สิ่งที่ทำให้ผู้เขียนหวั่นไหวมากที่สุด
บันทึกนี้ ผู้เขียนขอเขียนถึงบุคคลหนึ่ง ที่ไม่เคยบันทึกถึง ในงานการไปเป็นอาสาสมัคร ที่กุสินาราคลินิก อาจเป็นเพราะเป็นคนที่ใกล้ชิดมาก จนเหมือนจะมองผ่านเลยไป แต่วันนี้ มาระลึกถึง ด้วยความรู้สึกขอบใจมากๆ เพราะทั้งหมดจากเขาผู้นี้ ล้วนเป็นแรงบันดาลใจ ให้การเดินทางไปสู่ต่างแดน และ ทำในสิ่งที่ไม่เคยทำมาก่อน ได้สำเร็จ ด้วยความปลอดโปร่งโล่งใจ
สิบกว่าปีมานี้ ผู้เขียนได้อยู่กันตามลำพัง กับลูกชายคนเดียวมาตลอด ดูเหมือนจะเป็นเพื่อนสนิทกันมากกว่า เราดูแลกันและกัน ด้วยความสุขใจ หากใครมีความปรารถนาใฝ่ฝันสิ่งใด เราต่างก็ให้กำลังใจสนับสนุน จนอีกฝ่ายหนึ่งสมหวังตามที่ตั้งใจเสมอมา
ลูกโตแล้ว มีงานการทำ ช่วยเหลือตัวเองได้ดี แต่ไม่นึกว่า เอาเข้าจริง ที่ผู้เขียนเคยรู้สึก หมดห่วงนั้น ในวันที่จะจากกัน กลับเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้เขียนหวั่นไหวมากที่สุด ไม่เคยจากกันไกลๆขนาดนี้ ความผูกพันเริ่มพันธนาการผู้เขียนเอง แต่คงเพราะเคยเป็นกัลยาณมิตรกันมาก่อน ถึงคราวนี้ ดูเขาก็กระตือรือร้น จัดแจง พาไปทำเอกสารการเดินทาง จองตั๋วเครื่องบิน รับส่งให้ไปทำภารกิจสำคัญก่อนเดินทาง รวมทั้งช่วยจัดเตรียมข้าวของ เครื่องใช้ ที่อาจขาดเหลือเมื่อต้องอยู่ในที่ต่างบ้านต่างเมือง ที่สุด เป็นผู้ส่งผู้เขียนขึ้นเครื่องบิน บางครั้งก็พูดให้กำลังใจมากๆ จนเราเองมีความฮึกเหิม ลืมกังวลในสิ่งที่ไม่รู้เห็นภายภาคหน้าได้
เหมือนสิ่งที่กำลังจะได้กระทำต่อไปนี้ ช่างมีความหมาย และยิ่งใหญ่ ต่อจิตใจเขาเสมอ
วันที่เราจะจากกัน ผู้เขียนได้มอบหมายภารกิจที่ยังมีอยู่ ทางประเทศไทยโดยการลงชื่อมอบอำนาจให้เขาทั้งหมด ให้ทำใจว่า การจากครั้งนี้ อาจหมายถึงการตายจากกันก็ได้ การตัดสินใจใดๆ ขอให้ทำได้เลย ไม่ต้องรอคอยและกังวล
เขานำเทียนแบตเตอรี่ ฝากให้ผู้เขียนเปิดบูชาพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ณ แดนพุทธภูมิให้ด้วย ซึ่งต่อมา ผู้เขียนก็ได้ทำตามที่เขาต้องการทุกประการ
ไม่ค่อยได้เขียนบันทึกถึงคนในครอบครัวมากนัก คงเป็นเพราะความคุ้นเคย และจำได้เสมอนั่นเอง แต่เมื่อจะถ่ายทอดเรื่องราว บนเส้นทางการเดินทางครั้งสำคัญนี้ จึงเห็นสมควรกล่าวถึงไว้ด้วย เพราะเขาเป็นผู้หนึ่ง ที่คอยประคับประคอง ให้กำลังใจ และต่อยอดความฝัน ของผู้เขียนให้ดำเนินไปจนสุดเส้นทาง
การเดินทางจากแผ่นดินเกิดในวันที่ ๑๓ มีนาคม ๒๕๕๑ เพื่อไปสู่ประเทศอินเดีย รัฐอุตตรประเทศ เมืองกุสินารา เขาจึงเป็นคนสุดท้าย ที่ผู้เขียนหันกลับไปแลมอง อย่างคิดถึง และยังห่วงใยเหมือนเดิม

อยากบอกว่า
แม่รักลูก
และขอบใจมากๆจ้ะ
เจริญพร โยมหมอ
ขอนำกลอนดอกสร้อยท่านพุทธทาสให้โยม
ความเอ๋ยความทุกข์โศก
ของมีค่าคู่โลกอย่าสงสัย
ยังหลงมัวตัวตนอยู่กลใด
เป็นต้องได้โศกแน่แม้แต่ลอง
ทุกสิ่งสรรพเกิดดับอยู่ตามธรรม
ใจเจ้ากรรมเข้ารับเอาเป็นเจ้าของ
ต้องพลอยเข็ญพลอยขุกทุกทำนอง
แล้วแต่ของของตนเป็นเช่นไรเอย.
เจริญพร
ถ้าเราไม่บอกเขาอาจจะไม่รู้ก็ได้ว่า....แม่รัก
การแสดงให้เขารู้ว่าแม่...รัก นั้นถูกต้องแล้ว
จะเป็นวิธีไหนก็แล้วแต่.. เป็นสิ่งที่ควรกระทำอย่างยิ่ง
ขอบคุณมากครับ
สวัสดีค่ะ1. pa_daeng [มณีแดง คนสวย แซ่เฮ]
แต่หลานชายเขารู้จักป้าแดงนะคะ
ป้าที่เป็นน้า โอ๊ยงง
สักวันคงได้พบกับ ตัวจริง เสียงจริง
อาจเปลี่ยนจากน้า เป็นเรียกพี่แดงก็ได้นะคะ
กรายนมัสการเจ้าค่ะท่านพระปลัด
คำของท่านพุทธทาส
ลึกซึ้งกินใจเสมอ
เป็นความหวั่นไหวของโยมเอง
ที่ทำให้รู้ว่า ยังตัดไม่ขาด
หรือสัญชาตญาณของความเป็นแม่
จะเป็นเช่นนี้เจ้าคะ
ความรักของแม่ค่ะ รัก ห่วงใย มีความหวังดีให้ลูกเสมอ
สวัสดีค่ะพี่เกษตรยะลา
จริงค่ะ
เราควรบอกรักคนที่เรารักบ่อยๆ
เป็นความรู้สึกดี
และไม่เบื่อฟังเลยค่ะ
เราแม่ลูก ก็กอดและบอกรักกันบ่อยๆเช่นกัน
ขอบคุณพี่ค่ะ
สวัสดีค่ะคุณคุณน้อยหน่า
ขอบคุณที่มาช่วยกันยืนยัน
คนเราเมือ่ต้องประสบกับตัวเองเท่านั้น
จึงจะรู้ และเข้าใจกัน
ความรักระหว่างแม่ลูก คงเป็นรักที่ตัดยากที่สุดหรือเปล่านะคะ
สวัสดีครับ..พี่รุ่ง..
ระหว่างลูกกับแม่-พ่อ.. ไม่โตเกินกว่าที่จะโอบกอด-บอกรัก
แต่ทำไมนะ..ทำไม
ผมกลับ..เขินอาย
สวัสดีค่ะอ.แผ่นดิน
เพราะอาจารย์มีวิธีที่จะบอกรักด้วยวิธีอื่นน่ะซิคะ
จำที่วันไปนอนเต้นท์ ที่ดงหลวงได้ดี
ครอบครัวแผ่นดิน คุยกันกระหนุ๋งกระหนิงน่ารัก
คุยไป สอนไป ลูกก็อ้อนไป เป็นความรู้สึกว่าโชคดี
ที่ได้ยินได้ฟังแบบนี้
อย่างนี้เรียกว่า ห่มรักค่ะ
ห่มด้วยความรู้สึกที่ดี สัมผัสได้ด้วยใจไงคะ
เป็นกำลังใจให้ึครับ ^^
สวีสดีค่ะคุณsuksom
ขอบคุณมาก
บันทึกหน้าจะเป็นเรืาองที่เกี่ยวข้อง
เมื่ออยู่อินเดียแล้วนะ
อย่าพลาดเชียว มีคนสำคัญๆอีกตั้งหลายคน
ที่ระลึกถึงค่ะ