เพียงแรงใจให้ตนเองไม่ให้หยุดนิ่งกับความคิด

ท่านเหมือนแรงบันดาลใจ
สองจิตสองใจ
ผมใช้เวลาคิดที่จะตัดสินใจสานต่อบันทึกของผมในบล็อกนี้อยู่นาน
และได้คิดทบทวนดูถึงเรื่องราว ที่ผมคิดจะเขียน ว่า จะเขียนไปทำไม
เขียนไว้ให้ใครอ่าน....
หากหวั่นเรื่องคนอ่านคงจะเท่ากับกำลังใจที่ขาดหาย
แต่หากจะคิดถึงเรื่องราวหนึ่งในสังคมมนุษย์โลก
เรายังโชคดีกว่าหลายล้านชีวิตที่มีโอกาสได้บอกเล่าเรื่องราวเล็ก ๆ
เก็บไว้บนโลกในยุคโลกาภิวัฒน์
หากจะมีหรือไม่มีใครอ่านนั้นไม่สำคัญ
มันสำคัญอยู่ที่ว่า
“ผมได้เขียนและได้เก็บเรื่องราวความรู้สึกของตนเองไว้อ่าน
เมื่อยามที่ผมได้หวนกลับมาอ่านมันอีกครั้งมันคงเป็นกำลังใจให้ตัวเองได้ดี
กำลังใจให้เรียนรู้ชีวิตต่อไป อย่างไม่หยุดนิ่ง มีพลังคิด และ ไม่เฉื่อยชากับทุกมุมมองในทุกเรื่องราว”
ในความรู้สึกสองจิตสองใจนั้น
ใจหนึ่ง..
ไม่อยากจะเก็บเรื่องเล่านั้นไว้ในพื้นที่แห่งนี้
เหตุเพราะมันเป็นเรื่องราวอันน่าเบื่อที่มีแต่เรื่องสังคมกับตัวเอง
กระจกเงาส่องความรู้สึกที่เต็มไปด้วยความน้อยเนื้อต่ำใจ
ในโชคชะตากรรมของคนรากหญ้า
อีกใจมันพยายามหาเหตุผลที่มันแฝงอยู่ในความคิดนีว่า
"ความเป็นจริงและความทุกข์ของสังคมควรที่จะถูกเปิดเผย"
และนั้นคือสาเหตุที่ทำให้ผมลุกขึ้นมาเขียนบันทึกในบล็อกนี้อย่างจริงจังไม่ใช้หรือ
จึงพยายามบอกกับตัวเองว่า“จงอย่าเปลี่ยนแนว”
เขียนเถอะค่ะ อย่าน้อยเราได้เล่าสิ่งดีดีและทบทวนความรู้สึกของตนเองในบันทึกนี้
มาให้กำลังใจค่ะ
เขียนเถอะครับ...(ขอเลียนแบบคุณแก้ว)
การเขียนเป็นจุดเริ่มต้นของ การแบ่งปันประสบการณ์ในทุกมิติของความเป็นมนุษย์ ซึ่งอาจนำพาให้เราเดินบนถนนแห่ง "มิตรภาพ"
สองจิตสองใจ จะเสียดายเหมือน "บัวตูมบัวบาน"ครับ
"ขอแค่ได้เขียน"มาช่ยเสริมแรงด้วย"เหมือนแรงหนึ่งผลักดีนให้ฉันเขียน"
เขียนเลยครับ
สวัสดีค่ะ
ขอบพระคุณทุกท่าน
ที่ช่วยมาเป็นกำลังใจการเขียน
สำหรับผมแล้วสำนึกเสมอว่านี้คือความงดงามของทุกชีวิต
"ความเข้าใจ ความเห็นใจ ให้กำลังใจในยามท้อ และช่วยชี้ทางในยามสับสน"
ขอบพระคุณอีกครั้งครับ