ครม.แจกแหลก

ครม.แจกแหลก ทุ่มงบฯหมื่นล้านขึ้นเงินเดือน"กำนัน-ผญบ.-ผู้ช่วย ผญบ." 2.9 แสนคน 100% แบ่งจ่าย 2 ปี ได้ครบปี 2554 หลัง "ภูมิใจไทย" ถกเดือด"ปชป."ชิงผลงานโบว์แดง นายกฯ ปัดหวังหาเสียงเลือกตั้ง เร่งบรรจุ ขรก.ใหม่ 2.4 หมื่นตำแหน่งเดือน เม.ย. ตั้ง กก.แจกที่ดินชาวบ้านอีก 2 แสนไร่ภายใน มี.ค.

นายถาวร เสนเนียม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยภายหลังประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่โรงแรมดุสิตธานี หัวหิน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี เมื่อเวลา 15.30 น. วันที่ 24 กุมภาพันธ์ว่า ครม. อนุมัติหลักการการปรับเพิ่มอัตราเงินตอบแทนกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล สารวัตรกำนัน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ จำนวน 290,998 คน ตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมา แต่ให้ดำเนินการแบบค่อยเป็นค่อยไปภายใน 2 ปี โดยในปีงบประมาณ 2553 ให้ปรับขึ้นค่าตอบแทนให้แก่กลุ่มคนดังกล่าวร้อยละ 50 ก่อน จากนั้นในปี 2554 ให้ปรับขึ้นอีกร้อยละ 50 นั่นหมายความว่าจะได้ขึ้นค่าตอบแทน 100 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2554 ทั้งนี้ คาดว่าจะใช้งบประมาณ 5,000 ล้านบาท/ปี รวมเป็น 1 หมื่นล้านบาท

นายถาวรกล่าวต่อว่า สาเหตุที่ต้องปรับขึ้นค่าตอบแทนให้ เพื่อสร้างขวัญและกำลังใจในการปฏิบัติหน้าที่ในภาวะที่เศรษฐกิจไม่ดี เพราะมีภาระค่าใช้จ่ายสูง ซ้ำยังปฏิบัติภารกิจหนัก แต่ไม่ได้รับการดูแลเรื่องค่าตอบแทนมาเป็นเวลา 10 ปีแล้ว ขอยืนยันว่าไม่มีเหตุผลทางด้านการเมือง ไม่ได้เป็นการหาเสียงล่วงหน้า ผู้สื่อข่าวถามว่า การขึ้นเงินเดือนให้กำนันผู้ใหญ่บ้านจะถือเป็นผลงานของพรรคภูมิใจไทย หรือพรรคประชาธิปัตย์ นายถาวรกล่าวว่า การตัดสินใจขั้นสุดท้ายอยู่ที่นายกรัฐมนตรี ไม่ได้อยู่ที่การออกมาให้สัมภาษณ์ของใคร

ด้านนายศุภชัย ใจสมุทร รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี จากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) แถลงเพิ่มเติมว่า ค่าตอบแทนใหม่ที่กลุ่มคนดังกล่าวจะได้รับเป็นดังนี้ กำนันมี 7,077 คน ปัจจุบันได้ค่าตอบแทน 5,000 บาท/เดือน ในปีงบประมาณ 2553 จะปรับขึ้นเป็น 7,500 บาท/เดือน และได้เป็น 10,000 บาท/เดือนในอีก 1 ปีถัดไป ส่วนผู้ใหญ่บ้านมี 67,085 คน ปัจจุบันได้ค่าตอบแทน 4,000 บาท/เดือน ในปี 2553 จะได้ขึ้นเป็น 6,000 บาท และได้เป็น 8,000 บาท/เดือน ในปี 2554 ส่วนแพทย์ประจำตำบล 7,077 คน สารวัตรกำนัน 14,154 คน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายปกครอง 151,724 คน และผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ 46,181 คน ปัจจุบันได้ 2,000 บาท/เดือน ในปี 2553 จะได้ขึ้นเป็น 3,000 บาท และเป็น 4,000 บาท/เดือนในปี 2554 นายศุภชัยกล่าวว่า ครม. ยังไม่อนุมัติร่างกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับกำนันผู้ใหญ่บ้านตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอมา 2 ฉบับ คือ พระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ลักษณะปกครองท้องที่ (ฉบับที่ ...) พ.ศ....  และร่าง พ.ร.บ.เทศบาล (ฉบับที่...) พ.ศ....  โดยสาระสำคัญคือ กำหนดให้การยกเลิกตำแหน่งกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนัน จะกระทำมิได้ ยกเว้นท้องที่ที่มีความเจริญ สามารถจัดการดูแลและปฏิบัติหน้าที่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน  ผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้าน  แพทย์ประจำตำบล และสารวัตรกำนันได้เองแล้ว ถึงให้ รมว. มหาดไทยประกาศยกเลิก เนื่องจากกระทรวงมหาดไทยมองว่า พ.ร.บ.เทศบาล พ.ศ. 2496 ที่ระบุว่าเมื่อท้องถิ่นใดได้รับการยกสถานะเป็นเทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร ให้ผู้ดำรงตำแหน่งดังกล่าวพ้นไป เป็นบทบัญญัติที่ไม่ถูกต้อง  "นายกฯ เห็นว่าเรื่องนี้มีความเกี่ยวข้องกับท้องถิ่น จึงขอให้ถอนเรื่องออกไปก่อน เพื่อให้คณะกรรมการกระจายอำนาจให้แก่องค์กรปกครอง

ส่วนท้องถิ่น (กกถ.) พิจารณาก่อนเสนอเข้าสู่การพิจารณาของ ครม.ใหม่" นายศุภชัยกล่าว และว่า นายกฯ ยังมีดำริว่าจะไม่มีการแต่งตั้งบุคคลไปเป็นผู้ช่วยผู้ใหญ่บ้านฝ่ายรักษาความสงบ และแพทย์ประจำตำบลแทนบุคคลที่จะเกษียณอายุลง เพราะขณะนี้แต่ละตำบลมีสถานีอนามัยหมดแล้ว

ขณะที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เคยมีมติ ครม.มานานแล้ว และเห็นว่าถึงเวลาที่ต้องเปลี่ยนอัตราค่าตอบแทน ซึ่งรัฐบาลที่ผ่านมาพูดถึงแต่ไม่อนุมัติเป็นรูปธรรม เมื่อพิจารณาถึงสถานการณ์ปัจจุบัน คิดว่าเหมาะสมที่จะขึ้นในปีงบประมาณ 2553 เรื่องนี้ไม่ใช่การหาเสียง เพราะยังไม่ถึงเวลาเลือกตั้ง

รายงานข่าวจากที่ประชุม ครม.แจ้งว่า ครม.ได้ใช้เวลาพิจารณาเรื่องการขึ้นค่าตอบแทนให้แก่กำนันผู้ใหญ่บ้านนานถึง 30 นาที เป็นการถกเถียงระหว่างรัฐมนตรีจากพรรคภูมิใจไทย (ภท.) กับ ปชป. เป็นส่วนใหญ่ หลังก่อนหน้านี้ต่างฝ่ายต่างพยายามชิงกันเปิดประเด็นดังกล่าวเพราะหวังจะใช้เป็นผลงานชิ้นโบว์แดงของพรรค โดยนายอภิสิทธิ์ติงว่าขณะนี้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจไม่สู้ดี หากขึ้นค่าตอบแทนให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน 100 เปอร์เซ็นต์ จะเป็นภาระงบประมาณค่อนข้างมาก ซ้ำบุคลากรภาครัฐประเภทอื่น ๆ อาจมาร้องขอให้รัฐบาลขึ้นเงินเดือนให้บ้าง  ดังนั้น น่าจะให้เพียงครึ่งเดียวก่อนในปีงบประมาณ 2553 ส่วนในปีงบประมาณ 2554 ค่อยว่ากันอีกที

รายงานแจ้งว่า แต่นายชวรัตน์ ชาญวีรกูล รมว.มหาดไทย ในฐานะหัวหน้า ภท. ไม่ยอม และยืนกรานต้องขึ้นค่าตอบแทนให้กำนันผู้ใหญ่บ้าน 100 เปอร์เซ็นต์ เพราะเป็นคนไปเจรจากับสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านแห่งประเทศไทยมา และได้ข้อสรุปเช่นนั้น หากไม่ทำตามนั้นก็จะเสียคน กอปรกับกำนันผู้ใหญ่บ้านถือเป็นมือไม้สำคัญของฝ่ายปกครอง และต้องทำงานอย่างหนัก

แหล่งข่าวกล่าวว่า หลังจากนั้นก็มีการโต้เถียงกันพักหนึ่ง โดยนายกรณ์ จาติกวณิช รมว.คลัง แสดงความเป็นห่วงปัญหาเศรษฐกิจในปี 2553 ซึ่งอาจทำให้ไม่สามารถขึ้นเงินเดือนได้ แต่นายชวรัตน์ยังยืนยันต่อไปว่าเดิมสมาคมกำนันฯเสนอให้ขึ้นเงินเดือนให้ทีเดียว 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ได้พยายามเจรจาต่อรองจนทางสมาคมยอมให้ขึ้น 2 ครั้ง สุดท้าย ครม.จึงต้องมีมติตามข้อเสนอของนายชวรัตน์นั่นเอง

วันเดียวกัน นพ.พฤฒิชัย ดำรงรัตน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุม ครม.มีมติเห็นชอบให้จัดตั้งคณะกรรมการอำนวยการจัดสรรที่ดินของหน่วยงานราชการให้กับเกษตรกร เพื่อนำไปใช้เป็นที่ดินทำกินและแก้ปัญหาการว่างงานจำนวน 2 ชุด ซึ่งแบ่งเป็นคณะกรรมการอำนวยการระดับประเทศ มีตนเป็นประธาน และคณะอำนวยการระดับจังหวัด มีผู้ว่าราชการจังหวัดเป็นประธาน โดยคณะกรรมการอำนวยการระดับประเทศ จะมีการประชุมในเดือนมีนาคมนี้ เพื่อหาแนวทางเจรจาขอคืนที่ดินจากหน่วยงานราชการต่าง ๆ ที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ โดยตั้งเป้าหมายปีนี้จะดำเนินการให้ได้ 200,000 ไร่

นายศุภรัตน์ ควรหา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ที่ดินที่จะจัดสรรให้เกษตรกร จะเฉลี่ยรายละประมาณ 10-15 ไร่ต่อครัวเรือน อัตราค่าเช่าอยู่ที่ 20-35 บาทต่อไร่ต่อปี ซึ่งมีข้อกำหนดว่า เกษตรกรที่ได้รับจัดสรรที่ดินต้องปลูกพืชทดแทนพลังงาน ส่วนที่ดินที่จะจัดสรร มาจากหน่วยงานราชการ โดยเฉพาะกองทัพภาคที่ 1 ซึ่งมีที่ดินที่ไม่ได้ใช้ประโยชน์ประมาณ 500,000 ไร่ ส่วนระยะเวลาจัดสรรให้ได้ตามเป้าหมาย 1 ล้านไร่นั้น ขึ้นกับคณะกรรมการอำนวยการฯ เจรจา

แหล่งข่าวจากที่ประชุม ครม.เปิดเผยว่า การพิจารณาเรื่องขอคืนที่ดินจากหน่วยงานราชการนั้น นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ได้เสนอแนวคิดว่า การดำเนินการจัดเก็บรายได้และจัดหาที่ดินควรมอบให้กรมธนารักษ์เป็นผู้ดูแล แต่การจัดสรรที่ดินและการรังวัด ควรมอบให้สำนักงานการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (ส.ป.ก.) เข้ามาช่วย ซึ่งนายอภิสิทธิ์ นายกรัฐมนตรี เห็นด้วยกับแนวทางดังกล่าว

ขณะที่นายพุทธิพงษ์ ปุณณกันต์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงว่า ครม.เห็นชอบแนวทางการบริหารจัดการตำแหน่งว่างของส่วนราชการ ตามที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) เสนอมา โดยขอให้กระทรวงที่เกี่ยวข้องเร่งบรรจุตำแหน่งข้าราชการ 24,000 ตำแหน่งแทนตำแหน่งที่ว่างลง ให้เสร็จภายในเดือนเมษายนนี้ เพื่อแก้ไขปัญหาคนว่างงาน โดยจัดสรรให้กระทรวงสาธารณสุข 7,000 ตำแหน่ง กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ 3,000 ตำแหน่ง และกระทรวงมหาดไทย 3,000 ตำแหน่ง โดยแบ่งออกเป็นตำแหน่งประเภทวิชาการ 15,212 ตำแหน่ง ประเภททั่วไป 8,807 ตำแหน่ง ประเภทอำนวยการ 186 ตำแหน่ง และประเภทบริหาร 118 ตำแหน่ง

วันเดียวกัน ระเบียบคณะกรรมการผู้สูงอายุแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์การจ่ายเงินเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุ พ.ศ. 2552 ได้ประกาศในราชกิจจานุเบกษาและมีผลบังคับใช้แล้ว  กำหนดคุณสมบัติผู้มีสิทธิได้รับเงิน 500 บาทต่อเดือน ต้องมีสัญชาติไทย มีอายุ 60 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป หรือเป็นผู้ที่เกิดก่อนวันที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2492 ไม่เป็นผู้ได้รับสวัสดิการหรือสิทธิประโยชน์อื่นใดจากหน่วยงานรัฐ รัฐวิสาหกิจ หรือองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ได้แก่ ผู้รับเงินบำนาญ ผู้รับเงินเบี้ยยังชีพตามระเบียบกระทรวงมหาดไทย หรือ กทม. ผู้สูงอายุในสถานสงเคราะห์รัฐหรือ อปท. ผู้ที่ได้รับเงินเดือน ค่าตอบแทน รายได้ประจำ หรือผลประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นที่รัฐหรือ อปท.จัดให้เป็นประจำ กำหนดให้ยื่นคำขอตั้งแต่วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2552 ถึงวันที่ 15 มีนาคม 2552 ในวัน เวลา และสถานที่ที่ อปท.กำหนด พร้อมหลักฐานบัตรประจำตัวประชาชน หรือบัตรอื่นที่ออกโดยหน่วยงานรัฐที่มีรูปถ่ายพร้อมสำเนา สมุดบัญชีเงินฝากธนาคารพร้อมสำเนากรณีขอรับผ่านธนาคาร ในกรณีมีเหตุจำเป็นไม่สามารถมาลงทะเบียนได้ อาจมอบอำนาจเป็นลายลักษณ์อักษรให้ผู้อื่นเป็นผู้ยื่นแทน

มติชน  ไทยโพสต์ 25 กุมภาพันธ์ 2552