บางเรื่องก็เป็นเรื่องการกลับมาของลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ หรือแม้แต่เรื่องทุกข์ ๆ เศร้า ๆ ก็ไม่เว้นที่จะนำมาบอกกล่าว .. เพื่อนำไปสู่การร่วมรับรู้รับฟัง และร่วมแบ่งเบากันฉันท์ญาติมิตร

ผมยังคงจดจำความรู้สึกในความหลังเก่าๆ ได้ดี  โดยเฉพาะฉากชีวิตที่เกิดขึ้นในบ้านเกิดอันเป็นที่รักของผมเอง 

ทุกครั้งที่มีโอกาสนึกย้อนกลับไปสู่อดีต  หัวใจของผมจะรู้สึกพองโตและอุ่นอิ่มไปกับความทรงจำ หรือความหลังเก่า ๆ  เหล่านั้นเสมอ

          ช่วงวันขึ้นปีใหม่ของทุกปี   ในบ้านเกิดของผมนั้น  ไม่เพียงแต่เฉพาะเป็นวันรวมญาติและเฉลิมฉลอง
“วันใหม่...ชีวิตใหม่”  เท่านั้น  หากแต่ยังมีประเพณีที่ร้อยรัดให้คนทุกคนในหมู่บ้านได้ก้าวพ้นชายคาบ้านออกมาทำกิจกรรมร่วมกันอย่างอบอุ่น 
         
และกิจกรรมที่ว่านั้นก็คือ  การทำบุญตักบาตร  นั่นเอง
          ผมเชื่อเหลือเกินว่า  การทำบุญตักบาตรในเทศกาลสิ้นปีเก่าและต้อนรับปีใหม่นั้น ไม่ว่าที่ใดก็นิยมยึดปฏิบัติด้วยกันทั้งนั้น  เพราะพิธีกรรมดังกล่าว  คือกลไกอันสำคัญของการ
ช่วยให้แต่ละคนรู้สึกดีกับชีวิต  มีขวัญกำลังใจ ก่อเกิดเป็น “แรงฮึด”  เพื่อฝ่าฟันกับอุปสรรคนานัปการบนเส้นทางของชีวิต

จากวันนั้นถึงวันนี้  ผมยังคงจดจำเรื่องราวที่เกิดขึ้นในวันขึ้นปีใหม่  ณ บ้านเกิดของผมได้เป็นอย่างดี  

ภาพชีวิตทุกฉากยังคงเคลื่อนไหวไปมาอย่างสม่ำเสมอในตัวตนของผม  ราวกับว่าเรื่องราว  หรือฉากชีวิตที่ว่านั้นไม่ใช่ “อดีต” หากแต่เป็น “ปัจจุบัน”  ที่ยังแตะต้องและสัมผัสได้

          ในสมัยที่ยังเป็นเด็ก  ผมจำได้แม่นยำเลยว่า  พอถึงวันสิ้นปีเมื่อไหร่  แม่จะออกจากบ้านไปในช่วงสายๆ  โดยมี “ศาลากลางบ้าน”  เป็นจุดนัดพบกับเพื่อนบ้านคนอื่น ๆ 

          แม่บอกว่า  ในวันสิ้นปีนั้น  ชาวบ้านจะมารวมตัวกันเพื่อ “ห่อข้าวต้มมัด”  พร้อม ๆ กับการจัดเตรียมสถานที่เพื่อรองรับการ “สวดมนตร์เย็น”  (เจริญพระพุทธมนต์)  ซึ่งส่วนมากแล้วคนที่มาก็จะไม่ค่อยเดินดุ่มๆ มามือเปล่า  ใครมีข้าวปลาอาหารก็จะถือติดไม้ติดมือมา “ทานมื้อเที่ยง” ร่วมกันเสมอ 

          และนั่นก็รวมถึงการนำเอาก้อนกรวด หรือก้อนหินเล็กๆ  ใส่ขันมารวมกันไว้ที่ศาลากลางบ้าน  ตลอดจนการนำดอกไม้ธูปเทียนอันเป็นสัญลักษณ์ของประเพณีและพิธีกรรมมารวมไว้ที่ศาลากลางบ้านด้วยเหมือนกัน 

 

เกี่ยวกับช่วงเวลาดังกล่าวนี้  ผมยังเคยมีโอกาสได้ไป “ป่วนเปี้ยน”  ในบริเวณดังกล่าวอยู่บ่อยครั้ง 

บางครั้งก็ติดตามแม่ไปเฉยๆ เพราะคิดว่าอยู่บ้านก็ไม่มีอะไรทำ  แต่บางครั้งก็นัดหมายกับเพื่อน ๆ  ให้ไปวิ่งเล่นกันแถวนั้น

          ผมชอบบรรยากาศที่เห็นผู้หลักผู้ใหญ่หลายท่านมาทำกิจกรรมร่วมกันในศาลากลางบ้านเป็นอย่างมาก   บางกลุ่มนั่งห่อข้าวต้มมัด   บางกลุ่มนั่งจัดเตรียมฝ้ายผูกแขน  บางกลุ่มโยงด้ายสายสิญจน์  บางกลุ่มเช็ดถ้วยชามและจัดเรียงไว้พร้อมใช้  บางกลุ่มทำความสะอาดรอบ ๆ บริเวณศาลากลางบ้าน 
         
ขณะที่บางกลุ่มก็จัดเตรียมสถานที่เกี่ยวกับพิธีสงฆ์ที่จะมีขึ้นในเย็นย่ำของวันนี้   
          
และท้ายที่สุดก็เห็นจะไม่พ้นภาพของแต่ละคนที่นั่งล้อมวงทานอาหารกลางวันร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย  พลอยให้ผมได้รับอานิสงส์อิ่มท้องไปจากตรงนั้นด้วยเหมือนกัน   
         
แต่พอหนังท้องตึง หนังตาก็หย่อน  จึงถือโอกาสทิ้งตัวลงนอนกลางวัน หรือ ”นอนเว็น” อยู่ในตัวศาลากลางบ้านแบบไม่รู้ร้อนรู้หนาว   มาตื่นอีกทีก็ช่วงบ่ายคล้อยอันเป็นช่วงประจวบเหมาะที่ผู้หลักผู้ใหญ่เริ่มโยงสายสิญจน์จากหลังคาเรือนต่างๆ มายังตัวศาลากลางบ้าน  
         
เมื่อเห็นภาพเช่นนั้น  ผมและเพื่อนๆ  ก็ไม่เคยที่จะยอมอยู่เฉยๆ  รีบลุกขึ้นมาอย่างฉับไว จากนั้นก็กุลีกุจอเข้าไปขันอาสาจับโน่นโยงนี่ไปตามประสาเด็กๆ 
         
ก่อนจะกลับบ้านไปพร้อมกับแม่เพื่อเตรียมอาบน้ำอาบท่า รอเวลามาร่วมพิธีตาม
“ฮีตคอง” ในช่วงเย็นอีกครั้ง

จะว่าไปแล้ว 
           
ผมชื่นชอบและหลงรักบรรยากาศวันสิ้นปีที่เกิดขึ้น ณ ศากลางบ้านเป็นที่สุด  เพราะมันคือ “พื้นที่แห่งชีวิต”  ที่ทำให้ผมได้เห็นภาพแห่งความรักความสามัคคีของคนในหมู่บ้าน   ตลอดจนการได้เห็นและได้ฟังเรื่องราวต่างๆ  ของแต่ละคนที่นำมาบอกกล่าวเล่าแจ้งแบ่งปันการรับรู้ร่วมกันฉันญาติมิตร 

บางเรื่องเป็นเรื่องเอิบอิ่มจากการเก็บเกี่ยวผลผลิตจากท้องไร่ท้องนา  บางเรื่องเป็นเรื่องงานบวชงานแต่งของลูกหลานที่กำลังจะมีขึ้น 

บางเรื่องก็เป็นเรื่องการกลับมาของลูกหลานที่ไปทำงานในเมืองใหญ่ๆ   หรือแม้แต่เรื่องทุกข์ ๆ เศร้า ๆ ก็ไม่เว้นที่จะนำมาบอกกล่าว .. เพื่อนำไปสู่การร่วมรับรู้รับฟัง และร่วมแบ่งเบากันฉันท์ญาติมิตร 
 


 

ครั้นถึงเวลาที่พระอาทิตย์คล้อยลับทิวไม้ทางทิศตะวันตก  
          
ชาวบ้านแต่ละคนก็จะกระตือรือร้นที่จะทำภารกิจส่วนตัวให้เสร็จสิ้นโดยเร่งด่วน  ทั้งการอาบน้ำอาบท่า กินข้าวกินหมาก  จากนั้นก็ลงกระไดบ้านมา “ตุ้มโฮม”  กันที่ศาลางกลางบ้าน  เพื่อร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสวดมนต์เย็น, รับศีลรับพร
         ในระยะแรกเริ่มที่ผมจำภาพชีวิตในเรื่องเหล่านี้นั้น  
         
หมู่บ้านยังไม่มีเครื่องกระจายเสียงเลยแม้แต่ชุดเดียว   พระสงฆ์และสามเณรเพียงไม่กี่รูปที่นิมนต์มาจากวัดประจำหมู่บ้านก็สวดมนต์ด้วยเสียงอันดังจากปากเปล่ากันทั้งนั้น

แต่ถึงกระนั้น  เสียงสวดมนต์ที่ว่านั้นก็ยังคงมีพลังมากพอที่จะสะกดให้ผู้คนที่นั่งพนมมือในศาลากลางบ้านสงบนิ่ง ..เงียบงัน.. ทำเอาเด็กตัวเล็กๆ อย่างผมรู้สึกราวกับว่า  ณ ที่ตรงนั้น  เต็มไปด้วยความขรึมขลัง  ควรต่อการแสดงเคารพและศรัทธาเป็นที่สุด

         ต่อเมื่อบ้านเมืองเจริญขึ้น  ผมถึงได้เห็นการมาเยือนของเครื่องเสียง หรือเครื่องไฟ  ซึ่งช่วยให้การสวดมนต์เย็น หรือแม้แต่พิธีกรรมต่างๆ ที่เกิดขึ้น ณ ที่ตรงนั้น  เป็นเสมือนการถ่ายทอดสดทางคลื่นเสียงไปโดยปริยาย

และเจ้าเครื่องเสียง หรือเครื่องไฟที่มีไมโครโฟนเล็ก ๆ แค่อันเดียวนั้น  ก็ได้สร้างความระทึก และสุดทึ่งให้กับผมเป็นอย่างมาก  ถึงขั้นอดใจไม่ไหว  จำต้องค่อยๆ ลุกออกมาจากตักแม่  เสร็จแล้วก็เลียบๆ เคียงๆ  แทรกฝ่าผู้คนเข้าไปซุกนั่งอยู่บนตักพ่อ เพื่อจะได้ดูความมหัศจรรย์ของเครื่องเสียงนั้นอย่างใกล้ๆ 

โดยลึกๆ ก็ได้แต่ฝันหวานว่าคงมีโอกาสได้แตะต้องสัมผัสเจ้าไมโครโฟนบ้างกระมัง  ซึ่งสมัยนั้น  เราต่างก็รู้จักและเรียกอย่างคุ้นปากว่า  “หมากอะโหล” !

 

เกี่ยวกับเรื่องเจ้าเครื่องเสียงที่ว่านี้

ผมเคยได้ถามพ่อบ้างเหมือนกันว่าได้มายังไง ?  และใครเป็นคนบริจาค ?

ซึ่งถ้าจำไม่ผิด  ชื่อเจ้าของเครื่องเสียงที่พ่อบอกนั้น  เป็นชื่อที่ผมไม่คุ้นเคยเอาเสียเลย  และดูเหมือนว่าพ่อจะรู้ว่าผมยังงงๆ กับชื่อนี้  จึงชี้ไปยังเครื่องขยายเสียงที่ตั้งอยู่ใกล้ๆ  เพื่อให้ผมได้สะกดคำเอาเองว่า  เจ้าของเครื่องที่ว่านั้น มีชื่อว่าอย่างไร ?

แต่ถึงกระนั้น  ผมก็ไม่เคยตั้งหน้าตั้งตาสะกดคำเพื่อให้รู้ว่าเจ้าของเครื่องเสียงนี้เป็นใคร  จึงได้แต่มองไปตามจุดที่พ่อชี้นิ้วให้อ่าน  แต่ก็ยอมรับว่าในเบื้องลึกนั้น คล้ายกับว่า บุคคลดังกล่าวนั้นต้องไม่ใช่คนธรรมดาเหมือนเราๆ 

และเรา อันหมายถึงคนทั้งหมู่บ้าน ต่างก็ติดหนี้บุญคุณบุคคลท่านนี้ด้วยกันทั้งนั้น 
ส่วนผมก็นึกไปตามประสาเด็กว่า  เจ้าของเครื่องเสียงที่ว่านี้  เป็นคนดี ใจดี มี
เมตตา เป็นเหมือน “นักบุญของคนยาก”  เสียดายก็แต่วันนั้น  ไม่ยอมมาปรากฏตัวแจกขนมให้เด็กๆ เหมือน “คุณลุงซานตาฯ”  เท่านั้นเอง   

จนกระทั่งผมโตขึ้นมาหน่อย  ถึงได้รู้ว่า  ผู้ที่กรุณามอบเครื่องเสียงอันมหัศจรรย์ให้กับหมู่บ้านของผมนั้น  ที่แท้ก็คือ “ส.ส.” นั่นเอง 
          หาใช่นักบุญเสียเมื่อไหร่ ?


"หลักบ้าน" ...ที่ยึดเหนี่ยวทางจิตใจของชุมชน  ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับบ้านของผมเอง

 

 

ในเย็นย่ำวันดังกล่าวนั้น
          หลังเสร็จสิ้นการสวมมนต์เย็นแล้ว  ผมชอบที่จะเดินตามพ่อและแม่กลับบ้าน  เพราะนั่นหมายถึงการได้ถือขันน้ำที่เต็มไปด้วยกรวดดินหินทรายกลับไปด้วย

          พอกลับถึงบ้าน,  ก็นำกรวดดินหินทรายที่ว่านั้น  โปรย หรือหว่านขึ้นไปบนหลังคาเรือน  ส่วนหนึ่งก็หว่านไปรอบๆ ตัวบ้าน  รวมถึงคอกวัวใต้ถุนบ้านก็ไม่เว้น-เป็นการไล่ความเสนียดจัญไร หรือความอัปมงคลต่างๆ  ให้หลีกลี้หนีหายไปจากครอบครัวของเรา 

          ผมชื่นชอบช่วงนี้มาก  เพราะมันทำให้รู้สึกราวกับว่า  ขณะนั้นตัวเองมีของวิเศษอยู่ในมือ และมีอำนาจอันวิเศษที่จะขับไล่ภูตผีและความเลวร้ายทั้งปวงให้พ้นไปจากบ้านและคนที่เรารัก          

         ซึ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้  ยังเคยต้องแย่งกันทำหน้าที่นี้กับพี่ชายอยู่เสมอ  เดือดร้อนให้พ่อมาเป็นผู้จัดสรรปันส่วนให้เลยก็มี  และเมื่อโปรยหว่านกรวด-ดิน-หิน-ทรายต่างๆ  แล้ว  ค่ำคืนนั้นก็จะหลับฝันอย่างเป็นสุข  โดยมีเป้าหมายว่า  พรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า  เพื่อจะได้ไปทำบุญตักบาตรร่วมกับชาวบ้านที่ศาลากลางบ้าน

รุ่งเช้า...
        หมู่บ้านทั้งหมู่บ้าน  จะถูกปลุกด้วยเครื่องเสียงอันทรงพลัง 
       
เพียงชั่วไม่นานนัก  ศาลากลางบ้านหลังเล็กๆ  ก็แน่นขนัดไปด้วยผู้คนหลากวัย 
       
ส่วนหนึ่งจัดเตรียมสิ่งต่างๆ  อย่างไม่ต้องมีการมอบหมาย  ผู้ชายไปรับพระสงฆ์จากวัด  และส่วนใหญ่ที่เป็นผู้หญิง ก็รับหน้าที่ในการจัดเตรียมข้าวปลาอาหารเพื่อเตรียมถวายเป็นภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์

        ถึงตอนนี้, ผมชอบที่จะเข้าไปนั่งใกล้ๆ พ่อเสมอ  เพราะจะได้มีโอกาสถวายบาตรและถวายอาหารต่างๆ  ด้วยตัวเอง 
       
ซึ่งก็ดูเหมือนว่า  ผู้หลักผู้ใหญ่ทั้งหลาย  ต่างก็ยินดีส่งเสริมและสนับสนุนให้ผมได้ทำหน้าที่นั้นอย่างเต็มที่  ยิ่งมีคำชมให้ได้ยิน  ยิ่งทำให้หัวใจของผมพองโต อย่างชัดเจน

       จวบจนพระสงฆ์และสามเณรฉันอาหารเช้าเสร็จสิ้นและให้พร  ตลอดจนการพรมน้ำมนต์เป็นที่เรียบร้อย   ทั้งผมและเพื่อนๆ ต่างก็จะเข้าไปยกถาดข้าวปลาอาหารต่างๆ  มาจัดเรียงตั้งเป็นวงๆ ให้ทุกคนได้ล้อมวงรับประทานอาหารเช้าร่วมกันอย่างเอร็ดอร่อย

       อาหารเช้าวันนี้  หลากหลายทั้งอาหารคาวหวาน 
      
และสำหรับเด็กๆ อย่างผมและเพื่อนๆ  ก็มักได้รับการดูแลอย่างดียิ่งจากผู้หลักผู้ใหญ่  ได้กินอาหารประเภทเนื้อมากกว่าผักเสียด้วยซ้ำ (เพราะไม่ชอบกินผัก)  หรือแม้แต่ขนมนมเนยต่างๆ นั้น  ก็ได้รับมาอย่างล้นหลาม 
      
ยิ่งมีน้ำอัดลมที่พระท่านฉันไม่หมด ยิ่งถือเป็น
“ของโปรด”  สำหรับผมโดยแท้

สายสิญจน์โยงจากบ้านหลังหนึ่งไปอีกบ้านหลังหนึ่ง..ปัจจุบันบ้านแต่ละหลังไม่มีกำแพงกั้นระหว่างเพื่อนบ้าน

 

นี่เป็นเรื่องราวความทรงจำจากวัยเด็กของผมเอง
ถึงแม้ภาพ หรือฉากชีวิตในเรื่องพิธีกรรมจะไม่เด่นชัดเสียทั้งหมด  เพราะนั่นคือห้วงชีวิตที่เรายังเด็กเกินกว่าที่จะรับรู้ว่า  ในพิธีกรรมเหล่านั้นมีอะไร,  ทำอะไร, และเพื่ออะไรกันบ้าง  ...
        แต่ในมิติของความรู้สึกแล้ว  ผมจำได้แม่ยำว่า  ในช่วงวันสิ้นปีเก่าและวันขึ้นปีใหม่ที่ว่านี้  เป็นวันที่ผมมีความสุขตามประสาเด็กมากที่สุดอีกวันหนึ่งเลยก็ว่าได้


ทุกวันนี้   พ่อและแม่ยังคงนำพาชาวบ้านจัดงานหรือพิธีกรรมเช่นนี้เรื่อยมา  หากแต่ทุกวันนี้  ได้พ่วงการบายศรีสู่ขวัญเข้ามาด้วย  เพราะนั่นคือส่วนหนึ่งของการสร้างความเป็นสิริมงคลให้กับชาวบ้าน  รวมถึงการรับขวัญลูกหลานที่กลับมาจากกรุงเทพฯ  ไปในตัว
 

เรื่องทั้งปวงที่ผมเล่ามานี้  ฟังดูก็เหมือนการยกเอา “บุญเบิกบ้าน”  หรือ “บุญซำฮะ”  ในเดือนเจ็ดมาจัดในช่วงนี้เลยก็ว่าได้ 
      
เป็นการปรับแต่งตามบริบทของหมู่บ้าน  คงไม่ถึงกลับเป็นการแหวกขนบฮีตคองเสียทั้งหมด  คล้ายกับการสื่อให้เห็นว่า  เมื่อยุคสมัยเปลี่ยนไป  อะไรๆ ก็เปลี่ยนรูปเปลี่ยนร่างไปด้วย  เมื่อต้องลงมือทำอะไร  ก็ยึด “ฤกษ์สะดวก”  ทางสังคมเป็นหลัก  ภายใต้กฎกติกาอันเห็นร่วมฉันญาติมิตรเป็นที่ตั้ง

 

แล้วท่านละครับ, 
มีความทรงจำใดบ้างกับบ้านเกิดเมืองนอนของตนเอง
และความทรงจำที่ว่านั้น 
ยังคงแจ่มชัด  ...  หรือนับวันก็ยิ่งเลือนรางขึ้นทุกขณะ