" เราอาจจะไม่ได้งานที่เรารัก แต่เราต้องรักงานที่เราทำ ".....สิ่งที่คุณแม่มอบให้ ไม่ใช่การเลือก และเป็นผู้ถูกเลือก สุขหรือทุกข์ สบายหรือลำบาก เราเท่านั่นที่ลิขิตชีวิตเราเอง

(จากบันทึกหน้า 2 )

    แต่นั้นมันยังไม่ใช่ทุกคำตอบที่ ฉัน ต้องการ......เมื่อฉันต้องเดินบนหนทางที่ฉันไม่ได้เลือกเองตั้งแต่..แรก..........

ถามตัวเอง     " พร้อมหรือยัง กับ การเดินทางบนหนทางข้าราชการที่ ถูกเลือกแล้วว่าใช่ " 

    เข้ารายงานตัวเพื่อ รับราชการครู 29 กรกฎาคม 2540  โรงเรียนที่เลือก เป็นโรงเรียนขนาดใหญ่ของอำเภอแห่งหนึ่งในจังหวัดอุดรธานี โรงเรียนอยู่ไกลจากตัวอำเภอมากพอสมควร ช่วงที่ดิฉันไปบรรจุที่นั่นการเดินทาง ค่อนข้างลำบากโดยเฉพาะหน้าฝน และวันที่ดิฉันไปบรรจุ

  วันแรกของการเดินทาง คุณครูคนใหม่กับรถสามล้อเครื่อง และสุดยอดของถนนที่มีโคลนเลื่อนตลอดเส้นทาง

คนขับสามล้อ : " ดูท่าคงเป็นคุณครูใหม่ "

ดิฉัน             : " ทำไมคะคุณลุง "

คนขับสามล้อ : " ก็ท้าเป็นคุณครูเก่าที่นี้ เขาจะไม่ใสชุดทำงานมาก่อนหรอครับ เขาจะไปเปลี่ยนเอาที่โรงเรียน"

ดิฉัน             : " ไม่เห็นเป็นไรเลยนิคะ ไปถึงจะได้ทำงานเลย "

คนขับสามล้อ : " งั้น คุณครูคงต้องทำใจนิดหนึ่งน่ะครับ "

ดิฉัน              : " ทำไมคะคุณลุง "

คนขับสามล้อ  : "  ถนนลำบากสุด ๆ ครับ เด็กนักเรียนที่จะมาเรียนมัธยมที่ตัวอำเภอต้องสวมชุดอื่นก่อนเสมอไม่งั้นวันนั้นคงไม่ได้เรียน "

ดิฉัน               : " คะ แล้ว..ตายละซิ.. คุณลุงคะข้างหน้า โคลนหนา ถนนเลื่อนจังคะ " 

คนขับสามล้อ   : " จับดีดี น่ะครับคุณครูผมจะเร่งให้มันผ่านตรงนี้ก่อนไม่งั้นเราจะติดโคลนกับเด็ก ๆ

   พูดยังไม่ทันไร เสียเด็กนักเรียนมัธยมแห่งหนึ่งซึ่ง ขับมอเตอร์ไชต์เข้ามาเรียนที่ตัวอำเภอสวนทางกับรถดิฉันพอดี ร้องตะโกน "เอาอีกแล้ว ....เบื่อฉิบ.." เด็กนักเรียนสองคน เนื้อตัวเปื้อนโคลนเสื้อผ้าแทบดูไม่ได้เข็นรถมอเตอร์ไชต์ตัวเองขึ้นจากโคลนหนาและขับต่อไป ยังเป้าหมายของตัวเอง

คนขับสามล้อ  : ตะโกนเสียงดังลั่น " คุณครูครับ จับรถครับ "

     ยังไม่สิ้นเสียงของเจ้าของสามล้อ เลย  รถสามล้อที่ฉันนั่งลื่นไถลโคลน ตะแคลงคว่ำ "ให้ตายชิ ชุดฉัน "สภาพคุณครูคนใหม่ "

     รายงานตัววันแรกถึงโรงเรียนเกือบ 10 นาฬิกา สภาพที่เรียนว่าทุกคนรู้และเข้าใจ พร้อม สายตาของเพื่อนครูหลายสิบคนที่มอง นานัปการความคิดซึ่งดิฉันไม่อาจคาดเดาได้ ณ  วันนั้น

     สิ่งที่ดิฉันต้องเผชิญ ในความรู้สึกที่ไม่พร้อมทั้งปวงคือ สารพันปัญหาที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความขัดแย้งในองค์กร ที่เรียกว่า สถาบันการศึกษา มันยิ่งทำให้ดิฉันรู้สึกแย่มากขึ้นกว่าเดิมว่าทำไม ความรู้สึกของการแก่งแย่งแข่งขันของบุคลากรที่ต้องการเพียงเพื่ออะไรสักอย่างในชีวิต ( ระหว่าง ความเป็นครู และความต้องการที่จะได้รับความดีความชอบ ) ยิ่งนานวันยิ่งเพิ่มคำถามที่เกิดขึ้นในใจมากมายและที่สำคัญคือ ทำไมดิฉันจึงต้องเลือกมาอยู่บนหนทางแห่งนี้ บนหนทางที่ฉันไม่พร้อมที่สุขหรือทุกข์ บนหนทางที่คุณแม่ น่าที่จะรู้ดีว่ามีอะไรมากมายซ่อนอยู่ในสถานบันแห่งภูมิความรู้ที่เรียกว่า สถาบันทางการศึกษา ความท้อแท้ในการทำงาน ความเบื่อหน่ายกับสิ่งที่ตนเองไม่รัก สารพัยปัยหาที่เข้ามาหลายสิ่งหลายอย่าง

ถามตัวเอง

     " ฉันเรียนรู้และได้อะไรบ้าง จากเกียรตินิยมทางการศึกษา ที่จะใช้ในชีวิตจริง "

     " ฉันทำ อะไร เพื่อใคร ที่ไหนที่ฉันควรอยู่"

  10 ปีของการค้นหาตัวเอง 10 ปีของการเรียนรู้เพื่อความอยู่รอดบนหนทางที่คิดว่าไม่ใช่และไม่ควรเป็น 10ปี...............ฉันได้อะไร 

 ......... 10 ปี กับศิษย์ รุ่นแล้ว รุ่นเล่า และ 10ปี กับคำตอบที่ฉันถามหา ดิฉันเพิ่งเข้าใจจริง ๆ

  จาก 10 ปีที่ผ่านมา วันนี้ วันที่ดิฉัน มีเวลาส่วนใหญ่อยู่กับงานบริหารสถานศึกษา มากกว่าการเป็นคุณครูในห้องเรียน "

 "" มหัศจรรย์ของความเป็นครู  """

  ดิฉันใช้ ชีวิตกับการเรียนรู้ หน้าที่ การงาน 10 ปีในฐานะครูผู้สอน  " เพื่อให้ชีวิตมีความมั่นคงและเจริญก้าวหน้าอย่างที่คุณแม่สอนไว้ " เมื่อใดที่คิดถึงเรื่องงาน ที่ทำงาน ดิฉันแทบจะหาความสุขไม่เจอทั้งความขัด ทั้งความแกร่งแย่ง ทั้งการแบ่งพรรคแบ่งพวก  ซึ่งทั้งหมดมันก็คือพื้นฐานของความเป็นคน 

  มาถึงวันนี้ วันที่ดิฉันมีเวลาน้อยนิดที่จะให้กับการสอน เพราะเวลาส่วนใหญ่ไปกับการบริหารจัดการสถานศึกษา ดิฉันถึงเข้าใจว่า แท้ที่จริงแล้วดิฉันเป็นคุณครู ไม่ใช่ได้เป็นครูเพราะต้องการหน้าที่การงานที่มั่นคง หากแต่ความเป็นครูอยู่ที่จิตใจและสำนึกของความเป็นครู  ดิฉัน  มีความสุขกับการทำงาน มีความสุขกับการหาความรู้ใหม่มาเพื่อพัฒนานักเรียนตามดอกาสอันควร ว่างจากการบริหารดิฉันจะให้เวลากับนักเรียนและแวะพูดคุยกับเขาเสมอ โอกาสในการสอนนักเรียนของฉันในวันนี้กับ 10 ปีที่ผ่านจึงต่างกัน  ทุกครั้งที่เห็นรอยยิ้มของนักเรียน และความสำเร็จของเขาเหล่านั้น รอยยิ้มอย่างสุขใจของฉันมันก็เกิดขึ้นตามมา "มหัศจรรญ์ของความเป็นครู" มันคงอยู่ที่ตรงนี้ ตรงที่เราสามารถสร้างคนให้เป็นคนอย่างภาคภูมิ สร้างความรู้ สร้างจิตสำนึกและสร้างรอยยิ้มให้เกิดกับทุกคน จริงอยู่ที่ว่า " เราอาจจะไม่ได้งานที่เรารัก แต่เราต้องรักงานที่เราทำ " เตือนตัวเองทุกครั้ง ไม่ว่าดิฉันจะถูกเลือกให้เป็นหรือเลือกที่จะเป็น 

  ความเป็นครูมันอยู่ที่จิตสำนึก  ที่แท้จริง ดิฉันน่าจะเข้าใจ มากกว่าหลาย ๆ คน เพราะคุณแม่ของดิฉันเป็นคุณครู สิ่งที่ดิฉันเข้าใจมาตลอดว่าท่านเลือกให้ฉัน ทำงานข้าราชการครูนั่น มันเป็นแค่ปีกย่อยต่างหาก และวันนี้ดิฉันเข้าใจแล้วว่า "ความเป็นครูตากห่างที่ท่านอยากเห็นในตัวดิฉัน "

  จำวันที่คุณแม่ติดกระดานบ่าให้ได้ ที่ท่านบอกว่า " ให้หนูเป็นตัวแทนของแม่ และเป็นทุกความภาคภูมิใจของแม่ตลอดไป "

    คะคุณแม่ ลูกสัญญา วันนี้ เข้าใจแล้วว่า จริง ๆ แล้ว ชีวิตเราลิขิตมันเองได้หากแต่มันควรอยู่บนหนทางแห่งความเหมาะสม สิ่งที่คุณแม่มอบให้ ไม่ใช่การเลือก และเป็นผู้ถูกเลือก หากแต่เป็นความเหมาะสม สุขหรือทุกข์ สบายหรือลำบาก ชีวิตที่เหลือ

               เราต่างหากที่ลิขิตชีวิตเราเอง

" รักคุณแม่คะ และอยากขอบคุณ คุณแม่ที่ทำให้ดิฉันมีโอกาสได้เป็นคุณครูอย่างเต็มภาคภูมิในวันนี้ "

                                                                                         ฐิฏรฐาว์   ศรีจันทร์เวียง

                                                                                         รองผู้อำนวยการโรงเรียน