เช้าวันนี้ เปิดทีวีมีคุณสดศรี สัมภาษณ์กรณีอดีตนายก พูดทำนองว่า คุณบรรหารพูดในฐานะอะไร โดยให้ความเห็นผ่านสื่อออก 2 แนว
คนเรายุคปัจจุบันได้เรียนรู้จากสื่อวิทยุ โทรทัศน์ หนังสือพิมพ์ แม้กระทั่งสนเท่ห์หรือกระดาษห่อของ มีข้อมูลให้ได้เรียนรู้โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการเมือง
เปิดเคเบิลทีวีท้องถิ่น ได้เห็นสถานีทั้งสีเหลือง สีแดง และเนชั่น เป็นสถานีที่ทางผู้ประกอบการเอามาเสนอในบริการ เน้น ๆ ไปที่รายการข่าวการเมือง ผู้เข้ามาพูด ถามว่า พูดในฐานะอะไร
ผมคิดว่านักการเมือง หากเขาถูกตัดสิทธิในทางการเมือง จะไปห้ามคิด ไม่ให้แสดงความคิดเห็นในทางการเมืองนั้นไม่มันผิดธรรมชาติ การที่ได้หยิบยกมาว่า กรณีคุณสดศรี กับคุณบรรหาร ที่เป็นข่าวนั้นคิดว่า การบริหารงานการเมืองมีการประชุมคณะกรรมการบริหารพรรค แน่นอนต้องมีหลักฐาน
ฉะนั้น การคิดแล้วพูดผ่านสื่อต่าง ๆ ของนักการเมือง หรือผู้ที่ถูกห้ามต่าง ๆ ไม่ให้ยุ่งเกี่ยวทางการเมือง การแสดงออกผ่านสื่อคงเป็นเรื่องที่เราพูดง่าย ๆ ว่า เสียงเดียวทำอะไรไม่ได้ การทำงานในรูปคณะกรรมการต้องมีการประชุมและมีหลักฐานการประชุม เรียกว่ามีร่องรอยที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ในภายหน้าคิดว่า การดำเนินการต่าง ๆ ควรนำหลักธรรมมาภิบาลมาปรับใช้ เพราะตรวจสอบได้ไม่ยุ่งยาก ขอเรียนว่า ห้ามความคิดผิดธรรมชาติ ผู้หลักผู้ใหญ่ผู้รู้ผู้มีอำนาจ ก่อนสายเกินแก้ ควรให้การศึกษาทางการเมืองให้ถ่องแท้แก่ผู้คนในสังคมกันเถอะ
ห้ามคิด ห้ามพูดมันก็เกินไป ยายสดศรี
เลิกจ้อเสียทีเถอะยาย
ไปลดน้ำหนักเสียบ้าง
เวลาออกทีวีจะได้ไม่มีคอหมูย่างโผล่ออกมา
ขอเพิ่มเติมข้อมูลครับ ผมตัดเก็บไว้อ่านเห็นว่าสำคัญน่าสนใจ ขออนุญาตนำมาแบ่งปัน
สำเนาจาก นสพ.มติชนรายวัน หน้า 34 วันพฤหัสบดี ที่ 20 ธันวาคม 2550 คอลัมภ์ สยามประเทศ โดย สุจิตต์ วงษ์เทศ
หัวเรื่องว่า " สังคมไทยสอนให้ "ไม่การเมือง" แล้วเรียกร้องให้ตื่นตัวการเมืองทำไม ?
คำว่า " การเมือง" ก็เหมือนคำอื่นในภาษาไทยที่มีทั้งความหมาย ทางบวกและทางลบ หรือดีและไม่ดี แต่สังคมไทยสั่งสมความหมายลบหรือไม่ดีไว้ก้องหู ว่า การเมืองมีความหมายส่อไปทางมีเงื่อนงำ มีลับลมคมใน เจ้าเล่ห์แสนกล มีการกระทำอันมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่ ฯลฯ
แต่ความหมายที่เป็นแก่นแท้ของการเมืองมีในคำอธิบายของอาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ ( ปาฐกถาเรื่อง วัฒนธรรมการเมืองไทย ที่ศูนย์ประชุมสหประชาชาติ เมื่อ 8 พฤศจิกายน 2550 ) ที่สถาบันการศึกษาทุกระดับควรยกไปแบ่งปันและเผยแพร่ให้กว้างขวาง และสม่ำเสมอ จะขอคัดมาให้อ่านกันอีกมาก ๆ แยะ ๆ ดังนี้
" ความหมายที่เป็นแก่นแท้ การเมืองก็คือ การจัดสรรแบ่งปันทรัพยากร เป็นกลไกที่ขาดไม่ได้ในทุกกลุ่มคน นับตั้งแต่สมัยหิน และนับตั้งแต่ครอบครัว ชมรม กลุ่มมิตรสหาย ฯลฯ เมื่อใดก็ตามที่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว เมื่อนั้นก็มีความจำเป็นที่กลุ่มคนเกิน 1 คน ต้องสร้างกลไกที่สลับซับซ้อนสำหรับการจัดสรรและแบ่งปันทรัพยากร ใครจะได้กิน กินอะไร กินเมื่อไร กินในเงื่อนไขอะไร หรือใครจะได้ใช้ที่ดิน ใช้ที่ดินส่วนไหน ใช้เมื่อไร และใช้ในเงื่อนไขอะไร
ทั้งหมดนี้คือ #กระบวนการ# ทางการเมือง หรือกระบวนการที่จะทำให้เกิดการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรของกลุ่ม
กระบวนการนี้อาจเกิดจากการตกลงกันโดยมีกรอบกติกาที่แน่นอน หรืออาจเกิดขึ้นจากการใช้อำนาจดิบของคนที่มีพละกำลังกว่าคนอื่นดังเช่นการจัดสรรแบ่งปันทรัพยากรในช่องโจร "
ไม่ว่าคำว่า #การเมือง# จะมีความหายทางบวกลบ-ดีร้ายอย่างไร ในคนกลุ่มไหน? ฯลฯ คนทั้งหลายทุกกลุ่มจะปฏิเสธการมีอยู่ของการเมืองมิได้ นับแต่ยุคหินลงมาจนปัจจุบัน ตราบที่มนุษย์ไม่ได้อยู่คนเดียว เมื่อเริ่มมีบุคคลที่ 2 ก็เริ่มมีการเมืองมาจัดสรรทรัพยากรแล้ว
พุทธศาสนา ,โขน - ละคร ,ดนตรีไทย , ความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทย , ฯลฯ ล้วนถูกกำหนดจากคนกลุ่มหนึ่งมานานแล้วว่าไม่เกี่ยวข้องกับการเมือง หรือ #ไม่มีการเมือง# แต่แท้จริงแล้วสิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นการเมืองอย่างน้อยตั้งแต่ยุคพระเจ้าอโศกราวสองพันปีมาแล้ว
การเมืองมีอำนาจกำหนดสิ่งที่เรียกว่า ความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทย แล้วจะมาอวดว่าความเป็นไทยและวัฒนธรรมไทย #ไม่มีการเมือง# ได้อย่างไร?
การเมืองนั่นแหละใช้อำนาจบาตรใหญ่กำหนดให้ระบบการศึกษาทำทุกอย่างให้ #ไม่มีการเมือง# เพื่อสนองความต้องการทางการเมืองให้สงบปากสงบคำ และสงบความเสรี จึงส่งผลให้นักเรียนนิสิตนักศึกษาและประชาชนทั้งหมด #ไม่การเมือง# ตามความต้องการทางการเมืองของคนชั้นกลางและคนชั้นสูง
#ถ้าไม่แก้ไขตรงนี้ # ก็ไม่ควรตำหนิติเตียนนักเรียนนักศึกษาและประชาชนที่ #ไม่การเมือง# เพราะระบบสังคมไทยห้ามยุ่งเกี่ยวการเมือง แล้วจะมาเรียกร้องให้ไปลงคะแนนเอาใจใส่การเมืองได้ไง?
นึกว่าใคร พี่ธนูนั่นเอง เข้ามาอ่าน มา post หลายทีละ นึกว่าใคร
น้องไก่ โรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราชปัวเองนะคะ ดีจังจะได้เข้ามาร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ด้วยอีกคนนะคะ
เขาเรียกว่า ต่างคนต่างๆกลัว
นักการเมืองกลัวไม่มีอำนาจ
บางพวก กลัวนักการเมืองกดขี่
ต่างคนต่างคิดต่างฝายต่างทำ แล้ว มันเจริญได้งัย
เป็นการแสดงออกทางสติปัญญาของคนครับ