ที่ท่าน้ำมักต้นไม้หรือวัชพืชแปลกๆที่ผู้เขียนไม่รู้จักงอกงามเสมอ เป็นความแปลกใจที่ได้พบ ได้ทำความรู้จัก

 

เมื่อน้ำเลิกท่วมท่าน้ำใหม่ๆ พื้นดินดูไร้ชีวิตแต่พอดินแห้งสักพักตอนนี้วัชพืชที่เคยเห็นมีอยู่ก็กลับขึ้นงามทีละน้อย บริเวณดงกล้วยนั้นหน่อกล้วยใหม่กำลังแทงพ้นดินแตกต้นอ่อนนับสิบ มหัศจรรย์ในการฟื้นตัวของธรรมชาติ

 

เมื่อปีที่แล้วนี่เองที่ได้ทราบว่าที่ท่าน้ำบ้านเราก็มี ต้นกุ่มน้ำ ขึ้นอยู่ตั้งสองต้น กว่าจะรู้ว่าเป็นต้นกุ่มน้ำคือเขาออกดอกประกาศตัว ดีใจมากเพราะเวลานั่งเรือพายเลียบตลิ่งมักเห็นดอกกุ่มออกดอกเป็นช่อๆมีเกสรยาวสีอมม่วงสวยงาม บางทีก็เห็นผลเป็นลูกกลมๆ ดูเปลือกสากๆสีเทาอ่อน มองไกลๆเหมือนลูกมะขวิด

  • ช่วงนี้คนข้างกายกำลังทำการซ่อมแซมปรับปรุงบ้านเรือนไทยของเพื่อนบ้านติดกัน(เขาเป็นผู้ออกแบบและสร้าง) หลังที่ถ่ายหนัง “ความสุขของกะทิ” นั่นแหละค่ะ คงต้องทำเกือบเดือน เลยให้คนงานพักอยู่ที่สุดรั้วกำแพงในบ้านของเรา คือกำแพงนั้นทำเป็นห้องโล่งยาวเป็นรูปตัวแอล เราใช้เป็นห้องเก็บของ แต่ตอนน้ำท่วมเราก็ย้ายของหนีน้ำ ห้องจึงว่างอยู่

 

  • พวกคนงานอยู่อย่างเกรงใจเราดี หุงหาอาหาร อาบน้ำ ซักผ้าอยู่ที่ซีกของเขา ได้เห็นเขาใช้แหหาปลามากินเอง เก็บยอดพืชที่ขึ้นอยู่ทั่วไปจิ้มน้ำพริก มีอยู่เช้าหนึ่งตอนเช้าเวลากาแฟของผู้เขียนเห็นยอดต้นกุ่มไหวอย่างมาก นึกว่าลิงมาเยือนอีกแล้วหรือเปล่า ที่ไหนได้คนงานใส่เสื้อสีชมพูกำลังอยู่บนต้นกุ่มเก็บยอดกุ่มได้กำมือใหญ่

 

  • เมื่อวานก็มาเก็บกันอีก เลยลงไปคุยด้วย คนงานผู้ชายปีนอยู่บนต้น คนงานผู้หญิงคอยเก็บริดใบอ่อนออกจากก้านกุ่มที่เขาหักลงมาเป็นก้านๆ ได้กุ่มยอดอ่อนและดอกกองใหญ่ เขาคงกลัวเราว่าจึงรีบบอกว่า ยอดกุ่มนั้นหักออกก็จะแตกใหม่ดี เราไม่หวงอยู่แล้ว ต้นกุ่มนี้มาขึ้นเอง เรายังไม่เคยเก็บมากิน หากใครจะรู้จักใช้ประโยชน์ได้เป็นเรื่องน่ายินดี และนี่เขาก็เอาไปกินด้วยกันราวหกคน

 

ตอนที่รู้ว่ามีต้นกุ่มเป็นของตัวเอง ปลื้มมากที่เทวดาให้มา ค้นคว้าข้อมูลในหนังสือพบว่า ที่จริงกุ่มมีด้วยกันสองชนิด คือ กุ่มบก และ กุ่มน้ำ ดอกคล้ายกันมาก ดอกออกที่ปลายกิ่ง กลีบดอกสีขาวเมื่อแรกบานแล้วเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ตำราว่า กุ่มบก นั้นผลทรงกลมเมื่อสุกจะเป็นสีน้ำตาลแดง แต่กุ่มน้ำ ผลกลมเช่นกัน ทว่าเมื่อสุกเป็นสีเทา เลยคิดว่าต้นกุ่มที่เราเห็นแถบริมน้ำก็ต้องเป็นกุ่มน้ำ แล้วผลของมันยังเป็นสีเทาด้วย

หนังสือ สยามไภษัชยพฤกษ์ คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เขียนไว้ว่า

กุ่มน้ำ(Crateva religiosa Ham. CAPPARACEAE ) ตำรายาไทยใช้

ใบขับเหงื่อ

ดอกแก้เจ็บคอ

ผลแก้ไข้

เปลือกต้นผสมกับเปลือกกุ่มบก เปลือกทองหลางใบมน ต้มน้ำดื่ม เป็นยาขับลมแก้สะอึก

กระพี้แก้ริดสีดวงทวาร

แก่นแก้นิ่ว

รากแช่น้ำกิน บำรุงธาตุ

ใบและกิ่งมีสารไฮโดรเจนไซยาไนด์ซึ่งเป็นพิษได้ เมื่อกินสดควรดองหรือต้มกำจัดพิษเสียก่อน

  • ที่ลงไปคุยกับคนงานที่เก็บใบกุ่มอยู่ ด้วยความเป็นห่วงจากข้อมูลที่รู้มาจากหนังสือประการท้ายสุดนี้แหละค่ะ ผู้เขียนตอนเป็นเด็กๆคุณย่าก็เคยสอนให้กินดอกกุ่มดอง จำไม่ได้ว่าเคยกินใบผักกุ่มดอง ความที่เคยเห็นชาวบ้านมักกินยอดผักแบบดิบๆ เลยอยากถามว่าเขาเอาไปทำอะไรกิน
  • พอเขาตอบมานั้นเราอายเลยค่ะ เขาบอกว่าเอาทั้งใบและดอกไปดองในน้ำเกลือและเติมน้ำซาวข้าว แสดงว่าเขามีความรู้ที่ถ่ายทอดกันมาในการที่จะดำรงชีวิตในพื้นที่ภูมิศาสตร์แห่งตน เราเสียอีกอับปัญญา เห็นพืชที่ไม่คุ้นเคยก็คิดแต่ว่าเป็นพืชต้นหนึ่งไม่ได้รู้คุณค่าอันลึกซึ้งไปกว่าการที่พืชนั้นมีดอกสวยให้ดู มีร่มเงาให้พักคลายร้อน

เวลาเห็นชาวบ้านเขามีความรู้ที่จะพึ่งพาตนเองด้วยอาหารและยาจากธรรมชาติแล้วรู้สึกเต็มในหัวใจ ไม่ทราบจะใช้คำไหนจะเหมาะสมกว่านี้ เพราะชีวิตพื้นฐานคนเราหากรู้จักคำว่าพอ หรือ พอประมาณ ธรรมชาติได้มีทุกสิ่งมอบให้ไว้อย่างเต็มเปี่ยม ไม่ขาดสักอย่าง ขอแต่มีความรู้ มีความเพียร มีความเคารพในสิ่งที่ธรรมชาติมอบให้ รู้ใช้ รู้รักษา บำรุง

คนที่เติบโตมาอย่างสมัยใหม่(รวมทั้งผู้เขียนเอง)ช่างห่างไกลกับการรู้ลึกซึ้งถึงคุณค่าสรรพสิ่งจากธรรมชาติ และ ลืมเลือนภูมิปัญญาที่บรรพบุรุษของเราเรียนรู้จากแผ่นดินด้วยตัวของท่านเอง คนข้างกายมักพูดว่า(คงไม่กล้าว่าผู้เขียนตรงๆ:) คนสมัยนี้ฉลาดรอบรู้โลก แต่โง่ในเรื่องราวบนผืนแผ่นดินของตนเอง

อยู่บ้านหลังนี้จึงมีสิ่งต่างๆให้เรียนรู้อยู่เสมอค่ะ