ได้แต่รอๆๆๆ ยิ่งดึก ก็คงยิ่งหมดหวัง

 

เมื่อวานนี้ ผู้เขียนกลับบ้านดึก เนื่องจากเมื่อเลิกจากงาน ไปเยี่ยมพ่อที่นอนไปไหนไม่ได้มา ๕ ปีแล้ว คิดถึง แต่่พ่อก็สบายดี นอกจากนี้ ก็ได้รับพี่สาว คนที่บวชเป็นแม่ชี ที่มาค้างดูแลพ่อ สองวัน เพราะคนดูแลประจำ กลับบ้าน

  ขณะที่จะพากันกลับบ้าน แม่ชีได้ขอให้ผู้เขียนไปส่ง เพื่อเยี่ยมแม่ชีสูงอายุคนหนึ่ง ที่อยู่วัดบนเขา กับหลานพิการทางปัญญา เพราะแม่ชีท่านนี้ ป่วยเป็นฝีและไข้มาหลายวัน เมื่อเช้านี้ส่งข่าวมาบอกว่า ล้มและฝีกระแทกกับไม้ เจ็บจวนจะขาดใจ ขอให้แม่ชี ช่วยหายาหอมมาให้ไว้หน่อย

  แรกๆผู้เขียนก็เห็นว่าตะวันยังไม่ตกดิน ก็คงจะไปทันได้เห็นทางขึ้นเขาชัดเจน แต่เมื่อผ่านตลาด แม่ชีบานเย็น พี่สาวของผู้เขียน ก็แวะซื้อของเยี่ยม มีถั่วลิสง ที่คนไข้อยากคั่วกินกับข้าว มีน้ำเต้าหู้ และอื่นๆอีก จนพอ ทำให้เวลาล่วงเลยมาเรื่อยๆ

  เมื่อเดินทางมาถนนสาย เขาเขียว มีรถวิ่งมาก และเป็นเวลาค่ำแล้ว นึกกังวลหนทางเหมือนกัน เห็นแม่ชีบอกทางจะชันสักหน่อย ผู้เขียนยังอยากเปลี่ยนใจเลย แต่ก็เกรงใจ เห็นแม่ชีว่า ถ้ารถขึ้นไม่ไหว เราก็เดินขึ้นไปกันสงสารคนไข้

  ผู้เขียนบอกไปว่า คราวหน้าไม่มามืดแล้วนะ อันตราย

พอถึงทางเข้า ก็แทบจะลงเดิน สูงชันจริงๆ แต่ก็พอไหว จึงขับรถขึ้นไปจนถึงที่ ด้วยความตื่นเต้นพอสมควร ระยะทางราวๆ ๒๐๐ เมตรเท่านั้นแหละ

  เมื่อผู้เขียนลงไปเห็นผู้ป่วย ก็ลืมความลำบากเมื่อสักครู่นี้จนหมดสิ้น เห็นแม่ชีสูงอายุร่างท้วมนิดๆ นอนปูเสื่อหน้าห้องน้ำ ผ้านุ่งสีขาวเปรอะเปื้อนรอยคราบหนองแห้งๆ เป็นวงๆ แม่ชีเป็นฝีฝักบัวที่ก้น และหัวเริ่มแตกแล้ว แต่ช่วยตัวเองไม่ได้ เพราะพิษไข้จากการกลัดหนอง เนื่องจากเป็นเบาหวาน และกลัวหมอจะผ่าฝี กลัวไปสารพัด เมื่อมีคนมาเยี่ยมบ้าง ก็อดทนไม่ได้บอกว่าอาการหนัก จึงไม่ค่อยมีใครสนใจ

  เห็นดังนั้น ก็ไม่ถามอะไรมาก สวมวิญญาณหมออนามัยทันที กับการทำงานที่ต้องดัดแปลงเพราะความขาดแคลนอุปกรณ์ ของสถานีอนามัยมาตลอด ลงมือค้นหาสิ่งที่จำเป็นในการจะรักษาฝีแม่ชี เห็นกล่องสังฆทาน รื้อดูก็พบสำลี ๒ ม้วน ขนาดเท่าแขน มียาน้ำเดือด แอลกอฮอล์ ยาแดง พลาสเตอร์ปิดแผล

 แค่นี้ก็เพียงพอแล้ว กับการจะรีดหนองออกจากแผล ผู้เขียนอธิบายให้แม่ชีเข้าใจ ว่าที่ป่วยหนักขึ้นทุกวัน เพราะปวดฝี ที่กลัดหนอง ไม่มีช่องทางระบายออก ฝีจึงลุกลาม กินเนื้อเข้าไปเรื่อยๆ ขณะนี้ฝีแตกแล้ว จะช่วยขับหนองออกให้ คืนนี้ จะได้นอนหลับสบาย

  แม่ชีกลัวก็กลัว แต่ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร ผู้เขียนและแม่ชีพี่สาวก็ชวนคุยไปเรื่อย ผ่อนหนัก ผ่อนเบา ให้พอทนความเจ็บปวดได้ จึงใช้เวลาราวๆเกือบชั่วโมง ในที่สุดผิวหนังที่รอบหัวฝี ก็เหี่ยวแฟ่บลง หลังจากทำความสะอากด้วยยาน้ำเดือด เช็ดแอลกอฮอล์รอบๆแผล แล้วก็ปั้นสำลี เป็นผืนสี่เหลี่ยมหนาๆ ปิดแผล และใช้พลาสเตอร์ยา ตรึงทั้งสี่ด้าน กันหลุด

  จากนั้นได้นำยาแก้อักเสบ ที่มีอยู่หนึ่งแผงมอบไว้ให้กิน ส่วนพารานั้น แม่ชีมีอยู่แล้ว กินเสียจน ปากกร่อยกินข้าวปลาไม่ลง แต่ก็บอกไว้ว่า ถ้าปวดก็ให้กินทุกสี่ชั่วโมง

 จากนั้น แม่ชีพี่สาว ก็เอาของฝากมาให้ แกะถุงน้ำเต้าหู้อุ่นๆ ให้ ยาคูลสองขวด ยาหอมอีก ๒กระปุก จัดหาน้ำท่ามาวางให้ ผู้เขียนเฝ้าดูคนสองคน ปรนนิบัติกัน อย่างมีน้ำใจไม่รังเกียจ พูดจานุ่มนวลชวนฟัง และก็ได้ยินแม่ชีพี่สาวบอกว่า อย่างไรก็ต้องมาดูกัน เป็นห่วง ดูเหมือนการรอคอยครั้งนี้ ช่างคุ้มค่า และมีคุณค่าทางใจยิ่งนัก

  ผู้เขียนนึกในใจ เกือบไปแล้ว ที่ไม่อยากให้เขามาหากันมืดๆในคืนนี้ กลัวอันตราย ต่างๆนาๆ แต่ผู้เขียนลืมนึกไป ถ้าตัวเองเป็นผู้ป่วย และกำลังเฝ้ารอคนที่คิดถึงจะมาเยี่ยม คงทรมานหัวใจน่าดู คืนหนึ่งอาจดูเหมือนว่า นอนหลับแป๊บเดียวก็ข้ามคืนแล้ว แต่คนไข้ที่นอนซม คงจะนอนไม่หลับ ได้แต่รอๆๆๆ ยิ่งดึก ก็คงยิ่งหมดหวัง

  แม่ชีบานเย็น  ธีระชัย พี่สาวของผู้เขียน มีจิตใจที่ละเอียดอ่อนมาก จึงเป็นที่รักของใครต่อใคร และแม่ชี ก็ดูแลคนรอบข้างได้อย่างดีเยี่ยม แม้กลับมาถึงวัดแล้ว ก็ยังมียายแก่ๆรอแม่ชีอยู่ เพราะกางมุ้งเองไม่ได้ ยืนแล้วจะล้ม แม่ชีต้องมากางมุ้งให้ทุกคืน

  เป็นคืนที่กลับบ้านดึก แต่มีความสุขเหลือเกิน ได้เห็นภาพคนทำดี และตัวเองก็มีส่วนช่วยคนทุกข์ด้วย

วันนี้ เมื่อระลึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น จึงมาบันทึกไว้ เพื่อแบ่งปัน ความสุขร่วมกันค่ะ

"เมตตาธรรม ค้ำจุนโลกา"