้านบวกและด้านลบ ขอเรียนด้วยว่า สถานเอกอัครราชทูต ฯ มิใช่ผู้เชี่ยวชาญจึงมีความเชื่อมั่น และสนับสนุนให้เกิดความคิดที่แตกต่างเพื่อหลีกเลี่ยงการผูกขาดในความคิด แต่ความเห็นที่แตกต่างจะต้องมีการหารือกันด้วยเหตุด้วยผลซึ่ง สถานเอกอัครราชทูต ฯ คิดว่าจะเป็นประโยชน์ในการนำเสนอให้ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในภาคปฏิบัติพิจารณาต่อไป การที่อาจารย์ไม่เห็นด้วยกับโครงการนี้นั้น สถานเอกอัครราชทูต ฯ เห็นเป็นประโยชน์เป็นอย่างยิ่ง และต้องการนำประโยชน์จากเหตุผลที่แตกต่างของอาจารย์ ไปประมวลให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศไทยให้มากที่สุด
ด้วยความเคารพ
จุลีพจน์ อิศรางกูร ณ อยุธยา
เลขานุการเอก
สวัสดี ครับ อาจารย์
คุณจุลีพจน์เม้นยาวจัง
กราบเรียนท่านเลขานุการเอกฯ
แม้ท่านจะอธิบายเท่าไหร่ ก็ยิ่งอแสดงว่าท่านเข้าไม่ถึงประเด็นมากเท่านั้น
ประเด็นการแก้ไขปัญหาที่ทางเยอรมันเสนอมานั้น (และผมได้รับคำยืนยันจากผู้เข้าร่วมกิจกรรมกับเยอรมัน ว่า) เป็นการเน้นการเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เป็นหลัก (หรือ ถ้าผมเข้าใจผิดก็ช่วยบอกด้วยว่า นักวิทยาสาสตร์ชาวเยอรมันไม่เคยเสนอให้เราเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์เลย)
ในการเล่นเกมส์นี้ ผมได้เรียนให้ทราบแล้วว่า
ดังนั้น ผมจึงขอยืนยันว่า ตราบใดที่ทางฝ่ายเยอรมัน ยืนยันที่จะเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ต่อไป ย่อมไม่เกิดประโยชน์ใดๆ กับการพัฒนาระบบการจัดการทรัพยากรน้ำ และความเป็นอยู่ของประชาชนโดยทั่วไป ซึ่งผมถือว่าเป็นเป้าหมายหลักของการพัฒนาประเทศ
อย่างไรก็ตาม ผมก็ยังยินดีช่วยเหลือเสมอ หากเห็นว่าความคิดของผมยังมีส่วนที่เป็นประโยชน์อยู่บ้าง
แต่ถ้าถือว่าเป็นแค่เสียงนก เสียงกา ฟังไปก็เสียเวลา ก็ไม่เป็นไรครับ ผมก็จะคอยดูต่อไปครับ แล้ววันหนึ่ง ท่านเลขานุการเอก จะเข้าใจ ว่า ที่ผมพยายามพูดว่าอะไร
ณ วันนี้ ผมได้แต่ปลง!! อนิจจัง!! ครับ สงสารประเทศไทยครับ
ขอขอบคุณที่พยายามอธิบาย ครับ แล้ววันหนึ่งจะรู้ว่า อะไรจริง และไม่จริง เวลาจะเป็นเครื่องพิสูจน์ ถ้าผมไม่ตายซะก่อนเราคงได้ประเมินกันในอีก 10 ปีข้างหน้า แล้ววันนั้นทั้งท่านเลขานุการเอกและตัวผมเอง คงจะได้เรียนรู้ว่าความจริงคืออะไร
วันนี้ เชิญท่านพูดตามสบายเถอะครับ ผมจะไม่ขัดคอให้ท่านขัดเคืองใจอีกแล้วครับ
เรียน ท่านทั้งหลายและอาจารย์
ขอบคุณครับ
ความจริงก็คือความจริง
นักวิชาการก็คือนักวิชาการ
สองเรื่องนี้จะทำให้เป็นเรื่องเดียวกันได้ไหม
โดยนำวิชาการกับความจริงให้เป็นเรื่องเดียวกัน
ปัจจุบัน นักวิชาการ (ส่วนใหญ่ ที่ผมรู้จัก) ทำตามความคิดตัวเอง มากกว่าตามความจริง และความต้องการของชุมชน
นี่คือเงื่อนปมที่ต้องช่วยกันแก้ออกให้ได้
ผมพยายามมามาก และยาวนาน แต่ก็ได้ผลไม่มากนัก
งานเขียนนี้ก็สะท้อน และเป็นหลักฐานอีกหนึ่งของผมครับ
อ่านดูก็แล้วกันว่าเขาตอบผมว่ายังไง
อีกนานนนนนนนน....... มากเลยครับ
เพราะประเด็นข้างต้น ที่
นักวิชาการแยกตัวเองออกจากความจริง
โดยอาศัยสมมตืฐานและทฤษฎีที่พวกๆของท่านเหล่านั้นช่วยกันสร้างขึ้นมา แล้วก็อ้างต่อๆกันมา จนหลุดออกจากโลกแห่งความเป็นจริง
และพอขี้เกียจทำงาน ก็หันไปเล่นเกมส์คอมพิวเตอร์ ก็ยิ่งนับว่าหลุดโลกไปเลย
ไม่ใช่ว่าเกมส์คอมพิวเตอร์ไม่ดีนะครับ
ดีมาก (ถ้ามีข้อมูลครบ) แต่ใช้จริงยังไม่ได้ (เพราะมีแต่การคาดเดา และสมมติฐาน) ต้องมาปรับอีกมาก ตั้งแต่โครงสร้างในการเขียนเกมส์ จนถึงตัวข้อมูลที่ใช้ในการกำหนดเกมส์เลยครับ
เมื่อ โครงสร้างผิด จะมาแก้ไขเล็กๆ ใช้ไม่ได้ครับ
จุดอ่อนของเกมส์คอมพิวเตอร์อยู่ที่ "สมมติฐาน" ที่ใช้ค่าเฉลี่ย หรือการเดาที่ดีที่สุด ที่มักไม่จริง หรือไม่เคยมี
นี่คือที่มาของเรื่องที่ผมเขียนแหละครับ
ขอให้ว่าตรงๆ มาได้เลย ผมก็กำลังเข็นครกขึ้นเขาอยู่เหมือนกัน
เสียงผมยังดังไม่พอครับ ต้องช่วยๆกันครับ
เรื่องนี้..ดุเดือดถึงขั้น..ฟ้าดินเป็นพยาน
แต่ก็ชอบตรงที่มีการขออธิบายขอสิสิทธิที่โดนพาดพีง
>> การทำงานที่ไทยถ้าไม่เริ่มที่ฐานคิดไทย ก็อาจจะเป็นไปได้ว่าเขาคงมีความมุ่งหมายอื่นมากกว่าที่จะมาหาเรื่องน้ำเฉพาะที่เฉพาะจุด อาจจะเป็นการขายความคิด โยนหินถามทางไปเรื่อยๆ
>> ทำอย่างที่เราคิดเราทำนี่ก็หัวผุแล้วเล่าฮู อีกหน่อยหิมะละลาย น้ำท่วม จะมาตาตั้งเรียนเรื่องหนีน้ำก็ได้นะ
เรียน ท่านครูบา
ถ้าเขาใช้เงินเขา ทรัพยากรของเขา คนของเขา ประเทศของเขา เวลาของเขา ประชาชนของเขา เขาจะทำอะไร ผมก็จะไม่สนใจหรอกครับ
แต่นี่เขาใช้เงินคนไทย ใช้ทรัพยากรเมืองไทย ข้าราชการไทย คนไทย และประเทศไทย
ผมจึง "เสียดาย" เท่านั้นแหละครับ
น่าจะใช้ให้เป็นประโยชน์มากกว่านี้
อย่างว่า ประเทศไทยไม่ใช่ของเราคนเดียว เราทำได้แค่ไหน ก็พอใจแค่นั้นแหละครับ
นี่ผมใช้ความพยายามจนหมด เท่าที่ควรแล้วครับ
เมื่อพลาด และทีหลังใครจะมาว่าผมไม่"พยายาม" ไม่น่าจะได้แล้วครับ
ผมทำแล้ว และพอใจเท่านี้ครับ
ขอบคุณมากครับที่มาให้กำลังใจครับ
เผอิญอ่านเจอการสนทนาข้างบน ดิฉันก็ไม่มีความรู้ด้านการเกษตรมากนักทั้งๆที่เป็นลูกเกษตรกร เหมือนที่อาจารย์พูดว่าขายที่ไร่ที่นาเพื่อส่งให้ลูกหลานก้าวพ้นวังวนของความทุกข์ยาก ในวิถีของชีวิต “เกษตรกร” หลังจากนั้นจึงพบว่าไม่ใช่สิ่งที่ดิฉันต้องการ แต่เพราะการอยู่รอดของครอบครัวก็ต้องดำเนินชีวิตไปตามแนวทางใหม่ ดิฉันขอใช้สิทธิการเป็นคนไทยแสดงความคิดเห็น ในฐานะผู้เสียภาษีทุกเดือนหน่อยนะคะ ดิฉันสงสัยว่าทำไมการพัฒนาประเทศไทยต้องให้คนต่างชาติต่างภาษามาทำ เขาจะเข้าใจอะไรลึกๆเท่าคนไทยเราเองเหรอคะ เขาจริงใจขนาดนั้นเหรอ? ประเทศไทยไม่ใช่ของเขา มาวิจัยทดลองทำอะไรไปเสียหายล้มเหลวใครจะรับผิดชอบคะ เห็นด้วยกับอาจารย์แสวงคะ
ขอบคุณครับที่มาแสดงความเห็นสนับสนุน
ผมก็คงเพียงจะตั้งข้อสังเกตว่า เขามาทำแบบ "ทดลอง" และ "เรียนรู้" เพื่อทดสอบสมมติฐานทางวิชาการของเขา
อาจจะมีสักบางส่วน (เล็กๆ) ของความคิดที่อยากจะช่วยคนไทย
แต่ยังไงก็คงไม่มากกว่าช่วยตัวเขาเอง
และแน่นอน ถ้าเกิดข้อผิดพลาด เขาจะต้อง "แพะ" จนได้ คนระดับนี้ไม่ยอมรับผิดง่ายๆหรอก
ผมก็ท้าไปงั้นแหละ รู้ทั้งรู้ว่ายังไงเขาก็หาแพะได้ ไม่มีทางไล่เขาทันแน่นอน
ท่านเลขานุการเอกฯ ท่านก็เลื่อยเจื้อยไปในมุมของวิชาการแบบจำเขามาพูด
ได้เท่านี้ก็เก่งแล้ว ไม่กล้าหวังมากกว่านี้หรอกครับ
แม้จะพูดเก่งกว่านี้ ก็ไม่ใช่ว่าจะทำเป็น เลยฟังแบบสนุกๆ แบบฟังเพลง ที่ใครคิดตามเพลงไปทุกเรื่องก็คงบ้าตายแน่นอน
ความจริงในสังคม ก็มีแต่ผู้ประสพปัญหาอยู่และเข้าใจปัญหาจะได้ช่วยกันแก้ไข
แต่คนส่วนใหญ่ที่ประสพ ก็อาจเข้าใจปัญหาไม่พอที่จะแก้ ไขได้จริง
พอนักวิชาการระดับหอคอยงาช้างไปถามก็จะตอบแบบตามใจผู้ถาม ตามสไตล์คนไทย รู้บ้างไม่รู้บ้างก็พูดไปให้จบๆ ยังไงคนฟังก็ไม่รู้เรื่อง จนเกิดเหตุการณ์ " ฟังไม่ได้ศัพท์ จับไปกระเดียด" กันโดยทั่วไป
นี่แหละชะตากรรมของเมืองไทย
จึงต้องหันกลับมาพึ่งตนเอง
ไม่มีเทวดาจากหอคอยงาช้างที่ไหนจะมาช่วยท่านได้
และยังไงๆ เขาก็ไม่ยอมลงจากหอคอยงาช้างมาช่วยท่านแน่นอน
ท่านจะก้าวไปหาเขาถึงหรือ ก็คงยาก
มันเป็นเช่นนั้นเองครับ
ผมอยู่ในวงการนี้มานาน จนเห็นไส้คนกลุ่มนี้ว่ามีกี่ขด
วันนี้คนเหล่านี้กำลังเห่อเล่นเกมคอมพิวเตอร์ บอกว่าง่าย เร็ว ถูก แต่จริงๆแล้ว มีแต่เรื่องไร้สาระ แพง และล้าสมัยเร็ว
ทำไมหรือครับ
ก็เขาอยู่กับสิ่งสมมติ จะไปถูกต้องได้อย่างไร
เมื่อไม่ถูกก็เร็วไม่ได้ เพราะยิ่งเร็วยิ่งไม่มีประโยชน์ เลยทำให้มันไม่ง่ายอย่างที่คิด
หรือว่าท่านเลขานุการเอกจะชี้แจงว่าที่ผมพูดมานั้นไม่จริง ก็ว่ามาได้นะครับ
เพราะ นั่นคือสิ่งที่ผมอยากได้ยินมากที่สุด ว่า
ขอบคุณอีกครั้ง หวังว่าอีกร้อยปี บันทึกนี้จะยังอยู่เป็นพยานว่าใครมีความเห็นที่เหมาะสมกับเมืองไทยมากกว่ากัน
สวัสดีครับ