อัจฉรา
นางสาว อัจฉรา มิว สุทธิสุนทรินทร์

กรณีศึกษาห้องเรียนที่๒ - คนไทยถูกบันทึกว่าเป็นต่างด้าว- น.ส.พิกุล ลุงทุน


ทุกคนในครอบครัวของพิกุลยังมีพยานหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ที่พิสูจน์การอาศัยอยู่จริงในประเทศไทยติดต่อกัน

นางสาวพิกุล ลุงทุน :

แม้จะมีสัญชาติไทย ที่มีพยานหลักฐานยืนยันได้ชัดเจน

แต่ยังพบอุปสรรคใหญ่

เพราะเจ้าหน้าที่บอกว่าต้องส่งเรื่องไป ปปส. !!

 

นางสาวพิกุล ลุงทุน

เด็กสาววัย ๑๘ ปี ที่กำลังเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น โรงเรียนไทยรัฐวิทยา ๑๒  เพิ่งได้รับหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทยจากที่ว่าการอำเภอเชียงดาว จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ๒๕๕๒ แม้เธอจะลืมตาดูโลกครั้งแรกที่โรงพยาบาลเชียงดาว มาตั้งแต่วันที่ ๔ มิถุนายน ๒๕๓๔

นักเรียนห้อง ๒ แห่งโรงเรียนคลีนิคกฎหมายชาวบ้านแม่อาย

ด้วยความช่วยเหลือของ พี่บุญ พงษ์มา ครูประจำชั้นห้องเรียนห้อง ๒ ที่คอยดูแลและติดตามการเรียนรู้และพัฒนาสถานะทางกฎหมายของนักเรียนประจำห้อง ซึ่งถูกระบุว่า มีสัญชาติไทยแต่รอการพิสูจน์ นางสาวพิกุล ลุงทุน จึงเริ่มต้นการพัฒนาสถานะตามที่ครูใหญ่ ได้วิเคราะห์และกำหนดแนวทางไว้ว่า เมื่อพิกุลมีเลขประจำตัว ๑๓ หลักอยู่แล้ว จากการถือบัตรประจำตัวคนซึ่งไม่มีสัญชาติไทย เลขประจำตัว 6-5004-54000-61-2  และมีแบบพิมพ์ประวัติผู้ผลัดถิ่นสัญชาติพม่า  ขั้นต่อไปที่จะพิสูจน์การมีสัญชาติไทยนั้น พิกุล จะต้องเริ่มต้นจากการมีหนังสือรับรองการเกิดในประเทศไทย เพื่อจะยื่นคำร้องขอมีสัญชาติไทยตาม มาตรา ๒๓ แห่งพระราชบัญญัติสัญชาติ แก้ไขเพิ่มเติม ฉบับที่ ๔ พ.ศ.๒๕๕๑

ทำไมจึงเชื่อได้ว่า นางสาวพิกุล มีสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓

ด้วยบทบัญญัติของมาตรา ๒๓ ส่วนที่เกี่ยวข้องกับนางสาวพิกุลได้ระบุไว้ว่า “..ผู้ที่เกิดในราชอาณาจักรไทยแต่ไม่ได้สัญชาติไทยตามประกาศของคณะปฏิวัติ ฉบับที่ ๓๓๗ ลงวันที่ ๑๓ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๑๕ ..ถ้าบุคคลผู้นั้นอาศัยอยู่จริงในราชอาณาจักรไทยติดต่อกันโดยมีหลักฐานทางทะเบียนราษฎร และเป็นผู้มีความประพฤติดี หรือทำคุณประโยชน์ให้แก่สังคมหรือประเทศไทย ให้ได้สัญชาติไทยตั้งแต่วันที่พระราชบัญญัตินี้ใช้บังคับ..”

ดังนั้น นางสาวพิกุล ซึ่งเกิดในประเทศไทย จากนายเมือง และนางเป็ง ลุงทุน บิดามารดาซึ่งหนีการถูกเผาหมู่บ้านจากประเทศพม่า เข้ามาอาศัยอยู่ที่หมู่บ้านเปียงหลวง อำเภอเวียงแหง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ.๒๕๑๕ อันทำให้บิดามารดาของพิกุลไม่มีสัญชาติไทย ส่งผลให้พิกุลไม่ได้สัญชาติไทยตาม ปว.๓๓๗  ดังนั้นพิกุลจึงได้สัญชาติไทยโดยผลของมาตรา ๒๓  

นอกจากนี้ทุกคนในครอบครัวของพิกุลยังมีพยานหลักฐานทางทะเบียนราษฎร ที่พิสูจน์การอาศัยอยู่จริงในประเทศไทยติดต่อกัน อย่างน้อยก็นับแต่วันที่ ๔ พฤษภาคม พ.ศ.๒๕๓๗ ที่ทางอำเภอมีการสำรวจและจัดทำทะเบียนประวัติผู้พลัดถิ่นสัญชาติพม่าให้ทั้งครอบครัว

ด้วยเหตุนี้ การที่พิกุลได้รับหนังสือรับรองการเกิดจากอำเภอเชียงดาว เมื่อวันที่ ๒๗ มกราคม ที่ผ่านมานี้ น่าจะเป็นพยานหลักฐานชิ้นสุดท้ายที่จำเป็นและหนักแน่นเพียงพอต่อการยื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓  ตามสิทธิในสัญชาติที่กฎหมายให้เธอ นับตั้งแต่วันที่ ๒๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๑ ที่กฎหมายมีผลบังคับใช้

แล้ววันนี้ เกิดอะไรขึ้นกับนางสาวพิกุล

๔ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๒ วันที่พิกุลรอคอย วันที่ทางอำเภอเชียงดาวนัดให้เธอมายื่นคำร้องขอลงรายการสัญชาติไทย ตามมาตรา ๒๓ พิกุลรีบตื่นแต่เช้าเพื่อไปพบตามนัดพร้อมกับพ่อ แม่ ของเธอและพยาน กับทั้งหอบเอกสารหลักฐานทั้งหมดเท่าที่กฎหมายกำหนดไว้ เพื่อที่จะพิสูจน์ข้อเท็จจริงของการมีสัญชาติไทยของตัวเอง  แต่เจ้าหน้าที่ในอำเภอคนหนึ่งกลับบอกเธอว่า จะต้องส่งคำร้องของเธอไปที่ ปปส. (สำนักงานป้องกันและปราบปรามยาเสพติด) เพื่อให้ตรวจสอบ !!  

โปรดติดตามตอนต่อไป

เมื่อพิกุล มีคำถาม ว่า ทำไม ทำไม ทำไม หนูไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติดตั้งแต่เมื่อไร?

เมื่อครูประจำชั้น ครูใหญ่ และทุกคนที่เกี่ยวข้องกับคลีนิคกฎหมายชาวบ้าน มีคำถาม ว่า แล้วทำไมต้องส่งเรื่องไป ปปส.? มีกฎหมายข้อไหนระบุไว้ ? แล้วกรณีอื่นๆ อำเภอส่งไป ปปส.ด้วยหรือไม่ ?

เมื่อนักข่าวเริ่มสนใจ ?

ปลัดอำเภอ นายอำเภอ จนถึงอธิบดีกรมการปกครอง คงต้องมีคำตอบ ให้ได้ติดตามตอนต่อไป...

 

เขียนโดยนายชุติ  งามอุรุเลิศ และ น.ส.สรินยา กิจประยูร

...........................

 

 

 

หมายเลขบันทึก: 239879เขียนเมื่อ 5 กุมภาพันธ์ 2009 16:20 น. ()แก้ไขเมื่อ 12 กุมภาพันธ์ 2012 04:58 น. ()สัญญาอนุญาต: จำนวนที่อ่านจำนวนที่อ่าน:


ความเห็น (0)

ไม่มีความเห็น

พบปัญหาการใช้งานกรุณาแจ้ง LINE ID @gotoknow
ขอแนะนำ ClassStart
ระบบจัดการการเรียนการสอนผ่านอินเทอร์เน็ต
ทั้งเว็บทั้งแอปใช้งานฟรี