โดยปกติ อาจารย์มหาวิทยาลัยท้องถิ่นจะมีหน้าที่หลัก ๆ อยู่ 3 ประการใหญ่ ๆ ได้แก่ การสอน, การวิจัย และการบริการวิชาการ

 

เรื่อง ตำแหน่งทางวิชาการ

ที่แสดงถึงวิทยฐานะทางวิชาการ ได้แก่ อาจารย์, ผู้ช่วยศาสตราจารย์, รองศาสตราจารย์ และศาสตราจารย์ ซึ่งการได้มาซึ่งตำแหน่งดังกล่าวจะมีเงินประจำตำแหน่งทางวิชาการทุก ๆ เดือนตามลำดับขั้น

การจะได้ตำแหน่งทางวิชาการนั้น ขึ้นอยู่กับเกณฑ์ของผลงานทางวิชาการได้แก่ งานวิจัย เอกสารประกอบการสอน เอกสารการสอน หนังสือ ตำราที่กลั่นออกมาจากมันสมอง

หลายคนใช้ความเพียรพยายามหลายปี ผลิตทุกผลงาน เขาสมควรได้ตำแหน่งทางวิชาการเป็นรางวัล

หลายคนใช้ช่องโหว่ทางกฏหมาย มีการใช้ระบบอุปภัมภ์ กำลังภายในทุกวิถีทางที่จะให้ตนได้ตำแหน่งทางวิชาการ คนแบบนี้ไม่สมควรได้ตำแหน่งทางวิชาการ เพราะดูอย่างไรก็ไม่ถึงขั้นที่ควรจะได้ ไม่แคร์ว่าจะใช้วิธีการใด

นั่นแค่ตำแหน่งทางวิชาการที่เป็นล่อใจในความสามารถทางวิชาการ พร้อมเงินรางวัลประจำเดือน

 


แต่ที่น่ากลัวไปกว่านั้น คือ ตำแหน่งทางการบริหาร

หากเป็นการบริหารระดับมหาวิทยาลัย ก็จะมีตำแหน่ง อธิการบดี, รองอธิการบดีฝ่ายต่าง ๆ, ผู้ช่วยอธิการบดี

หากเป็นการบริหารระดับสำนัก/สถาบัน ก็จะมีตำแหน่ง ผู้อำนวยการสำนัก/สถาบัน, รองผู้อำนวยการสำนัก/สถาบัน

หากเป็นการบริหารระดับคณะ ก็จะมีตำแหน่ง คณบดี, รองคณบดีฝ่ายต่าง ๆ, ผู้ช่วยคณบดี, หัวหน้าสาขาวิชา

ตำแหน่งการบริหาร สิ่งที่เห็นชัดได้คือ เกียรติยศ ชื่อเสียงที่จะได้รับ สิ่งที่ตามมาคือ เงินค่าตำแหน่ง เงินอื่น ๆ จากเส้นทางอื่นก็จะตามมา บางทีก็สุจริต บางทีก็ทุจริตทางนโยบาย ก็มี สารพัดจะหาช่องโหว่

หากมหาวิทยาลัยได้คนดีมารับตำแหน่ง ถือเป็นโชคดีสำหรับองค์กร

หากมหาวิทยาลัยได้คนขี้โกงมารับตำแหน่ง คงไม่ต้องบอกนะครับว่า จะมีอะไรเกิดขึ้นบ้าง


แน่นอนครับ หลายคนที่เข้ารับตำแหน่งมีตำแหน่งทางวิชาสูงแล้ว มีประสบการณ์การทำงานสมควรแก่ตำแหน่ง เขาสมควรที่จะเข้ามากำกับดูแลนโยบายและการขับเคลื่อนของมหาวิทยาลัย

แต่หลายคนไม่สมควร แม้แต่จะคิด ใช้ระบบอุปถัมภ์ ระบบเส้นสายนายเรา เข้ามา เกิดระบบเชลียร์คนที่สามารถให้ตำแหน่งเขาได้ ระบบการคัดสรรคนพังพินาศ องค์กรได้คนแบบนี้เข้ามาบริหาร

ผมเห็นคนที่มีความทะเยอทะยานอยากสูง ๆ มีการวางแผนการมานับสิบปีที่จะให้ตนเองได้ก้าวขึ้นไปสู่ที่สูง

มีการใช้ระบบประจบประแจงผู้ที่สามารถชักจูงตนเองได้ หาทางกำจัดคนที่จะเป็นคู่แข่งที่เหนือกว่าตนเองสารพัดวิธี หาลูกน้องที่นิสัยเหมือนตัวเองมาใช้งาน เพราะลูกน้องก็เป็นใหญ่ตามเจ้านายเหมือนกัน

น่าสมเพชชะมัด พวกอาจารย์นักการเมืองพวกนี้

 


การสรรหาตำแหน่ง

เมื่อวาระของผู้บริหารชุดเก่าหมดไป ผู้ที่คิดว่าตนเองจะก้าวขึ้นมาแทนก็เข้ามาสมัครเป็นผู้บริหารสูงสุดของคณะ

มหาวิทยาลัยท้องถิ่นของผมใช้วิธีการสรรหา โดยเริ่มต้นหยั่งเสียงจากประชาคม กรรมการสรรหาพิจารณาต่อ แล้วส่งให้สภามหาวิทยาลัยพิจารณาเป็นด่านสุดท้ายว่าจะเลือกใคร โดยส่วนใหญ่ สภาฯ มักจะเลือกจากคะแนนการหยั่งเสียงของอาจารย์ในคณะ

มีผู้สมัครมาจากฐานอำนาจเก่าที่บริหารงานแบบพวกพ้อง 1 คน ผู้สมัครที่เป็นนักวิชาการ 1 คน และเป็นผู้สมัครที่เป็นคนดีจริง ๆ ในสายตาผม 1 คน

ผู้สมัครนักวิชาการก็เลือกใช้วิธีการหาเสียง โดยการเดินเข้ามาขอเสียง โบว์ชัวร์ SMS บ้าง หรือมีการต่อรองให้ตำแหน่งบ้าง หากเขาเลือกตน (วิธีนี้ผมไม่ค่อยชอบ เพราะการต่อรองทำให้ความสง่างามลดลง กลายเป็นตำแหน่งการซื้อขายได้) แต่วิสัยทัศน์ที่แสดงออกมายังขาดความลึกซึ้งในสภาพความเป็นจริงอยู่มาก อาจจะต้องเนื่องจากความเป็นนักวิชาการมากกว่านักบริหาร

ผู้สมัครฐานอำนาจเก่า นี่สิสุดยอดเล่ห์กล มีผู้บริหารสูงสุดของคณะและมหาวิทยาลัยสนับสนุน ใช้วิธีการระดมเสียง ข่มขู่ ใช้อำนาจให้เลือกคนนี้ มีการต่อรองตำแหน่งให้คนที่เป็นหัวคะแนนเสียง แค่นี้ยังไม่พอ ใกล้เวลาหยั่งเสียง กลัวไม่ชนะ เนื่องจากเสียงมันใกล้เคียงกันมาก ใช้วิธีตีรวนให้ครูโรงเรียนสาธิตฯ ล่ารายชื่อแจ้งไปยังสภาฯ ว่า ครูสาธิตต้องการหยั่งเสียงด้วย ทั้ง ๆ ที่ตาม พรบ.ของมหาวิทยาลัยไม่ได้ให้บทบาทในเรื่องนี้ (นี่ไม่ใช่เรื่องการกีดกัน แต่บทบาทของครูสาธิตคือสอนนักเรียน ป.1 - ม.6 ไม่ได้สอนอุดมศึกษา การบริหารระหว่างโรงเรียน กับคณะจึงแยกออกจากกัน คุมกันแค่นโยบาย) สภาฯ ได้ตัดสินไปแล้ว 1 ครั้งว่า บทบัญญัติไม่ได้ให้สิทธิ์เอาไว้ นี่เป็นครั้งที่สองที่ยื่นต่อสภา โดยแผนของผู้สมัครคนนี้

บอกตามตรงว่า ผมเสื่อมศรัทธาหนักมากขึ้นสำหรับการใช้วิธีการแบบนี้

ทำให้กรรมการสรรหาขอเลื่อนวันหยั่งเสียงออกไปอีก เพื่อให้สภาฯ พิจารณาเป็นครั้งที่สอง

เรื่องนี้ดังไปทั่วมหาวิทยาลัย และใคร ๆ ก็รู้ว่า ใครกำลังเล่นเกมนี้อยู่

ผลการพิจารณาออกมาว่า ไม่มีสิทธิ์เช่นเดิม

แต่นั่นก็ยังไม่พอ ... เกมต่อไปคือ การเลือกวิธีการหาเสียงโดยการดิสก์เครดิตคู่ต่อสู้คนอื่น ๆ โดยเวลาไปหาเสียงก็บอกกับใคร ๆ ว่า อีก 2 เบอร์พยายามปล่อยข่าวทำลายตัวเอง ทำให้เกิดความสงสาร ไม่เลือกอีก 2 เบอร์

วิธีนี้สุดยอดนักการเมืองไหมครับ อยากไหว้ครูแบบนี้ไหมล่ะครับ

สำหรับผู้สมัครคนสุดท้าย คือ คนดีในสายตาผมแน่นอน มองโลกในแง่ดีมาก จนมากเกินไป เชื่อในตัวคนที่ไปติดต่อว่า จะเทคะแนนให้เนื่องจากไม่ชอบอีก 2 เบอร์ที่กล่าวมา โดยเฉพาะฐานอำนาจเดิม ขณะผมยังไม่เชื่อใจในคนเหล่านี้เลย ก็เห็นกันอยู่หลาย ๆ ครั้งว่า เป็นพวกเห็นแก่ตัวที่ชอบแทงข้างหลัง อะไรจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้ดีขนาดนั้น ไม่มีทาง ผมคิดในใจ แต่ไม่กล้าพูดให้เสียกำลังใจ เขายังวิเคราะห์คนไม่เก่ง ผมเชื่อว่า ถือเป็นบทเรียนสำคัญและ "อย่าไว้ใจทาง อย่าวางใจคน จะจนใจเอง"

เมื่อถึงวันที่หยั่งเสียงออกมา ... ผมติดภาระการสอน ให้เพื่อนไปดูการนับคะแนน

ผลที่ออกมาเป็นอย่างที่ผมคาดการณ์ไว้แต่แรก .... มีการหักหลังและพลิกลิ้นกันอย่างมโหฬาร อันด้วยความกลัว ความเห็นแก่ตัวของคน โดยไม่ได้สนใจว่า อีก 4 ปีต่อไป คณะจะเดินอยู่ที่เดิม บริหารแบบเดิม ๆ ที่มีแต่พวกพ้องใคร พวกพ้องมัน ไม่ต่างจากนักการเมืองระดับประเทศที่มีให้เราเห็นอยู่ทุก ๆ วันนี้เลย

ถ้าผมให้กลโกงแก่พี่ผู้สมัครไปบ้าง ผมเชื่อว่า คะแนนจะไม่ขาดลอยแน่นอน แต่เราไม่เลือกใช้วิธีการสกปรกแบบนั้น มันไม่สง่างาม ไม่ว่าจะเป็นผู้แพ้หรือผู้ชนะ แต่ในที่สุด "คนดีที่ไม่มีกลโกง ก็ถูกกระทำเสียเอง"

 

"ความดียังสวยงามเสมอ" จริง ๆ เหรอ ... ผมอาจกำลังจะเริ่มจิตตกขึ้นมาบ้าง

 

องค์กรใด หากมีคนดี มากกว่า คนไม่ดี ผมเชื่อว่า องค์กรนั้นจะมีพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว แต่หากองค์กรใด มีคนไม่ดี มากกว่า คนดี แล้วล่ะก้อ ผมเชื่อว่า มหาวิทยาลัยนั้นจะหยุดเดินและถอยหลังไปอีกหลายปี

ไม่ว่าปัญหาในอนาคตจะมากมายเพียงใด ผมจะเลือกต่อสู้เพื่อความถูกต้องต่อไป ถึงแม้ผมจะเป็นแค่ฟันเฟืองเล็ก ๆ ในสังคมมหาวิทยาลัยท้องถิ่นใหญ่ ๆ ก็ตาม

"ขอทำงานด้วยจิตว่าง" ดังคำกล่าวของท่านพุทธทาส และเลือกต่อสู้ในทางธรรม

ขอบคุณทุกท่านที่รับฟังความรู้สึกของผมในบันทึกนี้

บุญรักษา คนดี ๆ ครับ :)