นอกเหนือไปจาก "ฟัง" "พูด" "อ่าน" "เขียน" แล้ว "พิมพ์ดีด" ก็เป็นทักษะการสื่อสารที่จำเป็นยิ่งสำหรับโลกยุคไอทีครองเมือง

เรื่องราวที่ผมกำลังจะนำมาแบ่งปันต่อไปนี้
เป็นบันทึกประสบการณ์ของพ่อจอมซน
ที่พยายามสร้างเรื่องราวอลวน
ด้วยการจับลูกชายที่ซนกว่ามาฝึกพิมพ์ดีด
จากโปรแกรมคอมพิวเตอร์ครับ

หวังว่าประสบการณ์นี้
น่าจะมีประโยชน์บ้างต่อพ่อแม่ ผู้ปกครอง
หรือคุณครู ผู้กำลังจะฝึกฝนนี้ให้กับบรรดาเด็กๆ ในวัยซนนะครับ
เผื่อว่าจะมีใครอยากจะปั้นเด็กให้เป็นบล็อกเกอร์เสือปืนไวในอนาคต


เรื่องราวนี้เริ่มต้นเมื่อสักครี่งปีที่แล้ว
ผมได้ซื้อหนังสือมาหนึ่งเล่มมีชื่อว่า

"คู่มือพิมพ์ดีดสัมผัส" (ภายใน 7 วัน) + CD ฝึกพิมพ์

แต่งโดย คุณเชิญศิริ รุ่งสบแสง

ไม่รู้ว่ามีอะไรดลใจให้ผมซื้อหนังสือดังกล่าว
เพราะผมเองก็พิมพ์สัมผัสเป็นมานานแล้ว
ตั้งแต่สมัยเรียน กศน.
และตอนนี้ทักษะการ
พิมพ์สัมผัสของผมก็อยู่ในเกณฑ์เอาตัวรอดได้

แล้วซื้อมาทำไม ตั้ง 199 บาท ?

จำได้ว่าตอนนั้น ที่ทำงานผมพยายามรณรงค์เรื่องการสื่อสารไอทีผ่านอีเมล
แต่ไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร เพราะปัญหาอุปสรรคใหญ่คือเรื่อง
พิมพ์ดีดไม่คล่อง  ทำให้หลายๆ คน ไม่อยากใช้อีเมลกัน
ผมจึงคิดว่า คู่มือพร้อมโปรแกรมชุดนี้
น่าจะมีประโยชน์กับเพื่อนๆ ที่ทำงานบ้าง


แต่ผมก็พบว่าคนรุ่นผมส่วนใหญ่ (ไม่อยากจะบอกว่าเริ่มแก่แล้ว)
มักจะมองข้ามเรื่องของการพิมพ์ดีด และก็ไม่สนใจฝึกฝนกัน
ซึ่งจะมีความแตกต่างอย่างชัดเจนกับเด็กรุ่นใหม่ๆ ที่พึ่งจบ
โดยผมสังเกตว่า น้องๆ ที่มาฝึกงานจะพิมพ์กันคล่องปร๋อเลย
ถามไปถามมาเลยรู้ว่า  เขาฝึกพิมพ์ดีดกันทุกวัน
แต่เป็นการฝึกแบบไม่ฝึก ผ่านการ Chat กับเพื่อนๆ
ผมคิดว่า เด็กยุคใหม่ไม่ค่อยน่าห่วงครับ
ที่ต้องห่วงมากๆ คือคนที่คิดว่าตัวเองเริ่มแก่เกินแกงนี่แหละครับ
มักจะไม่ค่อยยอมฝึกฝนพัฒนาทักษะอะไรเลย

ผมจึงวางทิ้งวางขว้างหนังสือเล่มนั้นไว้พักใหญ่...
และแล้ววันหนึ่งก็มี "งานเข้า" ครับ

ท่าน ผอ. ที่บ้าน มาแจ้งข่าวให้ทราบว่า
"นี่เธอ...ลูกเรา (กำลังเรียน ป.1)
กำลังมีปัญหาวิชาคอมพิวเตอร์นะ
พิมพ์ดีดไม่คล่อง ทำให้ช้ากว่าเพื่อนๆ
คุณครูฝากให้พ่อแม่ช่วยดูแลด้วย..." 

ต้องขอขยายความนิดนึงว่า
โรงเรียนที่ลูกผมเรียนอยู่เค้าให้เด็กเรียนคอมพิวเตอร์
ตั้งแต่อนุบาล ลูกผมพึ่งมาเข้าตอน ป.1 
จึงไม่ทันเพื่อนๆ ที่ล่วงหน้ามาเป็นปีแล้ว

ผมจึงเกิดอาการเลือดขึ้นหน้าอย่างแรง
ประมาณว่า
ตัวเราหรือก็มีทักษะพิมพ์ดีดไม่เป็นสองรองใคร
(ในบ้านนะครับ นอกบ้านผมไม่รู้)
เสียศักดิ์ศรีลูกชายนักพิมพ์ดีดมือวางอันดับหนึ่งในบ้านอย่างแรง
อย่างนี้ยอมไม่ได้ซะแล้ว


แต่พอเลือดที่หน้าเริ่มกลับไปสู่อวัยวะอื่นๆ
จึงเริ่มตั้งสติได้แล้วก็เริ่มครุ่นคิดถึงปัญหาใหญ่ก็คือ...

จะสอนกันอย่างไรดีครับพี่น้อง???

และแล้ว...ผมก็แว็บขึ้นมาถึงหนังสือเล่มที่วางทิ้งไว้นานแล้ว

เอ๊ะ...มี CD โปรแกรมคอมพิวเตอร์สำหรับฝึกพิมพ์ด้วยสิ

เอา...ลองติดตั้งโปรแกรมดู

เอ...เข้าท่าแฮะ

เอ้า...ลองให้เจ้าลูกชายจอมซนฝึกฝนดูซิ

เห็นหน้าปกเค้าบอกว่า จบหลักสูตรภายใน 7 วัน
งั้นเดี๋ยวอาทิตย์หน้า คงกลับไปเกทับคุณครูได้แล้วล่ะ

ฝันคิดไปไกลเกินถึงโน่นแน่ะ...

จนถึงตอนนี้ ผ่านไป 7 เดือนแล้วครับ
ยังไปได้ไม่ถึงครึ่งเลย...มันเกิดอะไรขึ้นเนี่ย
หรือจะโดนคนแต่งหนังสือหรอกเอา

เปล่าหรอกครับ
ผมว่าสิ่งที่คุณเชิญศิริฯ  และทีมงานได้สร้างสรรค์ออกมานั้น
มันเป็นคุณูปการที่ยิ่งใหญ่มากต่อ
ทุกคนที่ต้องการจะฝึกพิมพ์ดีด

เสียอย่างเดียวว่าโปรแกรมนี้ไม่ได้ออกแบบมาสำหรับ
เด็กวัยซนเล่นปนเรียน
อันเป็นช่วงวัยที่จะชอบเรียนรู้ผ่านการเล่น
โดยเฉพาะเจ้าลูกชายที่พึ่งจะผ่าน 6 ขวบมาไม่นาน

โดยส่วนตัวผมคิดว่า โปรแกรมนี้
น่าจะเหมาะกับเด็กอายุ 10 ขวบขึ้นไป
อันเป็นวัยที่เด็กจะเริ่มมีวุฒิภาวะทางอารมณ์มากพอสมควร
ที่สามารถควบคุมตัวเองได้ในระดับนึง
ยิ่งถ้าเป็นระดับเด็กมัธยมขึ้นไปแล้วยิ่งสบายเลย

ถึงตรงนี้ชวนให้ผมนึกถึงลูกศิษย์ครูคิมคนนึง
ชื่อ "น้องฝน" - ศิราพร ภู่โต

P
นักเรียนชั้น ม.2 โรงเรียนวิทยสัมพันธ์

 

P
โดยครูคิมได้พยายาม "ปั้น"
น้องฝนและเพื่อนๆ อีกจำนวนหนึ่ง
ให้เป็นบล็อกเกอร์ชั้นแนวหน้าของประเทศในอนาคต
ขอแสดงความชื่นชมต่อวิสัยทัศน์อันยาวไกล
ของคุณครูคิมมา ณ ที่นี้ด้วยครับ

ในบันทึกแรกของน้องฝนใน GotoKnow
ได้เล่าว่ายังมีอุปสรรคเรื่องพิมพ์ดีดไม่ค่อยคล่อง
เชิญอ่านเรื่องราวของน้องฝน
และร่วมให้กำลังใจได้ที่ลิงค์ข้างล่างนะครับ
http://gotoknow.org/blog/phon2552/237714


ซึ่งผมคิดว่า
หนังสือและซีดีโปรแกรมชุดนี้น่าจะเหมาะกับน้องฝน
และเพื่อนมากๆ เลยครับ
ยิ่งมีความตั้งใจที่จะเขียนบล็อกเป็นทุนอยู่แล้ว
รับรองว่า 7 วันน่าจะเริ่มเห็นผล
ได้อย่างที่เขาโฆษณาไว้

ต่อไปผมจะลองแนะนำส่วนต่างๆ ของโปรแกรม Typing Master
ให้เห็นหน้าเห็นตากันก่อนนะครับ
สำหรับโปรแกรมชุดนี้จะมี 3 ส่วนคือ

 

1.แบบฝึกหัด

แบบฝึกหัดออกแบบได้ดี มีการไล่ระดับจากง่ายไปสู่ยาก เป็นขั้นเป็นตอน

 

แบบฝึกหัดแรก

 

มีแสดงค่าเปอร์เซนต์ความถูกต้องให้ดูด้วย

 

แสดงจำนวนคำผิด และเวลาที่ใช้ไป 

 

2.แบบทดสอบ

แบบทดสอบ - ยากเกินไปสำหรับเด็ก ต้องพิมพ์สัมผัสคล่องแล้วจึงจะ OK

3.เกมส์

รูปแบบเกมส์น่าสนใจ แต่ตัวอักษรก็ยังยากเกินไปครับ ควรจะให้ล้อกับแบบฝึกหัด
เกมส์นี้จะแข่งกับคอมพิวเตอร์ว่าใครจะทำลูกโป่งแตกก่อนกัน
พิมพ์ถูกหนึ่งตัวลูกโป่งจะขยาย

 

เกมส์นี้ หากพิมพ์คำไม่ทันในห้าวินาทีก็จะแพ้

 

เกมส์นี้ก็น่าตื่นเต้น ถ้าพิมพ์ไม่ทันเจ้ามือปืนในคอมฯ ก็จะยิงเราเลือดท่วมเลยครับ
สังเกตว่า คำที่ให้เราพิมพ์นั้นโหดมากๆ ผู้ใหญ่ยังร้องจ๊ากเลยครับ

 

จุดเด่นของโปรแกรมฝึกพิมพ์ชุดนี้
ที่พอจะให้เด็กวัยขนาดลูกผมฝึกฝนได้ก็คือในส่วนของ
แบบฝึกหัด  ที่แบ่งออกเป็น 7 วัน ไล่ไปทีละวันๆ
ซึ่งก็จะไล่ลำดับจากง่ายๆ  "ฟ ห ก ด  ่ า ส ว"
และก็ทวีความยากขึ้นเรื่อยๆ 

แต่ในอีกสองส่วนก็คือ แบบทดสอบ 
และเกมส์ นั้นเป็นที่น่าเสียดายมาก
ที่ไม่ได้แบ่งตามลำดับความยาก เหมือนกับแบบฝึกหัด
โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ส่วนที่เด็กวัยซนสนใจมากที่สุดคือ "เกมส์" ครับ 

เกมส์ ของโปรแกรมชุดนี้ก็มี 3 เกมส์
ที่ลูกผมอยากเล่นมากครับ
(แต่เล่นไม่ได้เพราะยากเกินไป)  ประกอบด้วย

เกมส์ "ปั๊มลูกโป่ง"  "5 วินาที"  และ "เสือปืนไว"
ทว่าในแต่ละเกมส์นั้น 
ผู้เล่นจะต้องฝึกพิมพ์จนครบทุกแป้นแล้วเท่านั้น
จึงจะเล่นได้  เพราะชุดตัวอักษรที่ออกมาจากเกมส์นั้น
ไม่ได้แบ่งความยากง่าย
ให้ล้อกับตัวแบบฝึกหัดที่ทำไว้ค่อนข้างดี
ความยากของเกมส์นั้นประมาณว่า
ต้องพิมพ์สัมผัสเป็นแล้วจึงจะเล่นได้ครับ

ผมเกิดความอึดอัดใจมากกับความยากของเกมส์
จนเป็นเหตุให้โทรไปคุย
กับทางคุณ เชิญศิริฯ  ผู้แต่งหนังสือ
ซึ่งท่านก็น่ารักมาก 
ที่ได้รับฟังความคิดเห็นอันอัดอั้นของผม
และก็ยังรับปากว่า
จะพิจารณาปรับปรุงในเวอร์ชั่นต่อๆ ไป
ซึ่งผมก็ได้เรียนไปว่า 
หากทำได้จะเกิดประโยชน์อย่างยิ่ง
กับเด็กๆ  จำนวนมหาศาลครับ 

ซึ่งจุดที่ผมได้เสนอความเห็นกับทีมงานไปก็มี 2 เรื่องใหญ่ๆ ก็คือ

1. ควรปรับปรุงในส่วนของเกมส์ ให้มีระดับ ความยากง่าย
ล้อกันไปกับส่วนของแบบฝึกหัด ซึ่งจะทำให้เด็กเล็กๆ
ก็สามารถฝึกพิมพ์ดีดผ่านการเล่นเกมส์ได้แบบเนียนๆ

2. ควรปรับปรุงตัวอักษรในแบบฝึกหัด
เพื่อบังคับให้เด็กเล็กได้มีพื้นฐานการวางนิ้วบนแป้นเหย้า
(ฟ ห ก ด   ่ า ส ว) โดยพยายามสร้างแบบฝึกหัด
ให้มีการสืบนิ้วจากแป้นเหย้าไปบนแป้นอื่นๆ
 โดยพยายามให้มีการเคลื่อนนิ้วกลับไปกลับมา
(อาจเข้าใจยากนิดนึงครับ 
แต่ท่านที่พิมพ์สัมผัสเป็นคงจะพอนึกออก)
ซึ่งในประเด็นนี้ ถ้าเป็นเด็กโตจะไม่มีปัญหา
เพราะจะรู้เรื่องว่าต้องทำอย่างไร
แต่ถ้าเป็นเด็กเล็ก มักจะแอบขี้โกง (ชอบสบาย)
โดยไม่ยอมวางนิ้วไว้ที่แป้นเหย้า
เช่นกรณีลูกชายผมเวลาฝึกพิมพ์ ตัวอักษร " ภ ถ ค  ต "
จะชอบยกทั้งมือไปรอไว้ที่แป้นเลย
ทำให้เกิดความเคยชินที่ไม่ดี
ซึ่งที่จริงตามหลักก็ต้องวางนิ้วที่แป้นเหย้า
แล้วค่อยๆ สืบนิ้วไปๆ กลับๆ

หน้าตาเมนูของแบบฝึกหัด

แบบฝึกหัด 9.3 การผสมแป้นอักษร

แบบฝึกหัด 9.4 การผสมแป้นอักษร
แบบฝึกหัดผสมแป้นอักษร สำหรับเด็กเล็กต้องคอยดูเป็นพิเศษ
เพราะจะชอบแอบขี้โกงโดยไม่ยอมสืบนิ้วจากแป้นเหย้า

 

แบบฝึกหัดที่ 9.5 การผสมคำ - ดีอยู่แล้วไม่มีอะไรต้องปรับปรุง

สำหรับกลยุทธ์ในการหลอกล่อ
เพื่อให้ลูกชายวัยซนยอมจำนนมาฝึกพิมพ์ดีด
ก็เป็นวิธีที่ไม่ค่อยดีนักครับ
แต่อยากเล่าไว้
เผื่อท่านใดอาจเสนอแนะวิธีที่ดีกว่า
ผมจะได้นำไปลองใช้ดูบ้าง


ในช่วงแรกผมใช้วิธี "ติดสินบน"
โดยบอกให้ฝึกพิมพ์ดีดก่อน
แล้วจะให้เล่นเกมส์คอมฯที่ชอบ

(เกมส์อื่นๆ ที่ไม่ใช่เกมส์พิมพ์ดีด)
ซึ่งจริงๆ แล้วหนังสือจิตวิทยาการเลี้ยงลูกทั้งหลายแหล่
ต่างก็พูดตรงกันว่าไม่ควรทำ
เพราะจะสร้างนิสัยที่ไม่ดีให้เด็กๆ
แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไรเหมือนกันครับ
จนด้วยเกล้าจริงๆ
ถึงต้องทำอะไรที่ไม่ควรแบบนี้

ช่วงนี้ก็ทำอยู่ประมาณเดือนสองเดือนครับ
สุดท้ายก็ต้องเลิก เพราะจะทะเลาะกันตาย
เป็นไปตามที่หนังสือบอกไว้อย่างกับรู้ล่วงหน้า

ในช่วงที่หลอกล่อให้พิมพ์ดีดด้วยการติดสินบนแบบนี้
ผมสังเกตว่า
ช่วงที่เขากำลังฝึกพิมพ์ดีด
ใจมันจะไม่อยู่กับการพิมพ์ดีด
แต่ใจมันจะล่วงหน้าไปอยู่กับเกมส์
ทำให้เวลาฝึกพิมพ์ดีด ก็จะหงุดหงิด
เพราะคิดถึงแต่จะเล่นเกมส์คอมฯ
ทำให้ไม่ตั้งใจ พิมพ์ให้มันผ่านๆ ไปซะงั้น
ซ้ำรายตัวผมเองก็มักกจะหงุดหงิด
ด้วยว่าทำไมลูกจึงไม่ได้ดั่งใจเอาซะเลย

ผลลัพท์ที่ได้เหรอครับ
ทักษะการพิมพ์ดีดก็กระท่อนกระแท่นไปทีละนิด
แต่สุขภาพจิต และความสัมพันธ์พ่อ-ลูก แย่ลงเรื่อยๆ 

หลังจากนั้น ผมก็ลองปรับโปรแกรมการฝึกใหม่
โดยให้เขาเล่นเกมส์ที่เขาอยากจะเล่นก่อน
กำหนดเวลาเล่นเกมส์ให้แน่นอน
เช่น 20 นาที ถึง ครึ่งชั่วโมง

เมื่อเล่นเกมส์ที่ชอบจนพอใจ
(อาจจะไม่พอใจเท่าไหร่นัก
แต่เมื่อถึงเวลาก็ต้องเลิก)
แล้วก็ค่อยมาฝึกพิมพ์ดีดตบท้าย
ผมพบว่าแบบนี้กลับดีกว่า
เพราะเวลาเขาฝึกพิมพ์ก็ไม่หงุดหงิดเหมือนก่อน
(ก็ได้เล่นเกมส์สมใจในระดับนึงแล้วนี่)
หลังจากนั้น ผมก็จะให้ฝึกต่ออีกแค่ 10 - 15 นาที ต่อครั้ง
อาทิตย์นึง ก็ 2-3 ครั้ง

หลังจากเปลี่ยนกลยุทธ์ก็คิดว่า
ทักษะการพิมพ์เริ่มดีขึ้นเรื่อยๆ
มือไม้เริ่มดูดีขึ้น
ที่สำคัญสุขภาพจิตทั้งเด็กและผู้ใหญ่ก็ดีขึ้น
และตัวผมเองก็ต้องลดความคาดหวังลงบ้าง
คิดว่า 7 วันไม่ได้
7 เดือนก็ยังโอเคน่ะ
สำหรับเด็กตัวแค่นี้
ได้แค่นี้ก็นับว่าน่าพอใจแล้วล่ะ

(ขณะเวลาที่เขียนบันทึกนี้อยู่ฝึก
ได้ประมาณครึ่งนึงของบทเรียนแล้วครับ) 

ผมจึงตั้งใจเขียนบันทึกเพื่ออยากแบ่งปันประสบการณ์
ของการฝึกพิมพ์ดีดกับเด็กวัยซน ให้แก่ท่านที่สนใจ
และอีกส่วนหนึ่งก็ตั้งใจจะช่วยโฆษณา
ให้กับทางคุณเชิญศิริฯ และทีมงาน
เพื่อเป็นการไถ่ถอนความรู้สึกผิดเล็กๆ ในใจด้วยครับ 
(อย่าบอกใครนะว่าผมเคยแอบก๊อปปี้โปรแกรม
ไปให้เพื่อนๆ ลูกได้ฝึกฝน..แต่ก็แค่สองสามคนเองนะครับ)
เลยต้องช่วยเขาโฆษณาเพื่อทำคุณไถ่โทษเสียหน่อยครับ

ผมหวังว่าท่านที่ได้อ่านบันทึกนี้แล้ว
ท่านอาจจะอยากซื้อหนังสือและซีดีโปรแกรม
เพื่อไปฝึกฝนให้กับลูกหลาน หรือลูกศิษย์
ถ้าจะให้ดีก็ตั้งแต่อายุ 10 ขวบขึ้นไป 
สามารถปล่อยให้ฝึกเองได้เลย

แต่ถ้าเป็นเด็กเล็ก 5-6 ขวบก็ยังพอไหว
ต้องหลอกล่อกันเหนื่อยนิดนึง
และควรจะต้องมีครู หรือผู้ปกครอง
ที่พิมพ์สัมผัสเป็น คอยดูแลอย่างใกล้ชิด
จะได้ช่วยแก้ไขเวลาใช้นิ้วไม่ถูกต้อง

ทั้งนี้ก็เพื่อให้พวกเขาได้ฝึกฝนทักษะที่ห้าของการสื่อสารในยุคไอที
นอกเหนือไปจาก "ฟัง" "พูด" "อ่าน" "เขียน" แล้ว
"พิมพ์ดีด"  ก็เป็นทักษะหนึ่งที่จำเป็นอย่างยิ่ง
และมีแนวโน้มว่าจะจำเป็นมากขึ้นเรื่อยๆ
โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่จะสร้างเด็กให้เป็น Blogger รุ่นเยาว์

และในอนาคตหากลูกผมฝึกฝนจนจบครบกระบวนท่าเมื่อไหร่
คงได้กลับมาเล่าให้ฟังอีกครั้งหนึ่ง
แต่ก็ไม่แน่ว่าคราวนั้น
ผมจะให้เขามาเปิดบล็อกใน GotoKnow
แล้วเล่าด้วยตัวเขาเองเลยล่ะ


เอาจริงเอาจังขนาดนี้...พอมีแววบ้างมั๊ยคร๊าบ...


ฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคร๊าบ...