กลับไปฟื้นฟูจิตใจของชาวบ้าน ปลุกเร้าให้พร้อมกับการฝ่าข้ามลมร้อนอันแสนแล้ง เพื่อนำพาตัวเองไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในห้วงฤดูฝนอย่างไม่สิ้นหวัง

คนที่สนิทชิดเชื้อกับผม  จะรู้ดีว่าผมเป็นคนประเภท “คิดเร็ว-ทำเร็ว” 

          แต่นั่นก็ไม่ได้หมายความว่า  การคิดเร็วทำเร็วของผมนั้น  จะรวมถึงคุณลักษณะของการเป็นคนประเภท “คิดใหม่-ทำใหม่”  เสมอไป

          และนอกเหนือจากจะเป็นคนจำพวกคิดเร็วทำเร็วแล้ว 
         
คุณลักษณะเตะตากวนใจคนรอบข้างที่เห็นชัดๆ  อีกอย่างเลยก็คือ
          เป็นคน
“คิดเรื่อย-เรื่อย”  

          เรียกได้ว่า   เห็นอะไรเก็บมาคิดไปหมด 

และการเก็บมาคิดนั้น ก็หมายถึงการคิดทำโน่นทำนี่อยู่เรื่อยๆ  
          ทำเอาคนรอบข้างเหนื่อยหอบไปตามๆ กัน


  


 

          ล่าสุด 
         
ผมสะท้อนแนวคิดในเชิงการมอบนโยบายกรายๆ  กับเจ้าหน้าที่ในทีมงานที่ผมกำกับดูแลด้วยการฝากให้ขยายผลกิจกรรม
“ต้านลมหนาวสานปัญญา”  ไปสู่พื้นที่อื่นๆ  อีกสักครั้ง หรือสองครั้ง

พร้อมๆ กับการกำชับว่า  ถ้าเป็นไปได้ให้เริ่มจากหมู่บ้านละแวกมหาวิทยาลัยที่เคยประสบภัยน้ำท่วม  ซึ่งเมื่อกลางฤดูฝน  เราต่างก็เคยไปช่วยเหลือมาแล้วยกหนึ่ง

ผมคิดในมุมนั้น  แบบง่ายๆ  สบายๆ  เพราะเห็นว่าระยะทางอยู่ไม่ไกล  ไปมาสะดวก 

ไม่สิ้นเปลืองงบประมาณเรื่องการเดินทาง  ไม่สิ้นเปลืองค่าข้าวค่าน้ำ  

แถมยังสามารถย้ำถึงแนวคิดของการสะท้อนภาพเรื่องการใส่ใจต่อสังคมใกล้ตัว 

          และที่สำคัญที่สุดที่ผมคิดเลยก็คือ  การกลับไปถามข่าวคราวของชาวบ้าน  หลังจากสู้ทนกับภัยน้ำท่วมมายกใหญ่ๆ

เป็นการเยียวยาจิตใจชาวบ้าน  หลังจากทนทุกข์กับภัยพิบัติมาตลอดห้วงฤดูฝน

หรือหากจะเรียกในดูดีหน่อยก็เป็นการกลับไปฟื้นฟูจิตใจของชาวบ้าน  ปลุกเร้าให้พร้อมกับการฝ่าข้ามลมร้อนอันแสนแล้ง  เพื่อนำพาตัวเองไปสู่การเริ่มต้นชีวิตใหม่ในห้วงฤดูฝนอย่างไม่สิ้นหวัง

แต่ก็น่าเสียดายอยู่ไม่ใช่น้อย  แนวคิด หรือนโยบายของผมนั้น  เคลื่อนขับไปอย่างเอื่อยๆ

หรือหากจะเรียกว่าไม่ขยับเลยก็ไม่ผิดนัก 

ไม่เพียงไม่เกิดรูปรอยในพื้นที่รายรอบมหาวิทยาลัย  
         
แต่พื้นที่ใหม่ที่ปักธงแถวๆ มุกดาหารก็พลอยกระทบจนต้องล่าช้าไปตามๆ กัน

 

เหตุการณ์ดังกล่าวนี้  ผมซุ่มสังเกตความเคลื่อนไหวอยู่เป็นระยะๆ  พร้อมๆ กับการประเมินสภาวะอากาศ และทิศทางความเป็นไปได้ของการระดมทุน   จนแน่ชัดว่า  หากยังขืนปล่อยเรื่อย-เรื่อยไปเช่นนี้  มีหวังไม่ได้ทำอะไรเป็นชิ้นเป็นอันแน่  จึงจำใจต้องหักดิบลุกขึ้นมาขับเคลื่อนด้วยตนเอง

          กล่าวคือ 
         
ในวันหนึ่ง (เมื่อไม่นาน)  ผมหอบพาความกล้าของตัวเองไปยังเทศบาลตำบลขามเรียง
   โดยนำพากิจกรรม “ต้านลมหนาว ..ถามข่าวคราวหลังน้ำท่วม”  ไปนำเสนอแบบง่ายๆ  
          
และเปิดหน้าตักให้เห็นชัดๆ แบบไม่อายว่า “ผมมีอะไรเป็นต้นทุนบ้าง”

          ผมบอกกับผู้บริหารเทศบาลตำบลขามเรียงแบบไม่อ้อมค้อมว่าอยากทำกิจกรรมนี้มาก  แต่จนใจเพราะยังไม่มีงบประมาณอย่างที่ใจหวัง 
         
เท่าที่มีอยู่ก็มีเพียงเล็กๆ น้อยๆ  ไม่เป็นชิ้นเป็นอันนัก   

          แต่ที่มีอยู่อย่างล้นเหลือเลยก็คือ  “หัวจิตหัวใจ” ของตนเองแบบ “เพียว-เพียว”

 

เป็นความโชคดีของผมโดยแท้  

          ผู้หลักผู้ใหญ่ของเทศบาลขามเรียงปลงใจเห็นดีเห็นงามด้วย  โดยพร้อมที่จะหัวลงเรือลำเดียวกันกับผม (เสมือนการออกไปเยี่ยมยามถามข่าวลูกบ้านไปในตัว) 

         เกี่ยวกับแนวทางกว้างๆ  นั้น  
         
เทศบาลฯ  ยึดอกรับผิดชอบเรื่องเสื้อกันหนาว 
         
พร้อมกับยืนยันว่า  เสื้อกันหนาวนั้น  เป็นชนิดใหม่เอี่ยม  ไม่ใช่เสื้อผ้าประเภท
“มือสองของเหลือใช้” 
          ส่วนผมรับผิดชอบเรื่องดนตรีและข้าวของเครื่องใช้ตามแต่ศรัทธา

นิสิตจาก "วงแคน"  หมอลำเสียงจริง, หมอแคนเสียงจริงและดนตรีลุกทุ่งหมอลำลงพื้นที่ให้กำลังใจชาวบ้าน

เกี่ยวกับเรื่องนี้

          ผมไม่ได้คิดอะไรซับซ้อนนักว่าวิธีการของผมจะตกหลุมเป็นเครื่องมือการเมืองของใครหรือไม่ 
         
ผมรู้แต่เพียงว่า  ผมอยากทำ  และน้องนิสิตจำนวนหนึ่งก็อยากทำในสิ่งเดียวกับผม

          และเราก็รู้ดีว่า  
         
ตัวตนของเราในเวทีนั้นจะออกมาในรูปแบบใด  เราไม่ใช่เครื่องมือของการเมืองท้องถิ่น  หากแต่เราเป็นเครื่องมือของหัวใจเราเอง  ไม่มีใคร หรือวิถีใดจะก้าวเข้ามาครอบงำกำหนดวิถีใจของเราได้
 

เปิดใจมองในมุมกลับกัน 
       
กิจกรรมนี้ก็เป็นกระบวนการหนึ่งของการร่วมมือกับชุมชน  มิใช่การทำงานแบบแยกส่วน  เพราะมหาวิทยาลัยก็ถือเป็นส่วนหนึ่งในเขตพื้นที่ดังกล่าว
  เทศบาลมีหน้าที่ดูแลสารทุกข์สุขดิบของชาวบ้าน

        มหาวิทยาลัยในฐานะของผู้มาอาศัยพื้นที่ตรงนี้  ก็ย่อมมีพันธกิจแห่งการบริการชุมชนเหล่านี้ไปโดยปริยาย

ด้วยเหตุดังกล่าวนี้ 
       
ทั้งผมและนิสิตจำนวนหนึ่ง  จึงฝ่าทะเลสอบและห้วงมหกรรมกีฬาระหว่างคณะออกไปยังหมู่บ้านต่างๆ 

           เป็นการทำงานด้วยกลไกล “คิดเร็ว-ทำเร็ว”  
        และเคลื่อนงานภายใต้แนวคิด“ต้านลมหนาว ..ถามข่าวคราวหลังน้ำท่วม” 

     นักข่าวท้องถิ่นลงพื้นที่ทำข่าวโทรทัศน์

เกี่ยวกับเรื่องดังกล่าวนี้
 
       ก่อนการงานแห่งชีวิตนี้จะเริ่มขึ้น 
        
ผมถือโอกาสเชิญเจ้าหน้าที่ท่านดังกล่าวมาพบปะพูดคุยในเรื่องนี้อย่างเป็นกันเอง

         หลักๆ นั้น,  
         
ผมอธิบายให้เขาฟังว่า  เรื่องดังกล่าวนี้  เป็นเรื่องเร่งด่วนที่ต้องอิงกับสถานการณ์ 
        
และเป็นพันธกิจอันยิ่งใหญ่ที่มหาวิทยาลัยไม่อาจนิ่งเฉย  รวมถึงการต่อเนื่องเพื่อกลับไปให้กำลังใจต่อชาวบ้านที่ครั้งหนึ่ง
“เรา”  เคยได้เข้าไปช่วยเหลือ

        ผมเอ่ยถามเจ้าตัวอย่างกว้างๆ  ถึงสาเหตุของการไม่สามารถขับเคลื่อนงานนี้ได้อย่างรวดเร็ว  เพื่อให้รู้ที่มาที่ไปของปัญหา  รวมถึงการซักถามเพื่อประเมินสภาพการณ์ทำงานของเจ้าหน้าที่ไปในที

        ซึ่งเจ้าตัวก็บอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า  -
        ความล่าช้าเกิดจากการรอความร่วมมือจากนิสิต  และตัวเขาเองก็ติดๆ ขัดๆ กับเรื่องการศึกษาต่อที่อยู่ในห้วงหัวเลี้ยวหัวต่อ

        ผมบอกกับเขาว่า  “ผมเข้าใจในสภาพการณ์เหล่านี้ดี”
        แต่ก็ไม่วายที่จะบอกกล่าวอย่างเป็นมิตรอีกรอบว่า -
       
กิจกรรมนี้เป็นกิจกรรมในเชิงนโยบาย  ที่เน้นให้เราเป็นคนขับเคลื่อนร่วมกับนิสิต  ไม่ใช่ยกภารกิจเหล่านี้ให้นิสิตได้รับผิดชอบไปเต็มๆ  โดยเราถอยห่างออกมาเป็นที่ปรึกษาแบบ
“เพียวๆ” 

        และที่สำคัญคือ  กิจกรรมนี้อยากให้มีขึ้นมากๆ 

        เพราะเป็นกิจกรรมต่อเนื่อง   และพื้นที่เหล่านี้ก็เป็นพื้นที่รายรอบมหาวิทยาลัย 

        เป็นความรับผิดชอบโดยตรงที่เราจะต้องเข้าไปช่วยเหลือ  และเยียวยาให้ชาวบ้านฝ่าพ้นไปจากวิกฤตของน้ำท่วม

       
กระทั่งท้ายที่สุดของการพบปะพูดคุยกันนั้น 
       
ผมก็บอกย้ำอีกรอบว่า  ที่เหลือจากนี้  ผมก็ปรารถนาให้เขาเข้ามารับงานต่อจากผม  แต่ถ้าหากไม่พร้อม  ก็ยังไม่จำเป็นที่จะต้องลงแรงกับงานนี้ก็ได้  เพราะส่วนหนึ่งนิสิตได้เข้ามารับช่วงไปแล้วอย่างขันแข็ง

        แต่ถึงกระนั้น  ก็ไม่ลืมย้ำอีกรอบว่า -
       
งานนี้, เป็นงานเชิงรุกเรื่องเดียวที่เขามีอยู่ 
       
ผมอยากให้เขารู้และตระหนักว่า  งานนี้เป็นงานชิ้นโบว์แดงที่เขามีพอที่จะใช้เป็นกระบอกเสียงของการประเมินตัวเอง  เพราะคนอื่นนั้น  ก็ล้วนมีงานเชิงรุกกันแล้วทั้งสิ้น

 

ผมไม่รู้ว่ากระบวนการของการบริหารจัดการเรื่องนี้ถูกต้องตามครรลองของความเป็นผู้นำหรือไม่
        แต่ผมก็ยังอยากจะยืนยันตรงนี้ว่า  ผมได้รอ..และรอเรื่องนี้มานานมากแล้ว 

        เมื่อไม่มีการขยับ  ผมก็จำต้องขยับเสียเอง 
        เพราะงานนี้, กิจกรรมนี้เป็นเรื่องที่ต้องอิงกับสถานการณ์
 
       
หากทิ้งช่วงไปมากกว่านี้  กิจกรรมก็คงไม่สอดรับกับสถานการณ์เป็นแน่แท้

        ผมจึงหวังแต่เพียงว่าลูกน้องจะรับรู้และตระหนักถึงความจำเป็นในเรืองของการทำงานในเชิงรุก  และเข้าใจต่อวิถีแห่งการคิดนอกกรอบ 

        รู้และเข้าใจว่างานใดควรต้องสวมบทผู้นำ   งานใดต้องสวมบทเป็นพี่เลี้ยงนิสิต  หรือแม้แต่จังหวะใดจะต้องเดินนำหน้านิสิต  หรือจังหวะใดที่จะต้องถอยห่างออกมาเป็นพี่เลี้ยง 
       
และจังหวะใดจะต้องเดินเคียงบ่าเคียงไหล่ไปกับนิสิต

        รวมถึงการทำงานในระบบคิดจาก “ล่างขึ้นบน”  ไม่ใช่จาก “บนลงล่าง”  ซึ่งหมายถึงรอการสั่งการจากผู้บังคับบัญชา 
       
ถ้าไม่สั่งก็ไม่ขยับ ...

 

       แต่ไม่ว่าเหตุผลกลใดก็ตาม  ผมก็ยังเชื่อว่า  สถานการณ์ที่บีบรัดให้ผมลุกขึ้นมา “รุก”  ด้วยตนเองนั้น  ก็ไม่ถึงกับปิดตายสำหรับลูกน้องที่จะต้องมารับช่วงต่อ

       และปลายทางของกิจกรรมนั้น  ก็ “ได้”  มากกว่า “เสีย”

       ได้ทั้งการสร้างพื้นที่ “จิตอาสา”  ให้กับนิสิต
       ได้พื้นที่แห่งการเรียนรู้ความเป็น
“ชุมชน” ของนิสิต
       ได้พื้นที่และโอกาสแห่งการแสดงศักยภาพของนิสิต

       ได้กลับไปถามข่าวคราวชาวบ้านเสมือนญาติมิตรที่ไม่เคยร้างและห่างเหิน

       ฯลฯ

 

        รวมถึงแนวคิดในเชิงการเมืองที่อาจกล่าวอย่างตรงไปตรงมาว่า  ...

        ได้สร้างสัมพันธภาพระหว่างมหาวิทยาลัยกับชุมชน
        เป็นการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยในอีกช่องทางหนึ่งด้วยเหมือนกัน

 

 

..

 

30 มกราคม  52
ลานวัดบ้านมะกอก, ขามเรียง