ตอนเด็กเราเคยฟังนิทานกันไหมครับ ?? คำถามนี้เชื่อแน่ว่าคำตอบคงเหมือนกันทุกคน นิทานเป็นเสมือนพลังของเรื่องเล่าที่เร้าจินตนาการให้ตลึงพรึงเพริด ให้เราโลดแล่นอยู่ในโลกของความฝัน สานต่อจินตนาการที่สนุกสนานต่อเนื่องไม่มีสิ้นสุด
แรกเริ่มเรียนรู้ ..เราเริ่มต้นกับ โลกแห่งจินตนาการเสียเป็นส่วนใหญ่ ความรับผิดชอบกับเรื่องราวรอบตัว ในช่วงนั้นเราอาจยังไม่ทันคิด แต่เมื่อเราเติบใหญ่ ก้าวเข้าสู่สังคมที่เป็นโลกแห่งความจริงมากขึ้นพร้อมกับจินตนาการที่หล่นหายไปเมื่อไหร่ก็ไม่รู้ ผมกำลังมองว่าโลกในวัยเด็กของเรา จินตนาการจำลองจักรวาลอันกว้างใหญ่ไว้รอบตัว เราสร้างเรื่องราวเชื่อมโยง แต่เมื่อเข้าสู่วัยผู้ใหญ่จินตนาการที่เคยมีกลับแห้งแล้ง ความท้าทายที่เคยมีในวัยเด็กกลับไม่เหลือ หรือหากมีก็แทบจะไร้พลัง..
“จินตนาการเราถูกทำลาย ...”
ใช่ครับ คุณหมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ได้เปรียบเปรยถึงวิถีชีวิตปัจจุบัน กับ ชีวิตไร้จินตนาการ ในหนังสือ “สังคมปรนัย” ที่มักเป็นปรากฏการณ์สามัญของคนสมัยใหม่ที่เป็นผลผลิตจากอุตสาหกรรมความรู้ สังคมปรนัยมีลักษณะสำคัญคือ การนำเสนอตัวเลือกสำเร็จรูปแบบง่ายๆที่ทำให้เราไม่ต้องใช้ความคิดหรือสติปัญญามากมายนักในการมีชีวิตอยู่แต่ละวัน
การคิดง่ายๆ ถามว่าผิดไหม...ไม่ผิดครับ เพราะใครๆเขาก็คิดแบบนี้ เอาแบบง่ายๆ บริโภคได้ทันที ไม่ต้องคิดให้ยุ่งยาก ความจริงแล้วปัญหาไม่ได้อยู่ที่ ความง่ายของความคิด หรอกนะครับ ปัญหาอยู่ที่เรามี “กระบวนการคิดบนฐานความตื้นเขินของจินตนาการ” เราผูกกับตัวเลือกเพียงไม่กี่อย่างที่คุ้นชินซึ่งอาจไม่เข้าท่า แต่ลืมตัวเลือกอีกหลากหลายที่เพิ่มคุณค่าให้กับชีวิต เพียงเพราะเรามักง่ายมากเกินไปกับจินตนาการ
ผมนั่งอ่านเรื่องเล่ารวมเล่มของคุณหมอนักมานุษยวิทยา ที่เรารู้จักกันดี คือ หมอโกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ ที่ผมคว้ามาทันทีในร้านหนังสือเจ้าประจำ จะว่าไปรสนิยมการอ่านหนังสือผม ส่วนใหญ่จะดูที่นักเขียนก่อน หากเป็นนักเขียนที่ชื่นชอบอยู่แล้ว ก็เป็นสิ่งการันตีได้ว่า หนังสือเล่มที่เลือก ไม่ผิดหวังแน่นอน
ชื่อหนังสือน่าสนใจมากครับ “สังคมปรนัย” ตั้งคำถามในใจหลังจากคว้าหนังสือมาไว้เป็นสมบัติส่วนตัวแล้ว สังคมปรนัยคืออะไร? จริงๆผมชอบภาพหน้าปกด้วยครับ ภาพหน้าปกสื่อถึงความหมายของสังคมปรนัยที่ชัดเจน ภาพเด็กนักเรียนเดินเรียงแถว มีคุณครูกำกับด้วยหน้าตาเคร่งขรึม ทำท่าออกคำสั่ง ภาพนี้ทำให้ผมคิดถึงนิยามสังคมปรนัยได้ไม่ยากนัก แน่นอนครับ เราล้วนแต่ผ่านการกล่อมเกลาจากสังคมปรนัยมาแล้วทั้งนั้นจากระบบการศึกษาที่มีโรงเรียนเป็นเน้นอุตสาหกรรมผลิตขนาดใหญ่ ผลิตสินค้าลักษณะเดียวกันออกมาคราละมากๆ ตามมาตรฐานที่กำหนดไว้ หลายคนที่ตกหลุมพรางของสังคมแบบนี้ เกิดอาการ "พร่องจินตนาการอย่างรุนแรง" ต้องใช้โพนอิน หรือวีดีโอลิงค์ปลุกเร้าจินตนาการ
ผมชื่นชอบสไตล์การเขียนของคุณหมอโกมาตร เพราะเรื่องราวที่เชื่อมโยงโลกของความเป็นจริงในสังคม กับ ความรู้ทางมานุษยวิทยา อ่านเพลินๆ แฝงสาระไว้ง่ายงาม หากมองในมุมบุคลากรสาธารณสุขแล้ว หนังสือที่หมอโกมาตรเขียน ก็เป็นต้นแบบของวิธีมองสังคมให้เข้าใจทุกข์ เรียนรู้สุขภาวะ ผ่านความเป็นจริงของชีวิต ในมุมที่เราอาจไม่เคยมอง และมีการสรุปหักมุมได้น่ารัก แอบเจ็บๆคันๆเล็กน้อยในบางมุมคิด
เรื่องเล่าที่รวมอยู่ในหนังสือ “สังคมปรนัย” ส่วนใหญ่เป็นงานเขียนที่ถูกตีพิมพ์ในนิตยสาร Way และบางส่วนจาก หนังสือมติชนรายวัน รวม ๓๐ เรื่อง ว่าด้วยเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคม แต่ทุกเรื่องล้วนถูกเชื่อมโยงจากผลผลิตจากสังคมปรนัย เราจึงมองเห็นความบูดเบี้ยวของสถานการณ์ เรามองเห็นความธรรมดา ที่ไม่ธรรมดาของมุมมองต่อสิ่งหนึ่ง ที่สำคัญอ่านแล้วแอบยิ้มที่มุมปากในบางบท บางตอน
ผมชอบในบทสรุปของหนังสือเล่มนี้ที่หมอโกมาตร สรุปความสังคมปรนัย โดยเปรียบเทียบกับการเรียนรู้ ผมได้ยกมาในบางส่วนว่า “การเรียนรู้แบบปรนัยนั้นมีคำตอบที่ถูกต้องอยู่ล่วงหน้าแล้ว จึงเน้นการจดจำสาระของข้อมูล หรือ Information และสอนให้คิดตาม ...สอนให้คนเชื่อง สร้างคนออกมารับใช้ระบบมากกว่าจะไปเปลี่ยนแปลงระบบ การเรียนรู้แบบนี้จะไม่สามารถนำสู่การค้นพบตัวเองที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างลึกซึ้ง หรือ transformation ได้ ดังนั้น การเกิดขึ้นของทัศนะต่อชีวิตและจิตสำนึกใหม่ที่เข้าใจความจริงของโลกภายนอกและโลกแห่งภายในอย่างลุ่มลึกนี้เป็นผลจากการมีประสบการณ์ตรงของผู้เขียนที่ต้องเข้าไปเป็นส่วนหนึ่งในความจริงของชีวิต(ไม่ใช่ยืนเกาะรั้วมองดูชีวิตอยู่ห่างๆ) ทั้งยังต้องมีการใคร่ครวญตรึกตรองอย่างลึกซึ้งต่อสิ่งต่างๆในชีวิต จนเกิดการประจักษ์แจ้งในใจตนเองถึงคุณค่าและความหมายของชีวิต(ไม่ใช่จำมาจากสิ่งที่คนอื่นคิดไว้) นี่เป็นสาเหตุว่าทำไม กระบวนการเรียนรู้เพื่อสู่จิตสำนึกใหม่ จึงไม่สามารถทำให้เป็นแบบปรนัยได้”
ลองหามาอ่านดูนะครับ อย่างน้อยกระบวนการเรียนรู้จากเรื่องเล่า(Narrative)ง่ายๆ ก็ทำให้เราสามารถเชื่อมโยงมิติความซับซ้อนของกระบวนการเกิดขึ้นของปรากฏการณ์เล็กๆรอบตัวเราได้ นอกจากเราจะเข้าใจปรากฏการณ์เหล่านั้นอย่างลุ่มลึกแล้ว ผมเชื่อแน่ว่าเราจะตั้งรับการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นตลอดเวลาอย่างรู้เท่าทันด้วย

“สังคมปรนัย” ,นายแพทย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์,พิมพ์ครั้งที่ ๑ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒,ราคาเล่มละ ๑๗๐ บาท
<p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;"> </p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;">จตุพร วิศิษฏ์โชติอังกูร</p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;">๒๙ มีค.๕๒</p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;">นนทบุรี</p> <p class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;"> </p> <h5 class="MsoNormal" style="margin: 0cm 0cm 10pt;">
</h5> </span>
อ่านแล้วทำให้ต้องหันมามองตัวเองและสังคมมากขึ้นค่ะ
สถานการณ์ต่างๆที่เกิดขึ้น พร้อมที่จะเปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
การรู้เท่าทัน จึงทำให้มีจินตนาและความคิด
และที่สำคัญห่างไกลความประมาทมากเท่าไรยิ่งดีค่ะ
ขอบคุณมากคะที่แนะนำหนังสือดีดีให้อ่าน จะไปหาซื้อคะ
สวัสดีค่ะ คุณเอก
ชีวิตแป๋มตัดสินใจก้าวกระโดด
จากความเป็นปรนัยของสังคม
เพื่อทำในสิ่งที่ตนอยากจะเป็น
หลังจากต้องปฏิบัติกับสภาพปรนัย
ให้ที่บ้านและโรงเรียนได้ชื่นใจแล้ว
จึงขอเลือกทางเดินชีวิตฉีกแนวที่
ทางสังคมตีกรอบเอาไว้ในที่สุด
วันนี้แป๋มได้พิสูจน์ให้ครอบครัว
คุณครูเพื่อนๆที่มีอาชีพรักษาคน
และสังคมรอบข้างได้เห็นว่า....
การตัดสินใจเป็น"ผู้สร้างคน"ของแป๋ม
สามารถทำได้ดีพอๆกับ"ผู้ซ่อมคน"
ที่แป๋มได้สละสิทธิ์มาในครั้งนั้นค่ะ
พี่นก NU 11
สวัสดีตอนเช้าวันทำงานครับ ..กับสังคมปรนัยครับ :)
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้"
ดังนั้นเเล้ว คุณครูผู้สร้างเยาวชน เราอาจต้องมานั่งคิดกันว่า เราจะจัดกระบวนการเรียนรู้แบบใดที่จะส่งเสริมจินตนาการให้เด็กมากที่สุด เพื่อการสร้างจิตใต้สำนึกของเด็ก
ให้กำลังใจในการทำงานครับผม
สวัสดีค่ะ พี่เอก ...อาจารย์โกมาตร จึงเสถียรทรัพย์ มาพูดในเวที Forum ในหัวข้อนี้ด้วยค่ะ น่าสนใจมากๆ เลยๆค่ะ แต่หนังสือยังอ่านไม่จบเลยค่ะ อิอิ
ครูน้อยครับ
หนังสือเล่มนี้เพิ่งวางแผงมาไม่นานนี้ครับ...เป็นเรื่องเล่าสบายๆอ่านสนุกและได้เเง่มุมทางมานุษยวิทยา
ให้กำลังใจในการทำงานนะครับผม
ครูแป๋ม
ยินดี และมีความสุขกับทางที่ครูแป๋มเลือกเดินนะครับ
มีไม่มากครับที่ผู้คนจะเลือกเส้นทางของตนเองได้อย่างอิสระ
นอกจากที่จะเปลื้องพันธนาการอันรัดตรึง แล้วยังต้องต่อสู่กับจิตใจตนเองอย่างหนัก
หากมีโอกาส...ถือว่าครูโชคดี และ อวยพรให้ครูมีความสุขกับสังคมปรนัยเช่นทุกวันนี้นะครับ
;)
น้อง♥.paula ที่ปรึกษาตัวน้อย✿
ผมเขียนบทความนี้ลงในนิตยสารครับ ...ผมเห็นว่าบุคลากรสาธารณสุขน่าจะได้อ่านเรื่องเล่าง่ายๆของคุรหมอ อ่านง่ายและได้เเง่มุมคิดที่น่าสนใจ
ผมนั่งอ่านรวดเดียวจาก ดอนเมือง ถึง อุบล วางไม่ลงเลยครับ
ขอบคุณและมีความสุขในการทำงานเช้าวันนี้ครับ
(ร้อนหน่อย แต่ขอให้ใจเย็น เย็น)
น่าสนใจครับพี่เอก
ขอยืมอ่าน
อิอิ
เห็นด้วยกับพี่เอกค่ะ "จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" กำลังคิดจะเม้นต์คำคมนี้พอดีเลย พี่เอกเขียนไปซะก่อนแล้ว ^_^ อาจเป็นเพราะว่าจินตนาการสามารถสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ ขึ้นมาได้อยู่ตลอดเวลาก็เป็นไ้ด้ค่ะ
ขอมาเรียนรู้ด้วยคนค่ะ.....
เล่มนี้แอบเห็นแล้ว ... แอบเปิดแล้ว ... แต่ยังไม่มีกะตังค์ซื้อ ครับ อิ อิ
ขอบคุณครับ ... ต้องมีหลายท่านอยากอ่านแน่ ๆ เลยครับ :)
"จินตนาการสำคัญกว่าความรู้" ประมาณนั้นมั้งครับ
แวะมาเยี่ยมชม เนื้อหาน่าสนใจมากค่ะ อยากมีโอกาสได้อ่านหนังสือจังเลยค่ะรู้สึกตรงใจมากๆเลย
สวัสดีค่ะ
มาเป็นกำลังใจให้คุณเอก คนทำงานเพื่อสังคมค่ะ
“สังคมปรนัย” จะหามาอ่านเพิ่มเติมค่ะ
ขอบคุณมาก น่าสนใจค่ะ
ผมคิดว่าคนเราได้ฝึกสมองฝึกคิดนับเป็นสิ่งที่ดี
แต่จะให้สิ่งที่คิดเป็นจริงไปทุกเรื่องคงเป็นไปไม่ได้
หลังจากอ่านหนังสือเล่มดังกล่าวก็ทำให้เรียนรู้ว่า
เนื้อหาเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน อ่านเพื่อความบันเทิงสมองมากกว่าความเป็นจริง
เพราะมันเป็นจริงไม่ได้ในสังคมไทย
ทำไมคนเราจึงมักคิดเรื่องแบบนี้เสมอๆ
การอ่านได้อรรถรสก็ไม่แตกต่างกับการติดหนังสือนวนิยายเรื่องหนึ่งอิงทางวิทยาศาสตร์
หวังใจว่าการสนทนาเช่นนี้ถือเป็นบทสนทนาสุนทรียสนทนาบทหนึ่งที่ไม่มีใครผิดใครถูก
ผมเองไม่ชอบคนเพ้อฝันครับ
นายก้านกล้วย
ในสังคมย่อมมีคนที่คิดแตกต่าง
เมื่อมีคนที่คิดต่างจากเรา เราก็นิ่งแล้วฟังเรื่องราวที่เขานำเสนอ
ยิ่งมากคนความคิดก็ยิ่งหลากหลาย
มีสิ่งหนึ่งที่เป็นตัวอันตรายต่อการระดมความคิด สิ่งนั้นคือการเกรงใจ
เกรงใจเมื่อพูดไปจะเสียมิตร เพราะความคิดจะไปขัดแย้ง จึงทำให้ไม่กล้าทำอะไร
นอกจากคำที่บอกว่า "เห็นด้วย" "ถูกแล้ว" "จับใจมาก"
เราจึงมักเห็นคนเหล่านี้มาเรียงแถวยอเยินสรรเสริญ และไม่มีความคิดใหม่อะไรเลย
นายก้านกล้วยเป็นตัวอย่างหนึ่งของความกล้าหาญที่ไม่เกรงใจใคร
ขอยกย่องคะที่พูดออกจากใจมากกว่าการพูดเออออตามกัน
ถ้าอายที่จะแสดงความคิดเห็นที่แตกต่าง เชิญที่นี่คะ
[email protected]