ระยะแรก ๆ ของการไปอยู่ที่บ้านพักครู ครูใหม่ทุกคนจะคิดถึงบ้านมาก กลับบ้านกันทุกวันศุกร์ตอนบ่าย ๆ โดยเดินเท้า ๓ ก.ม.ไปขึ้นรถสองแถวที่บ้านสามเรือน (แต่มีเรือนอยู่หลายหลัง) ไปในอำเภอและขึ้นรถไฟ หรือจะขึ้นรถเมล์ประจำทางก็ได้ ในสมัยนั้นการโดยสารรถไฟสะดวกกว่า และนัดพบกันที่หน้าสถานีรถไฟพิษณุโลกก่อนเที่ยงวันอาทิตย์เสมอ เพราะต้องกลับเข้าโรงเรียนพร้อมกัน ทำนองสามเณรยังไม่แก่วัด ส่วนครูเก่าส่วนมากมีครอบครัว ถึงแม้จะอยู่ต่างอำเภอ ต่างจังหวัดนาน ๆจะกลับบ้านครั้งหนึ่ง
การเดินทางในฤดูฝนโหด มัน ฮา สุด ๆ รถสองแถวจะวิ่งรับส่งแค่สามแยกบ้านท่ามะขาม หากตรงไปจะเป็นบ้านสันติบันเทิงและอำเภอสากเหล็ก จังหวัดพิจิตร หากเลี้ยวขวาไปอำเภอเมือง จังหวัดพิจิตรเช่นกัน พวกเราจะถือรองเท้าเดินตัวเปล่าแต่ก็เกือบเอาชีวิตไม่รอด เพราะถ้าหากเท้าข้างใดข้างหนึ่งไม่ถนัดพื้นก็จะจมลงไปในดินโคลน เพื่อน ๆ ต้องช่วยฉุดดึงแขนกันขึ้นมา บางครั้งถอดรองเท้าไม่ทันต้องสละรองเท้าไว้ในดิน ไม่สามารถเอาขึ้นมาได้
ครูผู้ชายหรือสามีครูต้องหาบหิ้วสิ่งของสัมภาระแทนพวกครูผู้หญิง เดินบนเส้นทางสุดโหดแบบนี้ประมาณ ๘ ก.ม. และอีกทางเลือกหนึ่งคือลงเรือหางยาวจากคลองคอสะพานบ้านท่ามะขามไปถึงท่าวัดหน้าโรงเรียน ครูผู้หญิงบางคนที่ว่ายน้ำไม่เป็นท่าทางเกรงแทบไม่หายใจหายคอ และหิ้วปีกเรือจนไหล่แทบหลุด กลัวเรือจม
กว่าจะถึงโรงเรียนเนื้อตัวตัวเลอะเทอะมอมแมม นับเป็นเรื่องธรรมดาที่แสนสนุก แต่การแต่งกายของพวกเราในฤดูลำบากเช่นนี้ ไม่ว่าครูชายหรือหญิงมีความจำเป็นต้องนุ่งกางเกงขาสั้น รองเท้าแตะฟองน้ำแบบคีบเท่านั้น รองเท้าแบบอื่น ๆ มีความปลอดภัยน้อยกว่า หลายครั้งที่พวกเรากลับบ้านและมีเวลาเป็นอุปสรรค ทำให้พวกเรามีความจำเป็นต้องวิ่งขึ้นรถไฟไปแบบเลอะเทอะมอมแมม ถือรองเท้าขึ้นไปด้วย เดินผ่านพวกผู้ลากมาดีเขาก็สมเพชและอมยิ้มมองดูพวกเราอย่างเวทนา แรก ๆ ก็รู้สึกอายบ่อย ๆ เข้าผิวหน้าก็ชาเป็นจนเคยชิน
ฉันและเพื่อน ๆ ต่างปรับตัวได้ไม่ยากนัก ตอนเย็นพระทำวัตรพวกเราถือโอกาสแอบไปเล่นน้ำในคลอง หรือไปอาบน้ำในบ่อริมทางข้างทุ่งนา ว่ายน้ำเล่นอย่างสนุก ชาวบ้านเรียกว่าบ่อหลา เพราะการขุดบ่อจ้างกันเป็นหลา น้ำใสสะอาดมากมองเห็นปลามาเกยฝั่ง ไม่มีใครจับปลาไปกิน เพราะชาวบ้านรอกินปลาตัวใหญ่ ส่วนลำคลองมีน้ำเต็มฝั่ง มีปลา กุ้ง หอย ชุกชุมมาก บางวันก็ไปเก็บผักบุ้งยอดอ่อน ๆ และดำลงไปเก็บหอยกาบใต้น้ำมาทำอาหาร
หากหน้าน้ำทำให้น้ำในลำคลองเต็มตลิ่ง พวกเราจะไปหัดพายเรือ มีเพียงไม่กี่คนที่ว่ายน้ำไม่เป็นก็จะเป็นคนนั่งในลำเรือ การพายเรื่อแรก ๆ ก็ไม่ถึงฝั่งสักทีเพราะเรือหมุนวนแล้ววนเล่า แต่ก็พยายามพายจนสามารถนำเรือข้ามฝั่งไปเที่ยวบ้านชาวบ้านที่อยู่คนละฝั่งได้สะดวกขึ้น
ครูผู้ชายมีกิจกรรมตามแบบฉบับที่ชอบเช่นไปหาปลา ทอดแห ตกเบ็ด ต่อนกเขา และหากบเขียดเวลาฝนตก ฉันได้ฝึกตกปลาเป็นครั้งแรก รู้สึกเพลินและมีความสุขมากที่ปลามากินเหยื่อ จนเหยื่อหมดกระป๋องก็ไม่เคยได้ปลาแม้แต่ตัวเดียว ส่วนคนอื่น ๆ ได้ปลาแทบทุกวินาที เหยื่อที่ฉันชอบคือตัวกุ้งสดเพราะไม่น่ารังเกียจเท่าใส้เดือนหรือเศษปลาร้า ฉันใช้เวลาตกเบ็ดนานมากกว่าจะรู้เทคนิคในการทำบาปเมื่อมีปลาติดเบ็ดและวิดปลาขึ้นมาได้
คืนวันหนึ่งครูผู้ชายไปหากบ ครูผู้หญิงบอกว่าถ้าทิ้งให้เฝ้าบ้านพักครูก็กลัวผี ครูคนอื่นกลับบ้านกันทุกครอบครัว เหลือแต่ครูหนุ่มสาวอยู่บ้านพักกัน ครูผู้หญิงจึงขอติดตามไปช่วยหากบ กางร่มไปด้วยเมื่อเห็นกบมาก็ดีใจ ตื่นเต้น ร้องเสียงหลง ทำให้กบกระโดดหนีเข้าป่าไปหมด ทำให้คืนนั้นแวจากการจับกบ วันต่อมาครูผู้ชายก็ออกอุบายว่าไม่อยากไปหากบอีก แต่พวกเขาพากันเข้านอนหัวค่ำ ครูผู้หญิงรวมทั้งฉันก็เข้านอนเช่นกัน เมื่อตื่นเช้าฉันสังเกตเห็นตะข้องกระตุก จึงพบว่ามีกบตัวใหญ่ ๆ อยู่เต็มตะข้อง มีเครื่องมือหากินวางอยู่ด้านนอกและเปื้อนไปด้วยดินโคลน แต่ที่ไม่เหมือนใครก็คือการจับกลุ่มในเวลากลางคืนเล่นผีถ้วยแก้ว เล่นผีตะเกียบ เล่าเรื่องสารพัดสาระเพ บางคนก็ร้องลิเก และบ่อยครั้งที่คุยกันจนถึงสว่าง
ครูผู้ชายมักจะไปชอบพอจีบกับสาว ๆ ในหมู่บ้านทำให้พวกเราถูกรับเชิญแบบติดตามไปด้วยอย่างไม่เต็มใจนัก เมื่อบ่อย ๆเข้าก็ชอบใจและสนุก เพราะไปทานข้าวฟรีจากชาวบ้าน จนคุ้นเคยได้ไปช่วยชาวบ้านทำงานเช่นขุดดิน รดน้ำผัก ทำหน่อไม้ดอง ทำผักกาดดอง สอยผ้า ดำนา เกี่ยวข้าว ทุกคนเป็นชาวนาฝึกหัดไม่มีใครเคยทำนามาก่อนเลย ฉันลงมือดำนาอย่างตั้งใจเมื่อดำนาเสร็จต้นข้าวที่ฉันปลูกเขียวกว่าเพื่อน เพราะฉันกลัวมันตายจึงปลูกกอใหญ่กว่าคนอื่น เจ้าของนาใจดีมากไม่ยอมถอนของฉันทิ้งและบอกว่าให้ฉันไปดูแลบ่อย ๆ ด้วย เมื่อข้าวเริ่มออกรวงพบว่าต้นข้าวของฉันมีรวงน้อยมาก พอแก่จัดเม็ดข้าวก็ลีบและไม่สมบูรณ์เหมือนคนอื่นๆ เพราะนิสัยของฉันเป็นคนดื้อรั้น เป็นทุนเดิม หลังจากดำนาเสร็จพวกเราไม่มีโอกาสเป็นคุณนายเพราะเล็บเป็นคราบดำเหลือง ไม่มีอะไรรักษาปล่อยมันยาวและค่อย ๆ ตัดออก เมื่อถึงคราวเก็บเกี่ยวพวกเราได้พากันไปช่วยชาวบ้านเกี่ยวข้าว ฉันพบว่าการเกี่ยวข้าวลำบากกว่าการดำนามาก เพราะฉันไม่สามารถเกี่ยวข้าวให้เป็นระเบียบได้ อีกอย่างฉันถนัดซ้าย เขาก็หาเคียวแบบคนถนัดซ้ายให้
วรรณกรรมชีวิตได้ปรากฏขึ้น ชาวบ้านจะนิยมนวดข้าวกลางคืนเดือนหงายเสมอ เป็นบรรยากาศดีมาก ได้ยินเสียงคนหัวเราะเฮฮาเป็นระยะ ๆ เมื่อพวกเราเดินไปถึงชาวบ้านชายหญิงก็ออกมาห้ามไม่ให้เข้าใกล้บริเวณนั้น ให้ไปอยู่อีกแห่งหรือกลับบ้านพักครู เพราะพวกเรานุ่งกางเกงขาสั้น แต่พวกเราไม่เคยสังเกตว่าทำไมทุกคนคลุมหน้าคลุมตาตอนนวดข้าว เพื่อนของฉันคนหนึ่งมองเห็นกองฟางคิดว่าอ่อนนุ่มน่านั่งเล่นนอนเล่น เธอกระโดดเข้าในกองฟางนั้นคงเหมือนฟองน้ำ กองฟางยุบลงมองไม่เห็นตัว เธอยังไม่รู้สึกอะไรเมื่อเธอออกมาจากกองฟางใหม่ ๆ ระหว่างเดินกลับบ้านพักครูเธอบ่นปวดแสบปวดร้อน พวกเราให้เธอไปอาบน้ำได้ยินเสียงเธอร้องไห้โฮลั่นห้องน้ำ ต้องไปตามครูใหญ่พาไปส่งและนอนโรงพยาบาลในคืนนั้น
เมื่อมีความสนุกสนานเข้าก็ไม่กลับบ้าน เดือดร้อนพ่อแม่ต้องไปตาม แม้กระทั่งครูผู้ชายคนหนึ่งบ้านอยู่ที่อุตรดิตถ์แรก ๆ ก็พากันกลับบ้านเหมือนที่เล่าข้างต้น วันหนึ่งเขาก็ถูกแม่มาตาม เมื่อเขาเห็นแม่มาตามเขาร้องไห้มากมาย แม่เขาเตือนสติว่าเป็นลูกผู้ชายและโตเป็นครูแล้วไม่ต้องร้องไห้อายคนอื่น ๆ บ้าง ส่วนฉันกลับบ้านสัปดาห์ละครั้ง เป็นเดือนละครั้ง สองเดือนครั้งเกินกว่านี้ไม่ได้เป็นอันขาด
การอยู่บ้านพักครูที่โรงเรียนไม่ใช้เงินทอง ยิ่งตอนหลัง ๆ นี้ไปช่วยชาวบ้านทำงานทานข้าวและนอนค้างบ้านเขาอีกด้วยกลับบ้านตอนเช้าก็ทานข้าวก่อน กลางวันชาวบ้านมีข้าวมาส่งให้อีก เมื่อกลับบ้านทีคุณแม่ฉันบอกว่า...คนป่าเข้าเมือง ซื้อทุกอย่างที่ขวางหน้า อาหารจำเป็น ของฝากชาวบ้าน เสื้อผ้า รองเท้านักเรียน สงสารที่เขาไม่สวมรองเท้า และนัดพวกญาติ ๆ วัยเดียวกันเที่ยวเตร่ยามค่ำคืน ดูหนัง ฟังเพลง กลับบ้านดึกดื่น
ความยากจนของชาวบ้านมีมากกว่าคนพออยู่พอกิน เด็กนักเรียนของฉันคนหนึ่งเรียนดี ประพฤติดี เรียนจบแล้วเขาบอกว่าจะไม่เรียนต่อ เพราะไม่มีเงิน การเดินทางไปโรงเรียนในอำเภอก็ไม่สะดวก ฉันได้ไปช่วยอธิบายให้พ่อแม่เขาเข้าใจและยอมสละรถจักรยานคันเก่า ๆ ของฉันให้เขาขี่ไปโรงเรียน เขาจึงได้เรียน ผลการเรียนดีได้รับทุนการศึกษาของโรงเรียนและ..สุดท้ายเรียนจบที่มหาวิทยาลัย..ดินแดนบรรยากาศสวยงามของภาคเหนือ ปัจจุบันทำงานระดับผู้บริหารขององค์กรหนึ่ง
ครูเก่า ๆ ย้าย ครูใหม่เข้ามาแทน ฉันก็จึงเป็นครูเก่าในปีต่อมา และได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่โรงเรียนเล็ก ๆ ใกล้อำเภอ คราวนี้ฉันเดินทางไป กลับโดยรถไฟ เป็นชีวิตที่สนุกสนานอีกแบบ และฉันก็คุยให้เพื่อนบนรถไฟฟังว่า "ฉันเบื่อหน่ายโรงเรียนนี้มาก สอนน้อย ครูเยอะเกินไป กินเงินเดือนฟรีไปวัน ๆ" ต่อจากนั้นไม่เกินสัปดาห์ฉันถูกเรียกไปพบบนสำนักงานการประถมศึกษาอำเภอ หัวหน้าการประถมศึกษาอำเภอบอกว่าได้ยินฉันพูดบ่นบนรถไฟ แล้วฉันก็ได้รับคำสั่งให้ไปช่วยราชการที่โรงเรียนประถมประจำอำเภอที่มีเด็กมากห้องละ ๔๐-๕๐ มีมากเช่นกัน และฉันก็พอใจที่นี่มากที่ได้ใช้วิทยายุทธ์เต็มเวลา
ชีวิตมีการเคลื่อนไหวไปตามจังหวะก็อาจว่าได้ ฉันได้ย้ายติดตามครอบครัวไปอยู่ที่อำเภอนครไทย ในฐานะครูช่วยราชการเช่นกัน ประมาณปีกว่า ๆ ก็ย้ายไปช่วยราชการอีกเช่นกันหลาย ๆ จังหวัดในภาคอิสานเป็นเวลาเกือบ ๑๐ ปีขาดความเป็นครูแต่อาชีพครู เพราะไม่ได้สอนในโรงเรียนแต่ไปทำงานในสำนักงานการประถมศึกษา ฯ แทน เมื่อได้กลับมาอีกครั้งต้องกลับมาอยู่โรงเรียนเดิมที่อำเภอบางกระทุ่ม แต่ฉันขอย้ายไปอยู่ที่อำเภอนครไทย เพราะบรรยากาศดี มีป่า มีธรรมชาติสวยงามอากาศเย็นสบาย ฤดูร้อนก็ไม่ร้อนจัด อีกประการหนึ่งชาวนครไทยจิตใจดี และมีความเป็นกันเองสูง และอากาศดีสามารถทำให้ฉันเบาจากโรคภูมิแพ้
โรงเรียนบ้านน้ำลอมแห่งนี้ฉันมีตำแหน่งจริงไม่ต้องช่วยราชการเหมือนที่ผ่านมา โรงเรียนอยู่ห่างจากจังหวัดพิษณุโลก ๑๒๕ ก.ม. ฉันเดินทางไปกลับทุกวันรวมเป็น๒๕๐ ก.ม. ถนนหนทางก็ไม่ดีเหมือนสมัยนี้ เมื่อมีการพิจารณาความดีความชอบ ปรากฏว่าเป็นครั้งแรกในชีวิตที่ได้รับพิจารณาเลือนขั้นเงินเดือน ๑.๕ ขั้น ที่โรงเรียนนี้ ก่อนหน้านั้นมีการพิจารณาเงินเดือนปีละ ๑ ขั้นหรือ ๒ ขั้น ตอนนั้นฉันไม่เคยรู้รสชาติว่าการได้รับเงินเดือนตามความดีความชอบ ๒ ขั้นนั้นเป็นอย่างไร เพราะโรงเรียนหรือหน่วยงานเขาอ้างว่าฉันมาทำหน้าที่ครูช่วยราชการ
ฉันสอนอยู่ที่โรงเรียนบ้านน้ำลอมเป็นเวลาถึง ๖ ปี เนื่องจากอัตราครูเกินเกณฑ์ จึงมีสิทธิ์เลือกโรงเรียนได้ตามความพอใจ แต่ฉันได้ศึกษาแล้วเห็นว่าโรงเรียนวิทยสัมพันธ์ มีอัตราครูต่ำเกณฑ์มากและขาดครูสอนภาษาอังกฤษ ฉันขอเลือกลงที่โรงเรียนวิทยสัมพันธ์ เมื่อปีการศึกษา ๒๕๔๖ เดินทางไปกลับทุกวันเช่นกันระยะทาง ๑๕๖ ก.ม. ใคร ๆ ว่าฉันเป็น..คนเมืองเข้าป่า

คิดถึงคะ
เล่าเรื่องราวความเป็นครูได้จนเห็นภาพเลยคะพี่คิม
แวะมาเยี่ยมคุณครูคิม
สวัสดีครับ
พี่คิมคนดีของหนู
อ่านสาระดีดี จากครูคุณภาพ
หวนนึกถึงตัวเองที่มีความยาก..
ความลำบากไปอีกแบบหนึ่ง....
กับความลำบากที่ต่อสู้กับ..
ความอยุติธรรมของสังคม
เด็กตัวน้อยนิดเป็นฝ่ายที่ถูกกระทำ
เพียงเพราะเด็กเหล่านั้นเขา"รักและ
ศรัทธา"ต่อครูของเขา..เศร้าค่ะ
ดีใจค่ะ ที่มีครูอย่างครูคิม
สังคมทุกวันนี้จะหาคนที่มีคุณค่าเต็มเปรี่ยมนี่ยากมากค่ะ
เป็นกำลังใจให้นะคะ
สวัสดีครับเกลอ
เกลอเขียนบรรยายให้รายละเอียด ทำให้นึกถึงวรรณกรรม สองเรื่อง คือ
มือนั้นสีขาว ของศักดิ์ศิริ มีสืบสม ตอนครูใหม่ขี่เกวียนไปโรงเรียนวัน แรก "ตะกุกตะกักตะโกกตะเกก"
และอีก เรื่องคือ "ปุลากง" "ประสบการณ์สอนคนมีความแกร่ง"เกลอคือคนแกร่งครับ
อ่านแล้วทำให้เข้าใจชีวิตของครูประเทศไทยค่ะ
ขอเป็นกำลังใจให้ในการทำงาน
สำหรับแม่พิมพ์ทุกท่าน
สวัสดีค่ะคุณไก่..ประกาย~natachoei ที่~natadee
สวัสดีค่ะคุณกะทกรกบ้าน
สวัสดีค่ะน้องพิชชา
สวัสดีค่ะน้องครูแป๋ม
สวัสดีค่ะน้อง antbug
สวัสดีค่ะเกลอวอญ่า-ผู้เฒ่า-natachoei--
สวัสดีค่ะอาจารย์MSU-KM :panatung~natadee
"ฉันเบื่อหน่ายโรงเรียนนี้มาก สอนน้อย ครูเยอะเกินไป กินเงินเดือนฟรีไปวัน ๆ"
ชอบจังค่ะ
แวะมาอ่านก่อนนอนค่ะพี่คิม..รักพี่คิมนะคะ
สวัสดีค่ะน้อง สี่ซี่
"ฉันเบื่อหน่ายโรงเรียนนี้มาก สอนน้อย ครูเยอะเกินไป กินเงินเดือนฟรีไปวัน ๆ"
สวัสดีค่ะน้องมหาเหรียญชัย เหรียญชัย มาวงษ์
สวัสดีค่ะน้องadd