เมื่อวันที่ ๑๗ ก.พ.๕๒ ดร.มลิวัลย์ ธรรมแสง ผู้อำนวยการหลักสูตรครุศาสตร์มหาบัณฑิต(การศึกษาพิเศษ) มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนดุสิต ได้กรุณามาบรรยายเรื่อง “จากอดีตสู่ปัจจุบัน การศึกษาพิเศษไทย” ที่โรงเรียนเพลินพัฒนา ในโอกาสครบรอบ ๒ ปีของการจัดทำโครงการเด็กพิเศษเรียนร่วมของโรงเรียน
เมื่ออาจารย์บรรยายจบลง ดิฉันได้มีโอกาสเข้าไปนั่งฟังท่านถ่ายทอดความรู้ปฏิบัติเรื่องการนิเทศการสอนแบบคลินิค (clinical supervision) หรือการนิเทศแบบกัลยาณมิตร
หากพิจารณาโดยนิยามแล้ว การนิเทศแบบคลินิก หมายถึง กระบวนการสำหรับการสังเกตการสอนในชั้นเรียนที่มีการดำเนินการ อย่างมีระบบเพื่อปรับปรุงประสิทธิภาพการจัดการเรียนการสอนของครู โดยครูและผู้นิเทศร่วมมือกันอย่างใกล้ชิด ในการวางแผนการสอน การสังเกตการสอน และการประเมินแนวการจัดการเรียนการสอนเพื่อหาทางปรับปรุง และในการดำเนินงานนั้น ครูและผู้นิเทศจะร่วมกันสร้างความสัมพันธ์ ความเชื่อมั่น ความจริงใจ และความไว้วางใจซึ่งกันและกัน นอกจากนี้การนิเทศแบบคลินิก ยังมีลักษณะเป็นประชาธิปไตย และเป็นการนิเทศที่ยึดครูเป็นศูนย์กลาง ประสานผลประโยชน์ของครูและนักเรียน
ดิฉันอ่านจากนิยามที่เขียนไว้ข้างต้นแล้วยังไม่เกิดแรงจูงใจในการทำงาน และมองไม่เห็นภาพของการทำงานเท่าใดนัก แต่เมื่อได้ฟังเรื่องที่อาจารย์มลิวัลย์ท่านเล่าแล้วรู้สึกขึ้นมาทันทีเลยว่า “ถ้าได้ทำงานนิเทศแบบนี้ทุกคนสนุกแน่ๆ”
ปีนี้เป็นปีแรกที่ทาง ม.รภ.สวนดุสิต ให้ความไว้วางใจส่งนักศึกษาที่เรียนด้านการศึกษาพิเศษมาฝึกงานกับโรงเรียนเพลินพัฒนา ซึ่งอาจารย์มลิวัลย์ประเมินว่า เป็นการตัดสินใจที่ทุกคนได้ประโยชน์ มหาวิทยาลัยก็ได้สถานที่ฝึกงานที่มีคุณภาพสำหรับนักศึกษา โรงเรียนก็ได้สมาชิกที่สนใจในการเรียนรู้ ครูรุ่นพี่ก็ได้คนมาช่วยคิดช่วยทำ นักศึกษาที่มาฝึกงานก็ได้เรียนรู้ที่จะปรับตัว ได้ทำงานอย่างเต็มที่ และมีครูพี่เลี้ยงกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด
อาจารย์เล่าว่าเมื่ออาจารย์ไปนิเทศการสอนที่ใด อาจารย์จะขอให้ผู้อำนวยการสถานศึกษานั้นๆ ร่วมรับฟังด้วยเสมอ คำแนะนำและความคิดเห็นต่างๆ จะได้ก่อเกิดประโยชน์อย่างแท้จริง เพราะบางเรื่องจะแก้ไม่ได้หากผู้บริหารไม่เห็นความสำคัญ
ในการนิเทศต้องทำแบบ clinical supervision ที่shareกันทุกอย่าง เริ่มตั้งแต่ให้ครูผู้สอนพูดก่อนว่าวันนี้จะสอนอะไร อย่างไร แล้วเราคอยดูให้ว่าที่เขาตั้งใจว่าจะทำนั้นมีอะไรที่ทำได้ตามที่ตั้งใจ มีอะไรที่ยังไม่ได้ทำ มีอะไรที่ไม่ได้ตั้งใจว่าจะทำแต่ก็ทำและทำได้ดี มีอะไรที่ควรพัฒนาต่อ ซึ่งเป็นวิธีการนำเสนอ feed back ที่ไม่ข่มขู่ ไม่คุกคาม
ในวันนั้นเราจะดูเฉพาะเรื่องที่เราคุยกันเอาไว้ และเมื่อจบกระบวนการในห้องแล้วก็ให้ครูสะท้อนว่าเขารู้สึกอย่างไรกับการจัดกระบวนการเรียนการสอนในวันนี้ มีสิ่งใดที่ทำได้ดี สิ่งใดที่คิดว่ายังทำได้ไม่ดี และอยากปรับอะไร ผลลัพธ์เป็นอย่างไร แล้วผู้นิเทศค่อยพูดในเรื่องที่ตนสังเกตพบ
จะทำเช่นนี้ได้ผู้นิเทศต้องจริงใจ มีความกรุณา ซื่อสัตย์ต่อวิชาการ ไม่คิดว่าเราสูงกว่า แต่เป็นการเรียนรู้ร่วมกัน อยากจะแบ่งปันแลกเปลี่ยนกัน ในรอบแรกน่าจะเป็นการให้ครูด้วยกันเข้าไปนิเทศกันแบบเพื่อนช่วยเพื่อน เป็นการฝึกให้ครูช่วยครู จากนั้นจึงค่อยส่งคนที่เป็นหัวหน้าเข้าไปดู ซึ่งก็ต้องมีใจแบบเดียวกันจึงจะนิเทศกันแบบนี้ได้
อย่าให้การนิเทศเป็นไปแบบไม่มีทิศทาง ไม่ใช่ว่าถือดินสอเข้าไปแท่งหนึ่งแล้วประเด็นที่จะดูค่อยไปหาเอาข้างหน้า ต้องระลึกไว้เสมอว่า “เราไม่ใช่ผู้ตรวจสอบ แต่เราคือเพื่อนเรียนรู้การเข้ามาของเราเป็นไปเพื่อการได้มารู้จัก และได้เห็น ได้คลุกคลีกับครูมากขึ้น เป็นการเข้าไปเพื่อนำเทคนิคดีๆ เข้าไปช่วยให้เขาทำงานได้ง่ายขึ้น” (ซึ่งจะทำให้ครูสนุกกับการทำงาน การเรียนรู้สิ่งใหม่ๆ และการพัฒนาตนไปบนหน้างานได้อยู่เสมอ – ผู้บันทึก)
สวัสดีค่ะ
เป็นประสบณ์ที่ดีมากที่ได้สัมผัสกับ การนิเทศแบบคลินิก แม้จะเป็นผู้สังเกตการณ์หรือได้มีโอกาสพบบุคคลที่ให้เวลานิเทศการเรียนการสอนนะคะ
ขอบคุณทั้งสองท่านมากค่ะที่เข้ามาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยกัน :)
ขอบพระคุณพี่ใหม่มาก ๆ ค่ะสำหรับการบันทึกความรู้นี้ อ่านแล้วก็เห็นแนวทางที่จะนำไปปรับใช้ในช่วงชั้นเลยค่ะ และได้เห็นถึงเส้นทางที่จะพากันไปถึงจุดหมายปลายทางด้วยการจับมือประสานความสัมพันธ์ ประสานใจ และประสานความรู้ความเข้าใจให้เกิดการเรียนรู้ร่วมกันขึ้นทั้งกับครูด้วยกันเอง หรือแม้แต่หัวหน้างานที่เข้าไปนิเทศการสอน ซึ่งไม่ใช่การเดินทางที่หัวหน้างานขึ้นเครื่องบินแล้วมองลงมายังครูผู้สอนที่ขับรถยนต์ เพื่อตรวจสอบการเดินทางว่าไปถึงจุดหมายในเส้นทางที่กำหนดไว้หรือไม่
สิ่งที่วางแผนไว้คร่าว ๆ ว่าจะนำปฏิบัติในช่วงชั้น
๑. ให้ครูจับคู่สอนในลักษณะ Co – Teaching ตั้งแต่ในระดับการเขียนแผน การสอน การประเมิน สรุป และปรับปรุงพัฒนาแผนการสอนตลอดจนกระบวนการ สอน ตามกระบวนการ ๙ พอดี โดยใช้แบบสะท้อนตนเองเป็นเครื่องมือในการ พัฒนากระบวนการสอน และการตรวจสอบ ตลอดจนการพัฒนาต่อ
๒. จัดวางเวลา ให้ครูได้เข้านิเทศชั้นเรียนระหว่างครูด้วยกันเอง โดยเริ่มจากสายวิชาเดียวกันก่อนในเบื้องต้น และขยายสู่ต่างวิชา เพื่อให้ครูได้เห็นและเรียนรู้กระบวนการสอน และการจัดการชั้นเรียน ด้วยจิตใจที่เต็มไปด้วยมิตรไมตรี และพร้อมที่จะเรียนรู้ จัดเวลา และจัดเวที ให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ในระดับชั้น และระดับช่วงชั้น เพื่อแลกเปลี่ยนเทคนิควิธีตั้งแต่การวางแผนการสอน การสอน และการจัดการชั้นเรียน (ตามกระบวนการ ๙ พอดี) เป็นการขยายการเรียนรู้ให้กว้างขวางขึ้น กระทั่งเป็นความรู้ เป็นเคล็ดลับหรือกุญแจแห่งความสำเร็จของช่วงชั้น และของโรงเรียนต่อไป โดย KO ช่วงชั้นเก็บเป็น KA จัดบอร์ดนำเสนอเพื่อชื่นชมความสำเร็จทุกความสำเร็จที่เกิดขึ้นของครูทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเรื่องเล็ก หรือเรื่องใหญ่ เพื่อเป็นแรงเสริมในการพัฒนางาน พัฒนาตน พัฒนาการสอนต่อไป
๓. หัวหน้าช่วงชั้น และหัวหน้าวิชาการ เข้านิเทศชั้นเรียน ด้วยท่าทีชนิดเดียวกันกับครูนิเทศครูกันเอง และใช้การชื่นชม AI กับครูผู้สอน เพื่อเป็นขวัญกำลังใจและเป็นแรงเสริมในการพัฒนาตนเอง พัฒนาเด็กต่อไป
๔. จัดเวลา และเวที ให้ครูที่เป็น Co – Teaching ได้พูดคุยถึงเป้าหมายของการสอนในแต่ละคาบ แต่ละวัน และเมื่อจบการสอนแต่ละครั้งให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันผ่านแบบสะท้อน และการ AAR ตนเอง โดยมีการบันทึกไว้ทุกครั้งเพื่อดูพัฒนาการ และเก็บกุญแจแห่งความสำเร็จ รวมถึงการต่อยอดความรู้ต่อไป
ขอบคุณหนึ่งมาก ที่เอาเรื่องที่เรา "คุย"กันผ่านบันทึก ไป "คิดตาม" จน"คลิก" แล้วพรั่งพรูออกมาได้ขนาดนี้ พี่อ่านแล้วหายเหนื่อยเลย และขอเอาใจช่วยให้ "คลำ"ได้สำเร็จตามแผนนะจ๊ะ :)