องค์กร หรือสังคมจะดี หรือไม่ดี ก็เริ่มที่ "เรา"

วันที่สองของการอบรมในหลักสูตรการพัฒนาสมรรถนะหลักฯ  เริ่มต้นด้วยเช้าอันชื่นมื่น
ผมทักทายเพื่อนร่วมรุ่น  (ไม่จำกัดอายุ) 

แบบสบายๆ  มีขำๆ บ้าง  แต่ก็ไม่มากนัก (เพราะผมไม่ใช่คนมีพรสวรรค์ในเรื่องพรรค์นี้)

 

ภายหลังการนำเสนอผลแห่งการ ถอดบทเรียน  ของกลุ่มที่ 1 ได้เสร็จสิ้นลง
ก็ได้เวลาแห่งการเข้า
ห้องเรียน  กันอีกรอบ  โดยมี รศ.ดร.บุญชม  ศรีสะอาด  เป็นครูประจำวิชา  ซึ่งวิชาที่ว่านี้ก็คือ  การควบคุมตัวเอง  (Self  Control) 

 

สำหรับวิทยากรท่านนี้  ผมให้ความเคารพรักและศรัทธาในตัวท่านมาก  ท่านเคยเป็นผู้บริหารสูงสุดของสถาบันในยุค มศว.มหาสารคาม  และเคยเป็นผู้รักษาราชการแทนอธิการบดี มมส คนแรกเลยก็ว่าได้

 

ผมประทับใจในความเป็น ครู ของท่านอย่างเต็มล้น   ชื่นชมในความเป็น ต้นแบบ  ทั้งในมิติของความเป็นครูและผู้บริหาร  และหลงรักอารมณ์ขันของท่านเป็นที่สุด !

 

เกี่ยวกับประเด็นการเรียนรู้ในเช้าวันนี้ ...
สิ่งที่ผมได้รับรู้และเรียนรู้อย่างแจ่มชัดมากที่สุดก็คือ เรื่องของการ
ควบคุมตัวเอง   เพราะเรื่องนี้เป็นจุดอ่อนและจุดตายของผมเลยทีเดียว 

 

ท่านอาจารย์บุญชม ฯ  ได้ย้ำให้เราตระหนัก หรือเข้าใจอย่างแน่นหนักว่า เป็นธรรมชาติที่มนุษย์ต้องควบคุมตนเอง (SC)  เพราะหากเรายังบริหาร (ควบคุม)  ตัวเองไม่ได้  ก็ไม่มีประโยชน์ที่จะต้องไปบริหารคนอื่น  ดังนั้น  การควบคุมที่สำคัญที่สุด  จึงเป็นการควบคุม ตัวตนของเราเอง 

 

แค่นั้นแหละครับ  เพียงจั่วหัวสั้นๆ    ผมก็ถึง บางอ้อ  ทันที 
เพราะนี่คือ
หัวใจ
  ของการเป็นผู้บริหารดีๆ นี่เอง  
หากทำได้  ก็เท่ากับว่าเราได้เข้าไป
นั่ง  ใน หัวใจ ของลูกน้องอย่างแสนสง่า 

 

 

ครับ,  ฟังดูสวยงาม  และแสนง่ายมาก  แต่การปฏิบัตินั้นช่างดูยากโขเหลือทน  -  แต่ก็ท้าทาย นะครับ  เพราะในความเป็นจริงของชีวิตนั้น  ผู้ที่ประสบความสำเร็จในโลกแห่งชีวิตและการงานก็ล้วนแล้วแต่มีระบบของการควบคุมตัวเองในระดับสูงกันทั้งนั้น  (มิใช่เหรอ)  เป็นต้นว่า

 

  • ควบคุมตนเองให้เป็นคนมีวินัยในทุกเรื่อง  (หรือหลายๆ เรื่อง เพราะในความจริงคงไม่มีอะไรสมบูรณ์พูนพร้อมไปเสียหมด)
  • ควบคุมให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ควรทำ  และไม่ทำในสิ่งที่ไม่ควรทำ พร้อมๆ กับการควบคุมให้ตัวเองได้ทำในสิ่งที่ ไม่ถูกต้อง  ให้ ถูกต้อง  ตามกฎกติกา

 

ในหลายๆ ประเด็นของการฝึกอบรมนั้น  ท่านอาจารย์บุญชมฯ  ไม่ละเลยที่จะแทรกเกร็ดชีวิตตามประสาคนผ่านชีวิตมายาวนานให้เราได้ร่วมเรียนรู้อย่างเป็นกันเอง  โดยนำวาทกรรมต่างๆ  มาให้เราได้อ่าน ได้ขบคิดเพลินๆ  ประหนึ่งเพาะเมล็ดพันธุ์ลงในสมอง (อันมืดแปดด้าน)  ให้ดูแช่มชื่นและดูมีประกายขึ้นมา  เป็นต้นว่า

 

  • พยายามทำทุกอย่างให้ประสบความสำเร็จ  ไม่ว่าจะมีอุปสรรคขนาดไหนก็ตาม
  • สั่งสมประสบการณ์ชีวิต โดยช่วงที่ ทุกข์ยาก  นั้น  เป็นห้วงของการเพิ่มความ
    แข็งแกร่ง ให้กับชีวิต 
  • ตัวควบคุมที่เราต้องสร้างให้มั่นคง คือ ความมุ่งมั่น ให้เกิด ความสามารถ และ โอกาส

 

และที่ผมโดนใจเป็นที่สุดก็คือ  ถ้อยประโยคอันเป็นวาทกรรมนี้นั่นเอง  การควบคุมตัวเองที่สำคัญที่สุด คือ  การกระทำที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม เพื่อนมนุษย์และสิ่งแวดล้อม

 

เพราะถ้อยคำเหล่านั้น  ได้ชวนให้ผมหวนคำนึงไปถึงหลักคิดการทำกิจกรรมของตนเองในสมัยเป็นนิสิตที่ว่า กิจกรรมเพื่อส่วนรวมและสังคมที่ดีกว่า

 

หรือแม้แต่ปัจจุบัน  ที่ผมมักพร่ำบอกกับเหล่าบรรดาผู้นำนิสิตเสมอในเวทีการบรรยายในทำนองว่า ...

 

...  การทำกิจกรรม  มันต้องเกิดจากแรงขับภายในของเราเอง  ซึ่งหมายถึงความอยาก ความสนใจ  เพื่อนำไปสู่การค้นหาตัวตนของเรา และพัฒนาตนเองไปอย่างมีกระบวนการ  ผ่านการเรียนรู้อย่างฝังลึก  มิใช่ฉาบฉวย  มองดาวแต่เท้าไม่ติดดิน ..

 

... แต่จะดีมาก  หากสิ่งที่เราได้ทำไปนั้น  ไม่เพียงก่อเกิดเป็นประโยชน์ต่อตนเองเพียงสถานเดียว  แต่ยังหมายถึงการก่อเกิดประโยชน์ต่อคนอื่น ต่อสังคม  เพราะนั่นคือการก้าวพ้นออกมาจากตัวเอง

 

 

เป็นไงครับ  นี่ก็ยังดูง่ายอีกแล้ว  แต่มันก็ควรต้องตระหนักเช่นนั้นมิใช่หรือ ? ...

มันเป็นอุดมคติที่ควรต้องตระหนักเอาไว้บ้าง  มิใช่ปล่อยเลยจนไม่อาจควบคุม  ทิศทาง หรือ ผลลัพธ์  ของการกระทำของเราได้

 

แต่ก็อย่างว่า

หากจะมีใครแย้งว่า  นั่นมันอุดมคติสูงส่งเกินไป  ... เข้าใจง่าย  แต่ทำได้ ยากยิ่ง  - ผมก็ไม่ว่ากัน

 

เอาเป็นว่า  ควบคุมตัวเองให้ทำในสิ่งที่เราปรารถนาให้ดีที่สุด  ตอบโจทย์ตนเองให้ชัดแจ่ม  และสิ่งที่ทำนั้น  ไม่กระทบต่อผู้อื่น  ก็ถือว่า สุดยอด  แล้ว เจ๋งแล้ว

 

เพราะเมื่อเราควบคุมตัวเองได้ 
นั่นก็เท่ากับว่า  เราได้ร่วมกันสร้างสิ่งดีๆ ให้กับสังคมไปโดยปริยาย

 

ครับ..
ทุกอย่างเริ่มที่เรา องค์กร หรือสังคมจะดี หรือไม่ดี ก็เริ่มที่ "เรา"  กันนี่แหละ
และที่สำคัญมากที่สุดอีกประการที่จะลืมไม่ได้เลย ก็คือ -

ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ไปกว่าการควบคุมตัวเอง

จริงๆ