ฉลาดเหมือนคึกฤทธิ์ หรือคิดคล้ายๆทักษิณ (ใครมิสเตอร์กอปปี้ใคร?)

กรณีรัฐบาลอภิสิทธิ์ฯ แจกเงิน "ผู้มีเงินเดือน ต่ำกว่า 15,000 บาท คนละ 2,000 บาทต่อเดือน มีเสียงท้วงติงมาโดยตลอด ล่าสุด นายบรรหาร ศิลปอาชา ขาใหญ่ที่ค้ำยันรัฐบาล "มาร์ค" ออกมาตำหนิ ในทำนองว่า ควรเอาเงินไปส่งเสริมสนับสนุนการท่องเที่ยว น่าจะดีกว่า

 

      ผู้เขียนเห็นด้วยกับคุณบรรหารเพียงครึ่งเดียว คือเห็นว่า "เงินไม่สมควรแจกกันง่ายๆ " อย่างน้อยต้องทำงานแลกเปลี่ยน หรือไม่ก็ต้องกู้ยืม มิใช่ยกให้กันฟรีๆ

 

       ที่สำคัญ รัฐบาลมั่นใจได้อย่างไรว่า ผู้ที่ท่านบรรจงแจกนั้นเป็นคนจนที่สุดในสังคมไทย?

 

      นายบุญน้อย คอยเงิน เป็นบัณฑิตตกงานมาร่วม 3 ปี ช่วยแม่เข็นรถขายขนม ที่หน้าโรงเรียนแห่งหนึ่งใกล้ๆบ้านผู้เขียน สองแม่ลูกมีกำไรไม่เกินวันละ 500 บาท

 

       ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้น นายบุญน้อยฯ ยังถูกทวงหนี้จากกองทุนให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา ที่กู้ยืมมาร่ำเรียนเป็นหลักแสน

 

       สองแม่ลูก ได้รับแจกเงินด้วยหรือไม่ ?

 

      นางสาวหล้า มาเมือง จากจังหวัดน่าน เดินทางมารับจ้างเป็นแม่บ้านอยู่ในกรุงเทพฯ ไม่มีชื่อในสาร บบของกองทุนประกันสังคม นายจ้างจ่ายค่าจ้างให้เดือนละ 6,000 บาท ส่งให้แม่ที่ต่างจังหวัดเกลี้ยง ส่วนตนอยู่กินกับนายจ้างไปวันๆ

 

       นางสาวหล้าฯ คงไม่ได้รับเงินแจกจากท่านอภิสิทธิ์

 

       นายสุจริต คิดไม่ตก จบปริญญาตรีจากสถาบันราชภัฏแห่งหนึ่ง ตกงานมานานหลายปี โชคดี เมื่อ 3 เดือนที่ผ่านมา เอเย่นต์ขายหนังสือพิมพ์ จ้างให้ส่งหนังสือพิมพ์รอบตัวเมือง  ได้ค่าจ้างวันละ 200 บาท ไม่มีฐานเงินเดือนในระบบประกันสังคม คงไมมีโอกาสรับเงินแจกฟรีๆของท่านนายกฯ

 

      นางสาวสวย ไม่รวยทรัพย์ จากเชียงราย  ทำงานที่คาราโอเกะเล็กๆแห่งหนึ่ง ในเมืองคอน ได้ค่าจ้างเดือนละ 5,000 บาท ค่าทิปอีกเดือนละไม่เกิน 2,000 บาท อาศัยหลับนอนในร้าน คงไม่ได้รับอานิสงค์ใดๆกับเงินแจกฟรีของท่านนายกฯ เช่นเดียวกัน

 

      นี่ยังไม่นับคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างทั่วเมืองไทย ทั้งๆที่คนเหล่านี้มิใช่คนรวย เขาไม่มีที่ดินทำกิน ไม่มีความรู้ ไม่มีรายได้อื่นใด

 

      นอกจากนี้ ยังมีคนตกงานอีกหลายคนที่กำลังจะฆ่าตัวตาย หรือคิดจะไปเป็นโจรปล้นจี้  คิดจะไปเป็นโสเภณี ค้ายาเสพติด คนเหล่านี้คงไม่มีโอกาสได้รับเงินแจก 2,000 บาท เช่นกัน

 

      หากจะถามนักการเมืองว่า คนมีเงินเดือนต่ำกว่า 15,000 บาท เป็นคนจนหรือไม่ ก็คงได้รับคำตอบว่า เป็นคนจน เพราะเปรียบเทียบกับตัวเขาเอง  แต่หากไปถามคนต่างๆ ดังที่ผู้เขียนยกตัวอย่างมาให้ดูข้างต้น น่าจะได้คำตอบไปอีกทางหนึ่ง

 

       ผู้เขียนทราบมาว่า ท่านนายกอภิสิทธิ์ฯเรียนจบมหาวิทยาลัยออกฟอร์ด  ที่เดียวกันกับ "ท่านอาจารย์ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช "อดีตนายกรัฐมนตรี แต่ผมสงสัยว่า ทำไมวิธีคิด วิธีการทำงานถึงได้ต่างกันมากนัก

 

      สมัยท่าน ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ฯ  ท่านอยากกระตุ้นเศรษฐกิจ ท่านจึงคิดนโยบาย "เงินผัน"

 

       คือให้ทุกท้องถิ่นทั่วไทย คิดโครงการอะไรๆก็ได้ ที่ก่อให้เกิดการจ้างงาน และได้เนื้องานแถมมาด้วย เล็กๆน้อยๆก็ยังดี รัฐบาลตั้งงบฯและหาเงินสนับสนุน

 

      สมัยนั้นผู้เขียนอายุ 13-14 ปี ยังแอบไปรับจ้างขุด ถนนคึกฤทธิ์  ได้ค่าจ้างวันละ 50-60 บาท ชาวบ้านได้เงินใช้กันถ้วนหน้า  แต่ต้องแลกกับแรงงาน แถมทำให้ชนบทแถวๆบ้านผู้เขียน มีถนนใช้เพิ่มขึ้นอีกด้วย

 

      สมัยนี้ หากท่านอภิสิทธิ์ฯ จ้างบัณฑิตตกงานไปทำงานในโครงการต่างๆ เช่น ไปช่วยหน่วยงานราชการที่บริการโดยขาดรอยยิ้ม คงจะทำให้สถาณที่ราชการมีชีวิตชีวาขึ้นมาบ้าง เพราะเด็กหนุ่มสาวคงขยันและเบิกบานกว่าผู้สูงวัย

 

      หรือจะว่าจ้างแรงงาน ให้ทำงานซ่อมสร้างสาธารณูปโภคต่าง ๆ  เหมือนท่านคึกฤทธิ์ ฯ บ้างก็ไม่น่าจะเสียหายอะไร นอกจากผู้คนจะได้ชื่นชมท่านว่า "ฉลาดเหมือนคึกฤทธิ์" แล้ว  ท่านยังจะไม่ถูกตำหนิว่า "คิดง่ายๆเหมือนทักษิณ" อีกต่างหาก

 

      ยิงปืนนัดเดียว ได้นกสองตัว ว่างั้นเถอะ