On the Verge of Adversity
ในชีวิตของเรา เราอาจจะคิดว่าเรามีสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา และเรายึดเหนี่ยวมากมายหลายอย่าง หรือไม่กี่อย่างก็ตามแต่ เราจะรู้ได้อย่างไร ว่าสิ่งเหล่านั้นเป็นสิ่งที่เราเชื่อ ศรัทธา และยึดเหนี่ยวจริงๆ เราถามตัวเองกี่ครั้งๆ เราก็ตอบว่าใช่แล้ว เช่นนี้เป็นการเพียงพอหรือไม่ที่จะยืนยัน
ไม่ว่าจะเป็นการกระทำเพื่อคนอื่น การฟังอย่างไม่ (ด่วน) ตัดสิน การห้อยแขวน การไม่เห็นแก่ตัว พอเราถามตัวเองเมื่อไร เราก็ตอบว่ายังใช่อยู่นะ
พอเพียงหรือไม่?
ในหนังสือ On Dialogue ของ David Bohm ได้ให้นัยยะในเรื่องนี้ไว้ก็คือ เรื่องราวที่เราคิดว่าเราเชื่อ เราศรัทธา เรายึดเหนี่ยวนั้น ควรจะต้องผ่านการ "ทดสอบที่ยาก" พอสมควร เราจึงพอจะบอกตัวเองได้ว่าเรากำลังยึดเหนี่ยวกับอะไรที่ีมั่่นคงพอสมควร ใกล้เคียงกับสัมบูรณ์ ไม่ใช่เพียงแค่ชั่วครั้งคราว พอเป็นแฟชัน หรือพอพูดให้เท่ห์ ให้คมคาย ให้น่านับถือต่อสาธารณชนเท่านั้น
อาทิเช่น การฟังอย่างลึกซึ้ง (deep listening) ห้อยแขวน ไม่ด่วนตัดสินนั้น ในเวลาทั่วๆไปเราก็พบว่า เอ... มันไม่เห็นจะยากตรงไหน Ok อาจจะฝืนๆนิดหน่อย แต่พอควบคุมได้ แค่เนี้ยน่ะเหรอ deep listening โถ คิดว่ายาก คุยกันเสียใหญ่โต ที่แท้ก็ง่ายนิดเดียว เอาไปทดลองในวงการคุย วง dialogue ที่เราลองจัดดูๆ ก็ราบรื่น ไม่เห็นยากอะไร คุยเรื่องอะไรก็ได้ เราก็ฟังไปเรื่อยๆได้ ที่แท้เราก็เก่ง dialogue ไม่หยอกเหมือนกันนิ
แบบฝึกหัดข้างต้นคงจะง่่ายเกินไป อาจจะยากสำหรับคนที่มีอุปนิสัยเดิมชอบแสดงความเห็นในทุกเรื่องที่ผ่านหูผ่านตาเท่านั้น ที่อาจจะต้องบังคับฝืนใจตัวเองไม่ให้ด่วนคิด ด่วนตัดสิน ด่วนขัดแย้งไป แต่ในคนทั่วๆไปก็แค่ทนฟังไปเฉยๆ
ครั้งหนึ่งในองค์กรสหประชาชาติ เคยคิดนำเอา Dialogue ไปใช้บ้าง ปรากฏว่าเริ่มมีเงื่อนไข เราจะไม่พูดเรื่องอิสราเอลกับฉนวนกาซา หรืออาหรับนะ อื่นๆพูดได้ เราจะไม่พูดเรื่องอาฟกานิสถาน หรือบอสเนีย อื่นๆพูดได้
Dialogue หรือ deep listening จะตัดสิน ก็ต้องเอาประเด็นที่ "ยากๆ" พวกนี้แหละมาลองทำ
ถ้าพูดเรื่องทั่วๆไป เราห้อยแขวนได้ เราไม่ด่วนตัดสินได้ ลองพูดเรื่อง "คุณค่าของตัวเรา" หรือเรื่องที่เกี่ยวข้อง อาทิ การเมือง ศาสนา เรื่องเพศ ดูสิ ว่าเรายังห้อยแขวนได้ ไม่ด่วนตัดสินได้หรือไม่ แต่ละคนอาจจะต้องวกมองตนเองว่า เรามี "เรื่องต้องห้าม" อะไรเหลืออยู่ไหม แล้วลองเอาเรื่องนั้นแหละมาทดสอบ ถ้าผ่าน เป็นอันว่าเราอาจจะเริ่มพูดได้เต็มปากเต็มคำแล้วว่า เราเชื่อและศรัทธาในเรื่องของการฟังอย่างลึกซึ้ง การไม่ด่วนตัดสินอย่างแท้จริง
มีบางคนเริ่มฝึกไปไม่เท่าไหร่ ก็บอกว่าเป็นแล้ว ไม่ยาก แต่พอมีการลองตั้งวง ขนาดวงจำลอง เช่นในที่ประชุมธรรมดาๆ ก็จำต้องมีธุระเดินออกไปข้างนอกทุกที นัยว่า "ปล่อยให้เด็กๆเขาลองทำไป เราอยู่ด้วย เขาอาจจะเกร็ง" ว่าแล้วก็เดินตัวเกร็งออกไปยืนหอบ ใจสั่นอยู่ข้างนอก
เดือนนี้เป็นเดือนกุมภาพันธ์ เดือนแห่งความรัก เดือนแห่งมาฆบูชา วงการสาธารณสุขก็จะเป็นเดือนก่อนที่จะมี "งานประชุม HA ประจำปี" ที่ีจัดทุกเดือนมีนาคม มีคนมาเข้าร่วมมากขึ้นๆทุกปี ปีล่าสุดมีมากว่า 6000-7000 คน ที่ IMPACT เมืองทองธานี ในช่วงก่อนหน้านี้ ก็จะมีหลายๆโรงพยาบาลมีการตรวจเยี่ยม เพื่อขอการรับรอง HA จากสถาบันพัฒนาคุณภาพฯ บุคลากรทางการแพทย์หลายๆองค์กรก็จะเกิด "อาการลุ้น" กันมากพอสมควร ว่างานคุณภาพของเราจะเป็นอย่างไรหนอ ท่านผู้ตรวจเยี่ยมจะคิดอย่างไร ทางฝ่ายท่านผู้ตรวจเยี่ยมก็จะลุ้นพอๆกันว่า เราจะไปเจออะไรบ้าง คนมาฟังเราไปเสนอความคิดเห็น จะตอบรับอย่างไร ฯลฯ ช่วงเวลาดังกล่าว ก็จะเป็นโอกาสทองที่จะ "ทดสอบสิ่งที่เราเชื่อ สิ่งที่เราศรัทธา สิ่งที่เรายึดเหนี่ยว" กันล่ะว่่า มันจริงมากน้อยแค่ไหน
ตอนนี้ผมอยู่ที่ซิดนีย์ ไม่มีโอกาสไปงานประชุม HA ปีนี้ แต่ก็มีโอกาสได้ทดสอบสิ่งที่ตนเองคิดว่าเชื่อ ศรัทธา และยึดเหนี่ยว จนได้เหมือนกัน ทั้งๆที่มาดูงานแท้ๆ ต่อเนื่องจากบทความที่แล้ว Aware of Vulnerability นั่นเอง
เราบอกว่า เรา "ทราบ" ว่าผู้ป่วยและญาตินั้นไม่ได้อยู่ในสภาวะปกติ หากแต่อยู่ใน mode ปกป้อง ที่ไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะคิดเผื่อคนอื่นเท่ากับการดูแลตนเอง เพราะตอนนี้กำลังมีหลากหลายปัญหาคุกคามความเป็นตัวของตัวเองอยู่ ตั้งแต่สุขภาพของตนเอง หรือคนที่เรารัก หน้าที่และบทบาทของคนเกือบทุกคนในครอบครัวที่เปลี่ยนแปลงไป และการเปลี่ยนแปลงยังเป็นพลวัตร ยังไม่หยุดนิ่ง และยังมีแนวโน้มเพียงแค่คงที่หรือแย่ลงเท่านั้น โอกาสที่จะดีขึ้นแทบจะไม่มีเลย อารมณ์ของคนในกลุ่มนี้ถ้าเป็นเพียงแค่คงที่ก็ถือว่าดีมากแล้ว ถ้าไม่กำลังเปราะบางและอ่อนไหวถึงที่สุด
และเมื่อเราทราบ เราก็น่าจะ "เตรียมตัวไว่้แล้ว" ที่จะตอบรับสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจากเหตุผลดังกล่าว
หรือไม่?
คำตอบก็คงจะคล้ายๆกับตัวอย่างเรื่องการฟังอย่างลึกซึ้ง การห้อยแขวน ข้างต้น ในสถานการณ์ "ทั่วๆไป" เราก็จะพบว่าไม่มีปัญหา เราทนได้ เราทำได้ ทำได้่ค่อนข้างดีเสียด้วย เราก็พึงพอใจในสิ่งที่เราสั่งสอนนักเรียนนักศึกษาแพทย์และคนอื่นๆ ว่าทำได้จริงๆนะ ทำให้ดูได้ด้วย แต่บททดสอบแท้จริงมันต้องใช้เหตุการณ์ที่ไม่ได้อยู่ใน 95% interval ต้องเอาที่อยู่แถวๆปลายๆสุด จึงจะเป็นแบบทดสอบเลื่อนชั้น เลื่อนสายคาดเอว ว่าเรานั้นระดับสีขาว สีเหลือง สีน้ำตาล หรือสายดำกันแน่
คนทั่วไป ที่อยู่ในเกณฑ์เฉลี่ย พอเขาเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติ โอกาสสูงที่จะยังอยู่ใน "ช่วงปกติ" แต่ถ้าเราเจอคนที่อยู่ในเกณฑ์ใกล้ๆปลายอยู่แล้ว (โชคยังดี ที่เรายังมีความหวังว่าคนที่อยู่ในช่วงนอกปกติ น่าจะอยู่ในคุก หรือสถานกักกัน หรือตามที่สิงสู่อันควรที่ห่างไกลจากนิวาศสถานที่ทำงานของเรา) พอกลุ่มนี้เลื่อนจากตำแหน่งปกติ ก็อาจจะหลุดไปอยู่ตำแหน่งที่หลุด norm หรือเป็นที่อันตรายต่อสังคมทั่วไปได้
และเราก็ยังคงมีหน้าที่ที่จะต้องรักษา และดูแลคนพวกนี้อยู่ดี เราจะทำอย่างไร?
นี่คือบททดสอบที่แท้จริง
คำตอบคงจะไม่ตายตัว ขึ้นกับสังคมและสิ่งแวดล้อม ว่านิเวศที่นั้นๆนิยมหรือมีประเพณีจัดการกับพฤติกรรม antisocial อย่างไร ในสังคมตะวันตก antisocial behavior จะถูก clamp down จัดการอย่างหนักแน่น เฉียบพลัน เพราะเป็นสังคมที่กังวลเรื่องของสิทธิิปัจเจกสูงมาก อะไรที่จะไปละเมิดสิทธิคนอื่น ถ้ายอมให้จะทำให้สายใยสังคมโดยรวมง่อนแง่นพังทลายลง ดังนั้น เราสามารถจัดการกับพนักงานที่ไม่สุภาพง่ายๆ เพียงแค่ขอพูดกับผู้จัดการ หรือนายเหนือ ก็มักจะเพียงพอที่จะใช้ social rule ดึงพฤติกรรมของพนักงานลงมาได้ หรือตัวอย่างในเรื่องที่ผมยกมาก็เช่นกัน เราโอนถ่ายการมีปฏิสัมพันธ์เป็นเชิงทางการ และทำให้ social norm และ social rule ชัดเจนขึ้นในบรรยากาศการทำงาน เป็น official-like relationship ครอบครัวที่กำลัง abusive ก็รู้ตัวทันทีว่าเขากำลังหลุดจากระบบที่ปกป้องคนทุกคน คือทั้งเขาและเราด้วย เพราะ rule กลางนี้จะไม่เห็นด้วยกับสิ่งที่เขากำลังทำอยู่
กฏสังคมที่เข้มแข็งนี้มีประโยชน์มาก ทั้งผมและโรฮีลาไม่ได้รู้สึกเสีย self หรือด้อยค่าลงจากคำพูดอะไรของครอบครัวนี้เป็นเวลานานเลย ยิ่งมาทราบข้อมูลเพิ่มเติมว่าเป็นมาอย่างไร เราทราบว่าต่อไปจะยากที่จะเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้นมาอีก เพราะเราจะมี protection ที่ยึดถือได้ เรียกว่ากฏของสังคมช่วยยืนยันในพฤติกรรมตาม professionalism ที่เราได้ทำไปว่าถูกต้องแล้ว ทั้ง self และ social เกื้อหนุนพลังแก่กัน คนที่ไม่ทำตาม social rule ก็จะต้องถอยไปเอง
เหตุการณ์จะเป็นเหมือนกันหรือไม่ ในบริบทของประเทศไทย อันนี้ที่น่าสนใจ และพวกเราอาจจะต้องลองหลับตาใคร่ครวญดู
จุดอ่อนของสังคมเราประการหนึ่งก็คือ social rules ของเรานั้น มีความเสี่ยงต่อการถูก abuse ค่อนข้างสูง
มีเรื่องของ connection เรื่องของเส้นสาย เรื่องของการเกรงอกเกรงใจ และ "หน้าตา" เข้ามา ทำให้กฏสังคมนั้น ไม่แน่ว่าจะ support personal conviction หรือความถูกต้อง หลักการของปัจเจกบุคคลเสมอไปหรือไม่
และบางทีถึงการเป็นตรงกันข้าม คือจากถูกเป็นผิด จากผิดเป็นถูก ในขั้นนี้นี่เองที่ทำให้ปรัชญา หรือคุณค่าส่วนบุคคลเร่ิมคลอนแคลน เพราะหลักทางสังคมหายไป คนที่โกง คนที่เลว ถูก "สังคม" ปกป้อง หรือสามารถ "ดึงสังคม" ลงไปเข้าข้างได้ และเมื่อ personal conviction หรือคุณค่า ปรัชญา ที่ปัจเจกบุคคลจะเชื่อ ศรัทธา และยึดเหนี่ยวไม่ได้รับการรองรับ สนับสนุนจากกฏสังคม ความเป็นตัวตนหายไป ต้องแสวงหาพรรคพวก หาสังคมของตนเองมารองรับ กลายเป็น One Us/ One Them society ที่การวิเคราะห์ผิดชอบชั่วดี หายไป กลายเป็น mob's rule หรือกฏแห่งกำลังมาก กำลังน้อยแทน
ที่ออสเตรเลียนี่ หลักการที่ปัจเจกบุคคลใช้ ที่โรฮีลาใช้ ถูกหล่อเลี้ยงทั้งทางสังฆะ และกฏสังคม ทำให้ประชาชนเดินเชิดหน้า เชิดอก มั่นใจในสิ่งที่ตนเองทำ เพราะมี back-up ที่ดี สังคมยอมรับและปกป้องให้ ฉะนั้น เราสามารถที่จะสงสารคนที่ abusive และยังช่วยเขาต่อไป เพราะเราทราบ (จริงๆ) ว่าพวกนี้่ถึงที่สุดแล้วไม่ได้มีกำลังอะไรที่จะทำได้ เพียงแต่เขากำลัง suffer จากทั้งบริบทที่มีโรคร้ายรุมเร้า และจากบุคลิกดั้งเดิมทำให้ต้นทุนในการเผชิญเหตุการณ์ตึกเครียดยิ่งน้อยลงไปอีก สรุปแล้ว ความเชื่อ ความศรัทธา และความยึดเหนี่ยว มีเกราะเสริมทางกฏสังคมมาหนุน ทำให้เราปลอดภัยต่อไป
ถ้าจะมองกลับกัน ในบริบทที่สังคมไม่เกื้อหนุน ไม่มี back-up แล้วเรายังปฏิบัติตามสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา และเรายึดเหนี่ยวอยู่หรือไม่ บริบทนั้นจะทดสอบเรื่องนี้ได้ดีกว่าเยอะเลย
สวัสดีค่ะอาจารย์
ประทับใจมากกับบทความนี้ ในบริบทที่สังคมไม่เกื้อหนุน ไม่มี back-up แล้วเรายังปฎิบัติตามสิ่งที่เราเชื่อ เราศรัทธา และเรายึดเหนี่ยวหรือไม่ บริบทนั้นจะทดสอบ ที่ผ่านมาดิฉันศรัทธาในคุณค่าการทำงานคุณภาพ ถึงแม้บริบทไม่เอื้ออำนวยแต่ในหัวใจของเรายังมีความหวัง ถ้าอาจารย์ยังพอจดจำได้ในเรื่องเล่า สัมผัสจิตวิวัฒน์ณ.worl cafe ในตอนสุดท้ายที่ดิฉันบอกว่า จะขอก้าวเดินต่อไปและจะพยายามถักทอให้บุคลากรโรงพยาบาลหนองกุงศรีมีการดำเนินงานคุณภาพต่อไป ปีนี้หนองกุงศรีจะไปร่วมงานHA1รถตู้ และมีปรากฎการณ์ในทิศทางที่น่าจะดีขึ้นค่ะ ยังเป็นแฟนพันธ์แท้ติดตามผลงานอาจารย์มาตลอดค่ะ ศรัทธาและเชื่อมั่นว่าCandoในสิ่งที่อาจารย์จะทำค่ะ
สวัสดีครับ คุณศิริมา
และชาวหนองกุงศรี เราต่างก็เป็นส่วนหนึ่งของเลือดเนื้อเดียวกัน ชาว สา'สุข
ถึงบริบทสังคมไม่เกื้อหนุนเต็มที่ ก็ไม่ได้แปลว่าเราปราศจากสังฆะ งานประชุม HA นี้ ยังไงๆเราก็ได้มาเจอะเจอพี่น้องสา'สุข ที่ใจเดียวกัน ยึดเหนี่ยวเรื่องเดียวกัน มาแลกเปลี่ยนกัน ได้ยินว่าแม่ต้อยจัด World Cafe ปีนี้สามวันซ้อน ถึงผมไม่ได้ไป แต่มีพี่กิจจา พี่วิรัช ไปช่วยดูแล น่าจะมีอะไรที่พวกเรานำมาแลกเปลี่ยน เพิ่มเสริมพลังประจำปีกันได้ไม่น้อย
I believe "we" can do it too.
There can be miracles if you believe. : )
ไพเราะมากครับ ผมชมแล้วน้ำตาไหลโดยไม่รู้ตัว ขอบพระคุณมากครับ คุณ LittleJazz