ไม่ช้าหรือเร็วคนเราอย่างไรก็ต้องลืมอยู่ดีจริงไหม ?

          วันนี้ดิฉันได้ไปชมภาพยนตร์เรื่องหนึ่งมา เพื่อนก็คงไม่ต้องเดาว่าเรื่องอะไร เพราะดิฉันก็ได้เกิ่นไว้ในชื่อเรื่องแล้ว ดูแล้วรู้สึกประทับใจมาก (เพื่อน ๆ อาจจะคิดว่าไปดูตอนนี้ช้าไปไหม ใกล้จะออกโรงแหละนะเนี่ย อิอิ) รู้สึกว่าการไปชมภาพยนตร์เรื่องนี้ไม่เสียดายเงินเลยและถ้าพลาดไปก็คงเสียดายแย่ เรามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่า ภาพยนตร์เรื่องนี้ดำเนินเรื่องด้วยหนุ่มสาว 2 คน   นำไปสู่เรื่องราวมากมาย และยังมีตัวละครเด่นอีก 1 คู่ คือชายหญิงวัยสูงอายุ ตัวละครคู่นี้ถือว่าเด่นกว่าคู่หนุ่มสาวเสียอีกถือได้ว่าเป็นตัวละครสำคัญที่ทำให้เกิดชื่อภาพยนตร์ก็ว่าได้   ดิฉันรู้สึกประทับใจคู่นี้มากมีประโยคหนึ่งที่ฟังแล้วน้ำตาซึมกันเลยทีเดียว ที่ว่า "ไม่ช้าหรือเร็วอย่างไรก็ต้องลืม อยู่ที่ว่าใครจะลืมช้าหรือเร็วกว่ากันเท่านั้นเอง" และ "จากกันตอนที่ยังจำกันได้ดีกว่า" ฟังแล้วรู้สึกประทับใจมาก ๆ ซึ่งตัวละครที่พูดก็คือคุณลุงในเรื่องซึ่งท่านป่วยเป็นโรคอัลไซเมอร์และกำลังลืมเรื่องราวที่เกิดขึ้นทีละน้อย ๆ ซึ่งตอนจบของเรื่องนี้ก็จบด้วยความสุขและรอยยิ้มของทุกคนซึ่งถ้ามีโอกาสก็ลองไปชมภาพยนต์เรื่องนี้กันได้นะคะ แล้วท่านจะได้รอยยิ้มและความประทับใจกลับมา

    เมื่อดิฉันได้ดูหนังเรื่องนี้ทำให้เกิดความอยากรู้ถึงโรคอัลไซเมอร์ขึ้นมา  จึงได้หาข้อมูลเกี่ยวกับโรคนี้มาฝากทุกคนคะ ลองอ่านกันดูนะคะ

            อัลไซเมอร์(Alzheimer’s disease) เป็นโรคสมองเสื่อมชนิดหนึ่งที่พบได้บ่อยที่สุดโดยจะมีการเสื่อมของเซลล์สมองทุกส่วนเป็นแล้วไม่มีวันหาย ผู้ป่วยจะไม่สามารถควบคุมอารมณ์ตัวเอง ไม่สามารถแยกทุกผิด มีปัญหาในเรื่องการใช้ภาษา การประสานงานของกล้ามเนื้อเสียไป ความจำเสื่อม ในระยะท้ายของโรคจะสูญเสียความจำทั้งหมด  ในสหรัฐประมาณว่ามีผู้ป่วยเป็นโรคนี้กว่า3-4 ล้านคน และจะมีเพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก เนื่องจากประชากรมีอายุยืนยาวขึ้น ในประเทศไทยมีผู้ป่วยโรคนี้ประมาณ 2-4 % ของผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ยิ่งอายุมากขึ้นก็จะพบผู้ป่วยด้วยโรคนี้มากขึ้น กล่าวคือจะพบเพิ่มขึ้น 2 เท่าทุก 5 ปี หลังอายุ 60 ปี

       สรุปข้อควรรู้เกี่ยวกับโรคอัลไซเมอร์

         1.       อัลไซเมอร์เป็นโรค ไม่ใช่ภาวะสมองเสื่อมตามธรรมชาติ หรือตามอายุที่มากขึ้น                                          

                 2.       สาเหตุยังไม่ทราบชัด แต่น่าจะมีส่วนจากพันธุกรรม อาจมีปัจจัยอื่นร่วมด้วย ดังนั้นสามารถเกิดได้กับทุกคน

                 3.       ขณะนี้ ยังไม่สามารถป้องกัน และไม่สามารถรักษาให้หายขาดได้

                 4.       การดูแล ความเห็นอกเห็นใจ และความเข้าใจ เป็นสิ่งที่สำคัญที่สุดในการดูแลผู้ป่วย

                 5.       ถ้ามีญาติที่เริ่มมีอาการหลงลืม ควรพบแพทย์ระบบประสาท อาจเป็นสาเหตุอื่นที่รักษาหายขาดได้ 

                 6.       โรคนี้มักเกิดในผู้สูงอายุ ดังนั้น ผู้ที่รู้สึกว่าหลงลืมบ่อยโดยที่อายุไม่มาก (20-50 ปี) มักเกิดจากสาเหตุอื่นส่วนมากเกิดจากการพักผ่อนไม่พอ เครียด ไม่มีสมาธิ ควรแก้ไขสิ่งเหล่านี้ ถ้าไม่ดีขึ้นค่อยปรึกษาแพทย์ เพราะมักเป็นสาเหตุที่รักษาให้หายขาดได้

                 7.       ไม่ควรกลัวโรคนี้จนเกินไป เนื่องจากขณะนี้มีการวิจัยเรื่องนี้มากมายทั่วโลก เชื่อว่าอีกไม่นานนัก อาจมียาที่รักษาหรือป้องกันได้

                 8.       ในทางการแพทย์ ยังไม่แนะนำให้ทานยาใดๆเพื่อป้องกัน เพราะมักไม่ได้ผล และยาหรือสมุนไพรหรืออาหารเสริมเหล่านี้ส่วนมากมีราคาแพง และมักโฆษณาเกินความจริง

 

โดย นพ.เขษม์ชัย เสือวรรณศรี  อายุรแพทย์ประสาท