อิสลามเชื่อว่า ศาสนาอิสลามมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำนวณเป็นเวลาไม่ได้ เพราะเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้า(อัลลอฮ์) คือเจ้าของศาสนา และพระผู้เป็นเจ้านี้เอง ที่ทรงบังเกิดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล มนุษย์ สัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย

 ทำความเข้าใจกันใหม่

         จากการแสดงความคิดเห็น ของบางท่านทางบล็อกผม ทำให้ทราบว่า ความเข้าใจในศาสนายังคลาดเคลื่อนเป็นอย่างมากในบางประเด็นไป จนถึงเกือบทุกประเด็น ผมก็ไม่เข้าใจว่า สื่อที่มีไปถึงท่านทั้งหลายหรือตำรับตำราที่ท่านศึกษากันนั้น มันผิดพลาดตรงไหน แต่ทั้งหมดนี้ ผมโทษมุสลิม ที่ไม่คิดที่จะสื่อ จะให้ความรู้ หรืออธิบาย ให้เพื่อนร่วมชาติได้เข้าใจ รายการวิทยุหรือโทรทัศน์ที่นำเสนอ ก็มักจะนำเสนอกับคนมุสลิมเท่านั้นไม่คิดหรือมองว่า เรายังมีเพื่อนๆที่ศรัทธาต่างกับเราเขาอยากรู้ อยากทราบอีกมากมาย มุสลิมมักจะเข้าใจเอาเองว่า คนอื่นเขาเข้าใจแล้วในสิ่งที่เรานำเสนอ ตรงนี้คือข้อผิดพลาดอย่างมากของมุสลิม

         ทำความเข้าใจกันใหม่ จึงเป็นหัวข้อที่ผมจะนำเสนอในครั้งนี้ เอาเป็นว่า ถ้าท่านเข้ามาแสดงความคิดเห็นแล้ว มีตรงไหนที่เข้าใจไม่ถูกต้อง ผมก็จะเขียนบันทึกแบบนี้ดีไหม????????????

          อิสลามเชื่อว่า ศาสนาอิสลามมีมาตั้งแต่เมื่อไหร่ คำนวณเป็นเวลาไม่ได้ เพราะเชื่อว่า พระผู้เป็นเจ้า(อัลลอฮ์) คือเจ้าของศาสนา และพระผู้เป็นเจ้านี้เอง ที่ทรงบังเกิดสิ่งต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นจักรวาล มนุษย์ สัตว์ สรรพสิ่งทั้งหลาย แม้แต่โลกที่เราอาศัยนี้ ก็เกิดจากการสร้างสรรค์ของพระผู้เป็นเจ้าทั้งสิ้น ฉะนั้นมนุษย์คนแรกของโลกอิสลาม จึงเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าทรงสร้างสรรค์ขึ้นมา คือ อาดำ  จากนั้นก็สร้างสรรค์คู่ครองของท่านมาจาก ส่วนหนึ่งของร่างกายท่านอาดำ สมัยก่อนไม่รู้จะเรียกสร้างตรงนี้ว่าอะไร แต่พอมายุคปัจจุบัน เรียกว่าการโคลนิ่ง ในคำสอนก่อนๆนั้นก็บอกว่าพระผู้เป็นเจ้า ได้สร้างคู่ครองของอาดำจากกระดูกซี่โครง ของอาดำ  ท่านโปรดเข้าใจว่า ความเชื่อเรื่องพระผู้เป็นเจ้าชองมุสลิม นั้นยิ่งใหญ่มาก ขนาดเชื่อว่าทรงสร้างทุกสิ่งทุกอย่างได้ แต่จะสร้างมนุษย์อีกคนมากจากอะไร มุสลิมจึงไม่มีปัญหาและไม่สงสัยสงสัย แต่สำหรับผมนั้นมีปัญหา...ตรงที่จะเรียกวิธีการสร้างคู่ครองของอาดำนี้มากที่สุด เพราะผมไม่ได้พูดให้มุสลิมฟังเท่านั้น

        เมื่อ 20 ปีที่แล้ว ถ้าพูดเรื่องนี้ให้ท่านที่ไม่เชื่อพระเจ้าฟังคงจะขำตายแน่ๆ คือเวลาท่านคิดเรื่องนี้ ท่านไปนึกถึงมนุษย์  จึงนึกอย่างไรก็นึกไม่ออก ว่าจะเอากระดูกซี่โครงมาทำอย่างไร ลืมไปว่าที่พูดถึงนี้คือพระผู้เป็นเจ้า แต่ปัจจุบันผมเองสามารถอธิบายเรื่องนี้ได้อย่างสบายด้วย คำว่า พระผู้เป็นเจ้าได้ทำการ โคลนิ่ง คู่ครองของอาดัม คือ นางฮาวา ที่เรารู้จักกันโดยทั่วไปคือ อีฟ

         ท่านคงเข้าใจแล้วนะ มันเหมือนกับสายน้ำ ยกตัวอย่างแม่น้ำหวงเหอ(แม่น้ำเหลือง)ของจีนก็แล้วกัน

เพราะผมชอบเมืองจีนมากๆ สมัยก่อนถึงขนาดคิดว่าถ้ามีเมียต้องเป็นคนจีนเท่านั้น...ฮ่าฮ้า..(คงไม่มีใครมาอ่านประโยคหน้านี้นะโดยเฉพาะคนใกล้ตัว..อิอิ) สมัยก่อนยอมลงทุนไปภาคเหนือบ่อยๆ ไปเชียงรายบ้าง เชียงใหม่บ้าง เพื่อไปกินข้าวซอย หรืออาหารจีนอื่นๆ (จีนมุสลิม) คุณกรรมการ เพื่อนผมคงรู้ดีแฮะๆๆแต่ตอนนี้ไม่คิดแล้ว...นอกเรื่องเสียยาวเลย ที่ยกแม่น้ำเหลืองก็เพราะผมได้ดูสารคดีแม่น้ำสายนี้ ต้นน้ำคือตาน้ำเล็กๆนิดเดียว แต่เมื่อผ่านกาลเวลา และระยะทางอันยาวไกล ทำให้เกิดกระแสน้ำและลำน้ำที่ยิ่งใหญ่มาก

         ผ่านระยะเวลาอันยาวนาน ลูกหลานก็มากขึ้นเป็นทวีคูณ พระผู้เป็นเจ้าก็ส่งศาสนทูตหรือศาสดา มาทำการแผยแพร่ ตักเตือน เป็นระยะๆ ท่านอาดัม ก็คงคล้ายๆตาน้ำของหวงเหอ ไหลไปเรื่อย จึงเกิดแม่น้ำสาขามากมาย  มายุคสมัยหนึ่งก็ส่ง อิบรอฮีมหรืออับราฮัม มาทำการแผยแพร่ สาส์นของพระผู้เป็นเจ้า

        จากอิบรอฮีม ท่านมีภรรยา 2 คน ลูกจากภรรยาคนแรกก็มีลูกหลานมากมาย ต่อมากลายมาเป็นชื่อของเผ่าพันธุ์ คือ บะนีอิสรอเอล และกลายมาเป็นอีกสาขาหนึ่งของแม่น้ำสายใหญ่ที่ว่านั้น ยุคนี้พระผู้เป็นเจ้าก็ส่งให้ มูซา หรือ โมเซส ซึ่งเป็นลูกหลานทางภรรยาท่านแรก มาทำการเผยแพร่ สาส์น ของพระผู้เป็นเจ้า ได้รับคัมภีร์ที่ชื่อ เตาร็อต หรือโตร่า หรือบัญญัติ 10 ประการ ท่านก็สั่งสอนให้เชื่อศรัทธาในพระเจ้าองค์เดียวกันนี้แหละ นี่ก็เป็นอีกสาขาหนึ่ง แม่น้ำก็ไหลไปเรื่อยๆ ด้วยกาลเวลาอันยาวนานก็ทำให้เกิดลำน้ำสาขาอีกสายหนึ่ง ยุคนี้พระผู้เป็นเจ้าก็ส่งศาสดา ชื่อ อีซา หรือเยซู มาทำการประกาศเผยแพร่อีก แต่ละยุคที่ส่งศาสดามานั้น สภาพสังคมความเชื่อความศรัทธาของผู้คนเสิ่อมโทรมแล้ว ยุคนี้พระผู้เป็นเจ้าก็ประทานคัมภีร์ที่ชื่อ อิลยีน หรือไบเบิล มาเป็นธรรมนูญ แม่น้ำสาขาสายนี้ก็มาจบลงตรงนี้

        แต่แม่น้ำสายหลัก จากอาดัม ผ่านอิรอฮีม ก็ยังไหลไปเรื่อยๆ มาเกิดเป็นลำน้ำสาขาอีกสายหนึ่ง สายนี้สืบต่อมาจาก ลูกของเมียที่ 2 ของอิบรอฮีม ลูกคนนี้ชื่ออิสมาแอล ไหลไปเรื่อยด้วยระยะเวลาที่ยาวนาน

ขนานมากับลำน้ำสายมูเซสและเยซู พระผู้เป็นเจ้าก็ส่งศาสดามาอีกท่านหนึ่งชื่อมุฮัมมัด พระผู้เป็นเจ้าก็ประทานคัมภีร์อัล-กรุอาน มาให้เป็นธรรมนูญ มาถึงตรงนี้ศาสนาอิสลามเชื่อว่าเป็นศาสดาท่านสุดท้ายและคัมภีร์เล่มสุดท้ายแล้ว

        ที่ประมวลและสรุปเนื้อหาของคัมภีร์ทุกๆเล่มที่ผ่านๆมา จึงเห็นได้ว่าคัมภีร์อัล-กรุอานกับคัมภีร์เล่มก่อนๆเนื้อหาหลายอย่างตรงกัน(เล่มเดิมที่ยังไม่สังคายนา) คัมภีร์อัล-กรุอาน ดูจะเป็นคัมภีร์เล่มเดียวที่ไม่มีการสังคายนาใดๆทั้งสิ้นและห้ามสังคายนาตลอดไป

        ที่ผมนำมานี้เป็นเพียงบทสรุปที่สุด เพื่อให้ท่านเห็นภาพที่ชัดขึ้น เพราะมีบางท่านเข้าใจว่าชาวคริสต์เชื่อพระเจ้า แต่อิสลามเชื่ออิบรอฮีม ต่อไปนี้คงเข้าใจและมีความรู้ร่วมกันแล้วนะครับ

        ขอเพิ่มเติมอีกนิด ช่วงระหว่างศาสดาทั้งหลายนั้นอาจจะห่างกันบ้างและใกล้กันบ้างไม่แน่นอน

เช่นเดียวกันกับลำน้ำสาขาที่บางสาขาก็เกิดกันใกล้นิดเดียว บางสาขาก็ห่างกันมาก ศาสดาทั้งหมดมี 313-315 ท่าน แต่ละช่วงของศาสดาก็จะมีผู้ที่รักษาแนวทางของศาสดาต่างๆไว้จนกว่าศาสดาท่านใหม่จะมาทำการเผยแพร่สาส์นของพระเจ้าต่อไป เราเรียกว่า "นบี" คือผู้ที่พระผู้เป็นเจ้าให้มารักษาศาสนา ปฏิบัติ

ทำได้ทุกอย่าง ยกเว้นการเผยแพร่สาส์นใหม่ สั่งสอนตักเตือนได้แต่ตามคัมภีร์เดิม ของศาสดาท่านที่แล้ว   นบีมีจำนวนมากถึง 124,000 ท่าน ศาสดา(รอซูล) ต้องมาจาก "นบี"เท่านั้น

         อิสลามจะมีหลักการศรัทธา 6 ประการ หลักการปฏิบัติ 5 ประการ หลักศรัทธา จะมีหนึ่งข้อที่เกี่ยวกับเรื่อง รอซูล (ศาสดา)รายละเอียดก็จะมีมากกว่าที่ผมว่ามานี้เยอะมาก

         ครั้งนี้ผมเขียนบันทึกมากที่สุดเท่าที่เขียนมา มีอะไรสงสัยถามมาในอีเมล์ก็ได้ ถ้าคำถามเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม ผมก็จะบันทึกแบบนี้นะครับ ใครที่อยู่ มหาสารคาม ร้อยเอ็ด กาฬสินธุ์ และจังหวัดใกล้เคียง รับฟังรายการเจาะโลกผ่านเลนส์ 102.25 MHz.มมส. เวลา 05.30-06.30 น.ทุกๆเช้า เว้นวันอาทิตย์วันเดียว หรือฟังทางอินเทอร์เนท ที่ http://www.msuradiolive.com  จะพบกับ..แฮะๆๆนักจัดรายการเสียงใหม่ๆหวานๆนำเรื่องดีๆจาก G2Kไปพูดคุยกันในรายการ รับรองได้ว่าเป็นคนคุ้นๆใน G2K นี้แหละครับ