แนวคิดหนึ่งเกี่ยวกับแผนชุมชน
เมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2552 ผมมีโอกาสไปเป็นวิทยากรกระบวนการในการขับเคลื่อนแผนชุมชน ณ.ห้องลิไท โรงแรมเพชร อำเภอเมือง จังหวัดกำแพงเพชร ซึ่งทางพัฒนาชุมชนจังหวัดกำแพงเพชร เป็นเจ้าภาพ โดยมีบุคคลเป้าหมายที่เข้าร่วมเป็นการประชุมเชิงปฏิบัติการวิทยากรกระบวนการระดับอำเภอ/จังหวัด ซึ่งเป็นวิทยากรกระบวนการระดับอำเภอๆละ 10 คนและวิทยากรระดับจังหวัด รวม 120 คนประกอบไปด้วย เกษตรอำเภอ นักวิชาการส่งเสริมการเกษตรที่รับผิดชอบตำบล พัฒนาการอำเภอ พัฒนากร ท้องถิ่นอำเภอ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แกนนำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และองค์กรเอกชน โดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อขับเคลื่อนแผนชุมชนจังหวัดกำแพงเพชรในปี 2552 และการบูรณาการแผนชุมชนเพื่อเชื่อมโยงกับแผนท้องถิ่นและอำเภอ
จากการทำงานในด้านการจัดทำแผนชุมชนที่ผ่านมาพบว่ามีหน่วยงานหลายหน่วยงาน องค์กรหลายองค์กร ได้ลงไปจัดทำแผนชุมชน บางครั้งคนที่อยู่ในชุมชนก็จะสะท้อนแนวคิดออกมาว่า หากมีหลายหน่วยงานลงไปจัดทำเวทีชุมชนที่ซ้ำกันหลายๆครั้ง บางครั้งก็อาจจะไปรบกวนเวลาของชาวบ้านบ่อยเกินไป บางครั้งก็ทำให้เสียเวลาการทำมาหากินของคนที่อยู่ในชุมชน


จังหวัดกำแพงเพชร ได้ให้ความสำคัญเกี่ยวกับการจัดทำแผนชุมชน จึงมีการบูรณาการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ให้มีการสร้างความเข้าใจร่วมกัน และวางแผนของการทำงานร่วมกัน โดยเฉพาะวิทยากรกระบวนการ จะต้องลงไปทำงานร่วมกับชุมชน
แนวคิดหนึ่งที่กระผมได้ให้ข้อสังเกตกับวิทยากรกระบวนการระดับอำเภอ/จังหวัดว่าการจัดทำแผนชุมชนนั้นจะต้องเกิดจากคนที่อยู่ในชุมชน เป็นผู้คิดโดยจะต้องคิดว่าปัญหาของชุมชนจะต้องได้รับการแก้ไขโดยชุมชนเอง มิใช่ว่าจะหวังพึ่งพิงจากคนอื่นที่อยู่นอกชุมชนให้มาช่วยเหลือทุกอย่าง ความจริงแล้วคนที่อยู่ในชุมชนนั่นแหละเป็นผู้ที่มีศักยภาพพออยู่แล้ว เพียงแต่อาจจะเคยชินจากการได้รับการช่วยเหลือจากคนอื่นที่อยู่ภายนอกชุมชนมาโดยตลอด


วิทยากรกระบวนการจะต้องช่วยกระตุ้นให้ชุมชนได้มีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ข้อมูลของชุมชน ได้แก่ข้อมูลด้านทรัพยากรในชุมชน ระบบการผลิตในชุมชน ข้อมูลทางด้านกายภาพ ชีวภาพ เศรษฐกิจและสังคม ชุมชนสามารถวิเคราะห์หาจุดแข็ง จุดอ่อนของชุมชนได้เอง
หน่วยงานต่างๆควรจะระลึกอยู่เสมอว่า การวิเคราะห์ข้อมูลของชุมชนโดยชุมชนนั้น หากชุมชนเกิดความตระหนัก และได้จัดทำแผนพัฒนาชุมชนด้วยตนเอง นั่นคือแผนชุมชนเอง แต่ตรงกันข้ามหากหน่วยงานเพียงแต่จะเข้าไปถามความต้องการของคนที่อยู่ในชุมชนว่ามีปัญหาอะไร และต้องการที่จะรับความช่วยเหลืออะไรบ้าง จากใครอย่างนี้ไม่ใช่แผนของชุมชนแต่เป็นแผนของเจ้าหน้าที่และแผนของหน่วยงานเองครับ นี่คืออันตรายครับ จะส่งผลให้คนที่อยู่ในชุมชนจะต้องคิดว่าชุมชนจะเข้มแข็งได้ก็จะต้องพึ่งพาอาศัยคนอื่นที่อยู่นอกชุมชนมาช่วย
กระผมก็ได้นำเสนอให้วิทยากรกระบวนการ โดยเฉพาะนักส่งเสริมการเกษตรเอง ที่จะต้องให้แนวคิดกับชุมชนในด้านการจัดทำแผนพัฒนาการเกษตรระดับตำบล โดยคณะกรรมการบริหารศูนย์บริการและถ่ายทอดเทคโนโลยีการเกษตรประจำตำบล เกษตรหมู่บ้าน และอาสาสมัครเกษตรประจำตำบล แกนนำกลุ่มอาชีพทางการเกษตร ที่อยู่อาศัยในชุมชนอยู่แล้ว ได้เข้าไปร่วมเวทีชุมชนทั้งระดับหมู่บ้าน ตำบล ร่วมกับท้องถิ่นและภาคส่วนต่างๆ เพื่อร่วมสำรวจข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลของชุมชน เพื่อหาจุดอ่อน ที่จะต้องได้รับการพัฒนา และยกระดับไปสู่การจัดทำแผนพัฒนาอาชีพของชุมชนเอง แต่หลักสำคัญชุมชนจะต้องตระหนักว่า ปัญหาใดที่ชุมชนสามารถแก้ไขโดยชุมชนเอง ปัญหาใดที่ชุมชนจะต้องพึ่งพาจากคนอื่น
เท่าที่ทราบทางองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเองก็พร้อมที่จะให้การสนับสนุนแผนชุมชน โดยเฉพาะแผนพัฒนากลุ่มอาชีพ ของกลุ่มอาชีพต่างๆในชุมชนส่วนองค์กรภาคีร่วมจะต้องเป็นผู้ที่ให้กำลังใจกับชุมชนหรือเป็นเพื่อร่วมงานเดียวกันกับชุมชน แต่ข้อสำคัญต้องยอมรับว่าคนในชุมชนมีความรู้เชิงประสบการณ์อยู่มากนะครับ
ก็จะต้องขอฝากให้ทีมวิทยากรกระบวนการทั้งระดับอำเภอ ระดับจังหวัด ทุกภาคส่วนจะต้องทำการถอดหมวกที่เป็นหัวโขนออกไปให้หมด แล้ววางตัวเป็นกลาง ที่จะเข้าไปแบบมาด้วยตัวและหัวใจและความรู้เท่านั้น การค้นหาปัญหาหรือความหนักใจของชุมชน ต้องคนที่อยู่ในชุมชนเท่านั้นถึงจะบอกได้ครับ แต่ต้องขอชื่นชมกับแนวคิดในเชิงบูรณาการระหว่างภาคีผู้ปฏิบัติได้มีเวทีที่จะลงAction ร่วมกันนั่นเอง สำหรับกระผมเอง หากได้รับแผนปฏิบัติการก็จะลงไปร่วมเวทีชุมชนร่วมกับทีมวิทยากรกรกระบวนการระดับอำเภอนะครับ.....