...ทำดีครูก็ไม่สนใจ จึงคิดว่าทำไม่ดีเผื่อครูจำผมได้..

     ผมไม่ได้แวะเวียนเข้ามาหลายวัน เนื่องจากไปเป็นลูกศิษย์ ท่าน ผศ.ดร.สมบัติ ตาปัญญา เรื่อง วินัยเชิงบวก อยู่หลายวัน คิดถึงสมาชิกน้องพี่ผู้มีใจเดียวกัน (รัก G2K เหมือนกัน) อย่างสุดหัวใจ อยากเข้าเน็ต แต่โรงแรมที่พักอยู่ถึงคลองตัน เน็ตคาเฟ่ไม่มีเลย จะหนีอบรมไปเล่นที่อื่นก็ไปไม่ได้ ก็คนเข้าอบรมเพียง ๓๐ คน  หนีไปเขาก็รู้ พอเย็นเลิกอบรมไปติดต่อเน็ตโรงแรม บ๋อยบอกว่าชั่วโมงละ ๑๐๐ บาท ผมก็ตัดสินใจจะซื้อ แต่ อ้าว...พนักงานอ๊อฟฟิตกลับบ้านแล้ว เลยอด วันนี้กลับมาถึงบ้านรีบเข้าเน็ตก่อนเลย สะใจ

     แต่....ตอนนี้คิดไม่ออกว่าจะเขียนเรื่องอะไร.....ขอคั่นรายการด้วย บันทึกที่ได้จากการอบรมแล้วกันนะครับ บันทึกนี้ชื่อว่า "วันนี้ที่รอคอยสำหรับคำว่า..." ดังนี้ครับ

สวัสดีค่ะ

         สิ่งที่ดิฉันจะเล่าต่อไปนี้ อาจจะบอกว่า  น่าจะเป็นวินัยเชิงลบ  ที่ทำให้เกิดรอยจารึกและจดจำมาจนถึงทุกวันนี้ 

         ประมาณปี  พ.ศ. 2514  ขณะที่ดิฉันมารับราชการที่โรงเรียน  ช่วงจบปริญญาตรีใหม่ๆ  เป็นครูสาวแสนสวย  ที่มีอุดมการณ์และวิญญาณของความเป็นครูเต็มร้อย  หัวใจมุ่งแต่คุณภาพการสอน  จึงทำให้ค่อนข้างดุ  เอาจริงเอาจัง  สอนชั้น  ม.ศ.2  ในรายวิชาภาษาไทย  ขณะสอน  เมื่อต้องการเร่งบทเรียน  จึงมีคำถามนำและจะเลือกนักเรียนที่เรียนเก่งเป็นผู้ตอบ เพื่อให้เนื้อหาไปไวขึ้น  เพียงพอต่อเวลา  ดิฉันสังเกตเห็นนักเรียนชายคนหนึ่ง  พยายามจะร่วมกิจกรรมในห้อง  แต่ดิฉันไม่สนใจเขา  เพราะคิดว่าเขาไม่เก่ง เด็กคนนั้นสมมุติว่าชื่อ "วิทยา"  ก็จะโวยวายและมีพฤติกรรมที่ไม่ดี  เช่น  ไม่สนใจเรียน  ผลก็คือ  โดนขว้างด้วยแปรงลบกระดาน  หากหลับในห้องเรียน  ผลก็คือโดนทุบ  เมื่อโดนทุบก็พูดว่า "ไม่เจ็บ"  ผลก็คือ  ทุบอีกจนร้องไห้  เขาโวยวายทำไมไม่ถามผมมั่ง  เมื่อดิฉันถามว่า "มเหสีของพระรามคือใคร"  แล้วให้วิทยาตอบ  เขาก็จะยิ้มแล้วตอบว่า "นางบุษบา"  ผลก็คือ  โดนหนังสือเรียนทุ่มบนหัว  ก็ร้องไห้ตามเคย  บางทีพูดลอย ๆ ในชั้นเรียนว่า  กูไม่กลัวหรอก  รักซะอย่าง  คงคาดเดาผลได้  คือโดนทำโทษ  เหตุการณ์นี้เกิดเป็นประจำทุกชั่วโมง  เขาเป็นคนที่ดิฉันเกลียดที่สุด

           ดิฉันมีอาการแพ้ท้อง  คงหงุดหงิดง่าย  และไม่มีแรง  วันหนึ่งไม่อยากสอน  จึงสั่งให้นักเรียนห้องนี้เขียนเรียงความ  เรื่องอะไรก็ได้  และเมื่อนักเรียนส่ง  ดิฉันก็ไม่อ่าน  แต่เช็คชื่อให้คะแนนว่าส่งงาน เรียงความชุดนี้ไม่เคยอ่านเลย  จนเวลาล่วงไป  3 ปี  มาเก็บของทิ้ง  เห็นเอกสารผลงานนักเรียนจึงมานั่งอ่าน  วิทยาเขียนเรียงความเรื่อง  ทำไมผมจึงเป็นเช่นนี้  เขาเขียนว่า

           ..ผมเกิดมาพ่อแม่เป็นชาวนา  มีลูกหลายคน  พ่อก็รักแต่พี่  แม่ก็รักแต่น้อง  ไม่มีใครรักผม  ผมเรียนหนังสือตอนนี้ผมรักครูอยู่คนหนึ่ง  สวย  เสียงเพราะ  สอนดี  อยากให้ครูรู้ ไม่ต้องรักก็ได้  แต่ครูไม่สนใจผม  เพราะผมเรียนไม่เก่ง  ทำดีครูก็ไม่สนใจ  จึงคิดว่าทำไม่ดีเผื่อครูจำผมได้..

           ขณะอ่านเรียงความ  น้ำตาดิฉันไหลหยด  โดยไม่ได้ตั้งใจ  จะหาตัววิทยาที่ไหนได้  เขาจบไปแล้ว  และไม่รู่ว่าไปเรียนอะไร

            25  ปี ผ่านมา  ดิฉันได้มีโอกาสไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ตามโครงการรุ่งอรุณ ที่โรงเรียนประถมศึกษา  ชนบทแห่งหนึ่ง  ดิฉันอ่านป้ายนิเทศผลงานนักเรียน  พบชื่อ "ครูวิทยา..."   ที่นั่น  รู้สึกขนลุก  ใจสั่นระรัว 

           โอ้วิทยาของครู  ถามหานักเรียนก็บอกว่า  ครูวิทยาอยู่ในแปลงผักบุ้ง  ครูวิทยาของหนูดีและเก่ง  หนูรักครูวิทยา  ดิฉันให้นักเรียนไปตามวิทยา

            ศิษย์ที่ค้นหามาถึง 25 ปี  เดินขึ้นมา  ถึงแม้จะมีอายุมากขึ้น  แต่กิริยาท่าทาง  ดิฉันจำได้เสมอ  น้ำตาเอ่อเต็มสองตาดิฉัน  คำพูดแรกก็คือ 

           "วิทยาจำครูได้หรือไม่" เขานิ่ง เงียบ  แววตาเหมือนพยายามทบทวน  ดิฉันพูดต่อ

           "ครูสุนันท์  ไงเล่า  ครูอ่านเรียงความเรื่อง ทำไมผมจึงเป็นเช่นนี้  ของเธอแล้ว" 

           วิทยามีแววระลึกได้  น้ำตาวิทยาเริ่มคลอเต็มตาเช่นกัน  ดิฉันเดินไปกอดวิทยา  ร้องไห้ออกมาจริงๆ พูดว่า

           "วิทยาครูตามหาเธอ  25  ปี  ครูดีใจมาก  วันนี้ครูอยากจะบอกกับเธอว่า  ครูขอโทษ..."

          (ครูวิทยาเรียนทางเกษตร  บรรจุเป็นครูประถมที่ชนบท  ถ้าไม่มีโครงการรุ่งอรุณ  ดิฉันคงเป็นบาปที่ไม่มีวันได้สารภาพจนวันตาย)

          จบบันทึกครับ