หนังสือธรรมะบันเทิง
ชวนม่วนชื่น
เป็นหนังสือธรรมะบันเทิงหลายเรื่องเล่า
แต่งโดย อาจารย์พรหม
แปลโดย ศรีวรา อิสสระ
เป็นหนังสือธรรมะ ที่ไม่มีขายที่ร้านหนังสือค่ะ
แต่มีให้อ่านที่ห้องสมุดประชาชนอำเภอราษีไศล
เห็นว่าเป็นหนังสือดีและมีประโยชน์มาก อ่านแล้วเกิดปัญญาดี
ขอร่วมแบ่งปันอ่าน เป็นเรื่องๆไปนะคะ
เรื่อง เท่าที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว
ฤดูมรสุมในเมืองไทยเริ่มตั้งแต่เดือนกรกฎาคมจนถึงเดือนตุลาคม ในช่วงเวลานี้พระสงฆ์จะงดเว้นการเดินทาง วางมือจากงานทั้งหลาย และอุทิศเวลาเพื่อการศึกษาและภาวนา เราเรียกช่วงเวลานี้ว่า “เข้าพรรษา”
ที่ปักษ์ใต้เมื่อหลายปีก่อน ท่านเจ้าอาวาสซึ่งเป็นพระที่มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย ท่านกำลังก่อสร้างศาลาหลังใหม่ในบริเวณวัดป่าของท่าน เมื่อถึงช่วงเข้าพรรษา ท่านก็ระงับการก่อสร้างและส่งช่างก่อสร้างกลับบ้าน เพราะนี่เป็นช่วงเวลาของความสงบในวัดของท่าน
สองสามวันต่อมา ผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่งเห็นสิ่งก่อสร้างที่สร้างไว้ครึ่งๆ กลางๆ นี้ จึงกราบเรียนถามท่านว่าศาลาหลังนี้จะสร้างเสร็จเมื่อใด โดยไม่มีอาการลังเล ท่านเจ้าอาวาสตอบ “ศาลาหลังนี้สร้างเสร็จแล้ว”
“ศาลาหลังนี้สร้างเสร็จแล้วหรือขอรับ?” ผู้มาเยี่ยมคนนั้นถามแล้วก้าวถอยหลังออกมา เขาคิดคำนึงในใจว่า “ท่านหมายความว่าอย่างไรนะ หลังคาก็ยังไม่มี ประตูหน้าต่างก็ไม่มีสักบาน ไม้และถุงปูนยังกองไปทั่ว ท่านจะทิ้งไว้อย่างนี้หรือ ท่านเพี้ยนหรือนี่ ท่านหมายความว่าอย่างไรแน่” เพื่อให้แน่ใจเขากราบเรียนถามท่านอีกครั้งว่า “ศาลานี้เสร็จแล้วหรือขอรับ ?”
ท่านเจ้าอาวาสผู้ชรายิ้ม และตอบอย่างอ่อนโยนว่า “เท่าที่ทำแล้วก็เสร็จแล้ว” แล้วท่านก็เดินจากไปเพื่อไปภาวนา
นี่เป็นวิธีการคิดเพียงวิธีเดียวที่จะสามารถหยุดเราจากการงานทั้งปวงเพื่อเข้าภาวนากรรมฐาน มิฉะนั้นแล้วงานที่เราต้องทำจะไม่มีวันเสร็จสิ้นได้เลย
หน้าที่ ๒๒-๒๓
เรื่อง จงปล่อยวางความรู้สึกผิดตลอดกาล
ขั้นตอนที่ยากที่สุดของการเดินทางออกจากความรู้สึกผิด คือ การที่จะทำให้ตนเองเชื่อมั่นว่า เราสมควรจะได้รับการให้อภัยเรื่องที่เล่าๆ มาทั้งหมดนั้นสามารถช่วยเราได้ แต่ขั้นตอนสุดท้ายที่จะหลุดจากเรือนจำนั้นต้องทำด้วยตนเองแต่เพียงผู้เดียว
เพื่อนคนหนึ่งของอาตมา เมื่อครั้งที่เขายังเล็ก กำลังเล่นกับเพื่อนที่เขาสนิทที่สุดบนสะพานยาวที่ยื่นไปในแม่น้ำ ด้วยความคึกคะนองเขาผลักเพื่อนของเขาตกลงไปในน้ำ เพื่อนจมน้ำตาย
ตั้งแต่นั้นมาเขาก็มีชีวิตอยู่ด้วยความรู้สึกผิดซึ่งกัดกร่อนจิตใจเขา พ่อแม่ของเพื่อนที่จมน้ำตายอาศัยอยู่ข้างบ้าน เขาเติบโตขึ้นมาด้วยความสำนึกว่า เขาเป็นผู้พรากชีวิตลูกชายของท่านทั้งสองไป และแล้ว เช้าวันหนึ่งเมื่อเขาได้เล่าเรื่องนี้ให้อาตมาฟังเขาจึงได้เขาใจว่า เขาไม่จำเป็นต้องรู้สึกผิดอีกต่อไปแล้ว เขาได้เดินออกจากเรือนจำที่เขาสร้างขึ้นมาเองไปสู่อิสรภาพอันแสนจะอบอุ่นในที่สุด
หน้า ๓๕
เรื่องรักๆ ใคร่ๆ
เมื่อเรารักใครสักคน เราจะมองเห็นแต่อิฐก้อนสวยๆ ในกำแพงคู่ชีวิตของเรา เพราะเราอยากเห็นแค่นั้น เราจึงเห็นแค่นั้น เราไม่ยอมรับความจริง ต่อมาเมื่อเราไปหาทนายความเพื่อดำเนินคดีเรื่องอย่าร้าง เราก็จะเห็นแต่อิฐก้อนน่าเกลียดๆ ในกำแพงคู่ชีวิตของเรา เรามืดบอดต่อความดีใดๆ ทั้งสิ้น เราไม่ต้องการที่จะเห็นมัน เราจึงไม่เห็นมัน เป็นการไม่ยอมรับความจริงอีกครั้ง
ทำไมความรู้สึก รักๆ ใคร่ๆ มักจะเกิดขึ้นในไนท์คลับที่มืดสลัว หรือระหว่างอาหารค่ำที่ได้นั่งอิงแอบกันกลางแสงเทียน หรือในค่ำคืนกลางแสงจันทร์? นั้นเป็นเพราะว่าในสถานการณ์และบรรยากาศเช่นนั้น เราจะมองไม่เห็นสิวบนใบหน้าของเธอหรือเห็นฟันปลอมของเขาคนนั้น ท่ามกลางความสลัวของแสงเทียน จินตนาการของเราจะไร้ขอบเขตจนฝันเห็นว่าหญิงที่นั่งตรงข้ามนั้นงามราวกับนางแบบแนวหน้าหรือหนุ่มคนนี้รูปงามราวกับดาราภาพยนตร์ คนเรารักที่จะเพ้อฝัน และเราก็มักจะเพ้อฝันถึงความรัก อย่างน้อยเราก็ควรรู้ตัวนะว่าเรากำลังทำอะไรอยู่
พระไม่ใช่ผู้ที่เกี่ยวข้องกับเรื่อง รักๆ ใคร่ๆ กลางแสงเทียน แต่เป็นผู้จะส่องแสงสว่างแห่งความเป็นจริงให้ปรากฏ ถ้าโยมต้องการที่จะฝัน โยมก็ยังไม่ต้องเขาวัดหรอก ในปีแรกที่อาตมาบวชเป็นพระที่ภาคอีสานของไทย อาตมากำลังนั่งอยู่ในตอนหลังของรถคันหนึ่งกับพระฝรั่งอีกสององค์ หลวงพ่อชาท่านอาจารย์ของอาตมานั่งที่เบาะหน้า จู่ๆ หลวงพ่อก็หันหน้ามาข้างหลังและจ้องดู พระหนุ่มชาวอเมริกันซึ่งเพิ่งบวชใหม่ๆ ที่นั่งอยู่ข้างอาตมา แล้วท่านก็พูดอะไรบางอย่างเป็นภาษาไทย พระฝรั่งองค์ที่สามที่นั่งอยู่ในรถพูดภาษาไทยได้คล่อง ท่านจึงแปลให้เราฟัง“ หลวงพ่อบอกว่าคุณกำลังคิดถึงแฟนของคุณที่อยู่ที่แอลเอนู่น”
พระบวชใหม่ชาวอเมริกันถึงกับอ้าปากค้างด้วยความงงงัน
หลวงพ่อรู้วาระจิตของท่าน รู้ว่าท่านกำลังคิดอะไรอยู่ แถมยังแม่นยำเสียด้วย หลวงพ่อยิ้มแล้วพูดต่อว่า “ทำไมต้องห่วง เรื่องนี่จัดการได้ ให้เขียนจดหมายไปหาเธอ ขอให้เธอส่งของส่วนตัวบางอย่างมาให้คุณ เอาสิ่งที่ใกล้ชิดกับตัวเธอมากที่สุด ที่คุณสามารถเอาออกมาชื่นชมได้เมื่อคุณคิดถึงเธอ เพื่อจะเตือนคุณให้ระลึกถึงเธอ”
พระบวชใหม่ถามด้วยความประหลาดใจว่า “โอ้ !พระเราทำได้หรือครับ”
หลวงพ่อตอบว่า “ทำได้”
เห็นทีพระท่านคงเข้าอกเข้าใจในเรื่อง รักๆ ใคร่ๆ กระมัง
สิ่งที่หลวงพ่อกล่าวต่อไปนั้นต้องใช้เวลาอยู่หลายนาทีกว่าจะแปล ออกมาได้ ล่ามของเราถึงกับต้องกลั้นหัวเราะให้อยู่และรวบรวมสมาธิเสียก่อน
“หลวงพ่อบอกว่า................” ท่านพยายามที่จะเอ่ยคำออกมา ปาดน้ำตาที่เล็ดจากการหัวเราะทิ้ง “หลวงพ่อบอกว่าคุณควรจะขอให้เธอส่งขี้ใส่ขวดมาให้ แล้วเมื่อไหร่ที่คุณคิดถึงเธอ คุณจะได้หยิบขวดขี้ของคุณมาสูดดม !”
นี่ไงล่ะของเฉพาะตัวของเธอ เมื่อเราเปล่งวาจาว่าเรารักคู่ชีวิตของเรา เรามิได้หมายความว่าเรารักทุกสิ่งทุกอย่างในตัวเขาหรอกหรือ? คำแนะนำอย่างเดียวกันนี้สามารถใช้ได้กับแม่ชีที่กำลังถวิลหาแฟนหนุ่มของเธอ
อย่างที่อาตมาบอกแล้ว ถ้าโยมยังพอใจและเพ้อฝันถึงเรื่อง รักๆ ใคร่ๆ
โยมก็อยู่ห่างๆ วัดของเราไปก่อนเถอะ
หน้าที่ ๔๗-๔๙
เรื่อง สงบลงด้วยการให้อภัย
เมื่อใครคนหนึ่งทำร้ายเรา เราไม่จำเป็นที่ต้องเป็นคนที่จะลงโทษเขา ถ้าเราเป็นชาวคริสต์ มุสลิม หรือ ยิว เราน่าจะเชื่อว่าพระผู้เป็นเจ้าจะลงโทษเขาอย่างสาสม? ถ้าเราเป็นชาวพุทธ ฮินดู หรือ ซิกห์ เราย่อมเชื่อว่าผู้ทำร้ายเราจะโดนกรรมที่เขาก่อไว้สนองเอง และถ้าคุณเป็นพวกลัทธิสมัยใหม่ประเภทนิยมการบำบัดทางจิต คุณก็เชื่อว่าคนที่ทำร้ายคุณจะต้องเข้ารับการบำบัดทางจิตที่แสนจะแพงเป็นเวลาหลายปีด้วยความรู้สึกผิด! ดังนั้น ทำไมเราจะต้องเป็นผู้
“ให้บทเรียน” แก่เขา? หากพิจารณาด้วยปัญญาแล้ว เราก็ได้พบว่า เราไม่จำเป็นต้องเป็นผู้ลงมือสำเร็จโทษเขา เรายังคงทำหน้าที่ต่อสังคมของเราได้เมื่อเราปล่อยวางความโกรธและสงบลงด้วยการให้อภัย
พระฝรั่งเพื่อนอาตมาสององค์ กำลังมีเองโต้เถียงกันพระองค์หนึ่งท่านเป็นอดีตนาวิกโยธินอเมริกันที่เคยผ่านการรบแนวหน้าในสงครามเวียดนาม และเคยบาดเจ็บอย่างหนัก ส่วนอีกองค์ท่านเคยเป็นนักธุรกิจที่ประสบความสำเร็จสูง ทำเงินมหาศาล จนสามารถ “ปลดเกษียณ” ตัวเองเมื่ออายุเพียงยี่สิบกว่าปี ทั้งสองท่านฉลาด เข็มแข็งและแกร่งสุดๆ
พระเราไม่สมควรจะโต้เถียงกัน แต่ท่านก็กำลังทำอยู่ พระไม่ควรจะดวลหมัดกัน แต่ท่านก็เกือบๆ อยู่รอมร่อ ท่านกำลังถมึงตาใส่กัน จมูกเกือบจะชนจมูก และพ่นความโกรธใส่กันขณะที่กำลังเจรจาโต้ตอบกันด้วยถ้อยคำเผ็ดร้อนสุดขีด จู่ๆ อดีตนาวิกโยธินก็คุกเข่าลงกราบอย่างงดงามต่อหน้าพระอดีต นักธุรกิจผู้ที่กำลังตกใจสุดขีด ท่านแหงนหน้าขึ้น และกล่าวว่า “ผมเสียใจให้อภัยผมด้วยเถิด”
มันเป็นการกระทำออกมาจากใจที่พิเศษ และหาได้ยาก ซึ่งมักเกิดขึ้นเองจากแรงบันดาลใจมากกว่าจะเกิดจากการวางแผน มันเป็นสิ่งที่รับรู้ได้เพราะอยู่ๆ
มันก็เกิดขึ้นอย่างที่ไม่ทันจะหักห้ามใจหรือต่อต้านได้
พระอดีตนักธุรกิจถึงกับน้ำตาซึม
ไม่กี่นาทีต่อมา ผู้คนก็ได้เห็นท่านเดินไปด้วยกันฉันเพื่อน
นั่นแหละคือสิ่งที่พระเราสมควรที่จะกระทำ
หน้า ๙๖-๙๗
เรื่อง วีไอพี เป็นได้อย่างไร
อาตมาต้องเรียนรู้เรื่องการก่อสร้างในปีแรกที่วัดของเรา งานก่อสร้างชิ้นสำคัญชิ้นแรก คือ บ่อบำบัดน้ำเสียของห้องส้วมหกห้อง และห้องอาบน้ำอีกหกห้อง อาตมาจึงต้องหาความรู้เรื่องงานประปา วิธีการเรียนรู้ของอาตมา คือ การหอบแปลนไปที่ร้านขายวัสดุอุปกรณ์การประปา กางแปลนบนเคาน์เตอร์แล้วบอกเขาว่า “ช่วยด้วย !” เราต้องสั่งของเยอะ ฉะนั้น เฟรด คนขายที่เคาน์เตอร์ จึงไม่อิดออดที่จะให้เวลากับอาตมามากกว่าปกติเล็กน้อยเพื่อจะอธิบายว่าต้องใช้อุปกรณ์ไรบ้าง ทำไมต้องใช้อุปกรณ์ต่างๆ เหล่านี้ และจะประกอบมันเข้าด้วยกันอย่างไร ในที่สุด ด้วยความอดทนเพียรพยายาม ด้วยสามัญสำนึก และด้วยคำแนะนำจากเฟรด ระบบบำบัดน้ำเสียของอาตมาจึงเสร็จสมบูรณ์ เจ้าหน้าที่อนามัยประจำเขตมาตรวจอย่างละเอียด และเราก็สอบผ่าน ทำให้อาตมาตื่นเต้นทีเดียว สองสามวันถัดมา เราก็ได้รับบิลเรียกเก็บเงินค่าชิ้นส่วนงานประปาต่างๆ อาตมาขอเช็คจากเหรัญญิกวัด และส่งไปรษณีย์ไปพร้อมจดหมายขอบคุณ โดยขอบคุณเฟรดเป็นพิเศษที่ได้ช่วยเราให้เริ่มการสร้างวัดของเราด้วยดี ในเวลานั้น อาตมาไม่ได้รู้ว่าบริษัทขายอุปกรณ์ประปาใหญ่ๆ เช่นบริษัทนี้ ซึ่งมีสาขามากมายรอบๆ เมืองเพิร์ธ มีแผนกบัญชีแยกต่างหาก เมื่อเสมียนในแผนกบัญชีเปิดจดหมายของอาตมาอ่าน เขาถึงกับอึ้งไปเลยที่ได้รับจดหมายชมเชยจากลูกค้าเขาจึงรีบนำจดหมายไปให้ผู้จัดการแผนกบัญชี เป็นเรื่องปกติที่เมื่อฝ่ายบัญชีได้รับจดหมายแนบมากับเช็ค มันมักจะเป็นเรื่องต่อว่าเสมอ ผู้จัดการแผนกบัญชีเกิดอาการประหลาดใจเช่นกัน เขารีบนำจดหมายของอาตมาไปให้กรรมการผู้จัดการใหญ่ของบริษัท เมื่อกรรมการผู้จัดการใหญ่ได้อ่านจดหมาย เขาก็ปลื้มมากถึงขนาดยกหูโทรศัพท์บนโต๊ะทำงานต่อหาเฟรดที่เคาน์เตอร์ขายที่สาขาหนึ่งในจำนวนมากมายของบริษัท เพื่อบอกเฟรดเรื่องจดหมายของอาตมาที่ขณะนี้อยู่บนโต๊ะทำงานไม้มะฮอกกานีของเขา “นี่คือสิ่งที่เราต้องการทำให้เกิดขึ้นในบริษัทของเราเชียวนะเฟรด ลูกค้าสัมพันธ์ ! มันเป็นหนทางที่เราจะมุ่งหน้าไปสู่” “ครับท่าน” “คุณทำงานได้ยอดเยี่ยมมากนะเฟรด” “ครับท่าน” “ผมหวังว่าเราจะมีพนักงานอย่างคุณให้มากๆ” “ครับท่าน” “ตอนนี้เงินเดือนคุณเท่าไหร่นะ เราอาจทำให้มันดีขึ้น ” “คร้าบ ท่าน ! ” “ยอดเยี่ยมมาก เฟรด” “ขอบคุณครับท่าน” หลังจากเรื่องนี้เกิดขึ้นแล้วประมาณสองสามชั่วโมง อาตมาได้เดินเข้าไปในร้าน เพื่อจะขอเปลี่ยนอะไหล่ชิ้นหนึ่งสำหรับงานอีกงานหนึ่ง ตอนนั้นมาช่างประปาร่างใหญ่ชาวออสซี่สองคนที่บ่ากว้างยังกับถังเซปติคยืนรอรับการบริการอยู่ก่อนหน้าอาตมา แต่เฟรดก็มองเห็นอาตมา “ท่านพรหม ! ” เขาพูดพร้อมยิ้มกว้าง “เชิญมาทางนี้” อาตมาได้รับการบริการเยี่ยงวีไอพี เขาพาอาตมาไปที่หลังร้าน ซึ่งไมใช่ที่ๆลูกค้าจะไปได้ เพื่อให้อาตมาเลือกชิ้นส่วนที่อาตมาต้องการ ผู้ร่วมงานของเฟรดที่เคาน์เตอร์เล่าให้อาตมาฟังเรื่องโทรศัพท์สดๆร้อนๆ จากกรรมการผู้จัดการ อาตมาได้ชิ้นส่วนที่ต้องการแล้ว มันใหญ่และแพงกว่าชิ้นส่วนที่เอามาแลก อาตมาถามว่า “ต้องจ่ายเพิ่มอีกเท่าไหร่ ?” ด้วยรอยยิ้มกว้างจากหูถึงหู เฟรดตอบว่า “ท่านพรหม สำหรับท่าน ไม่ต้องจ่ายเพิ่มหรอกครับ ! ” ฉะนั้นการยกย่องชมเชยก็ให้ผลดีในด้านการเงินอีกด้วยนะ
หน้า ๑๐๒-๑๐๕
เรื่อง ถังขยะกันรั่ว
งานส่วนหนึ่งของอาตมาคือการรับฟังปัญหาของเพื่อนมนุษย์ บริการของพระมักจะคุ้มค่าคุ้มราคาเสมอ เพราะพระไม่เคยคิดค่าบริการใดๆ บ่อยครั้งเมื่ออาตมาได้ฟังเรื่องราวความสับสนวุ่นวายที่สลับซับซ้อนและน่าลำบากใจที่มีผลต่อคนเราบางคน ความสงสารและเห็นใจที่อาตมามีให้พวกเขาพลอยทำให้อาตมาเศร้าหมองไปด้วย การช่วยดึงคนออกจากหลุมนั้น บางครั้งอาตมาก็จำต้องลงไปในหลุมด้วยตนเองเพื่อจะไปให้ถึงมือของเขา แต่อาตมาจะไม่ลืมหนีบบันไดไปด้วยเสมอ เมื่อการให้ความช่วยเหลือเสร็จสิ้นลง อาตมาจะสดใส่ร่าเริงเช่นเดิม งานให้คำแนะนำของอาตมาไม่เคยทิ้งเสียงสะท้อนใดๆ ไว้เลย ทั้งนี้เพราะอาตมาได้รับการฝึกฝนมาเช่นกัน
หลวงพ่อชา ท่านอาจารย์ของอาตมาในเมืองไทย สอนไว้ว่า
พระเราต้องทำตนเป็นถังขยะ พระสงฆ์โดยเฉพาะพระผู้ใหญ่จำเป็นต้องนั่งอยู่ในวัดของท่าน รับฟังปัญหานานาประการของโยม และยอมรับขยะทั้งหมดของเขา ปัญหาการแต่งงาน ความยุ่งยากของวัยรุ่น เรื่องทะเลาะกับเครือญาติ ปัญหาการเงิน เราฟังมาเยอะ อาตมาก็ไม่รู้ว่าทำไม พระผู้ประพฤติพรหมจรรย์จะไปรู้อะไรเกี่ยวกับชีวิตคู่ ? เราละจากโลกฆราวาสเพื่อจะออกจากขยะพวกนั้น แต่ด้วยความเมตตา เราได้นั่งฟัง แบ่งปันความสงบสุขของเรา และรับขยะทั้งหมดมา
ยังมีคำแนะนำเพิ่มเติมที่จะขาดเสียมิได้ที่หลวงพ่อได้สอนไว้ ท่านบอกให้เราทำตนให้เป็นทั้งขยะที่มีรูอยู่ที่ก้นถัง ! เราจะรับขยะทั้งหมดไว้ได้ แต่เราจะไม่เก็บมันไว้เลย
ดังนั้นเพื่อนหรือผู้ให้คำปรึกษาแนะนำที่มีประสิทธิภาพย่อมเป็นเช่นถังขยะก้นรั่วที่ไม่เคยเต็ม พร้อมจะรับฟังปัญหาอื่นๆ ต่อไปเสมอ
หน้า ๑๑๙-๑๒๐
เรื่อง ดื่มชาเมื่อไม่มีทางออก
มักจะมีอะไรให้เราทำเสมอกับส่วนผสมต่างๆในแต่ล่ะวัน ของเรา
แม้ว่าสิ่งนั้นจะเป็นเพียงการนั่งลง มีความสุขกับชาถ้วยสุดท้ายของเรา
เรื่องต่อไปนี้อาตมาได้มาจากเพื่อนครูที่โรงเรียนที่เคยเป็นทหารอยู่ในกองทัพอังกฤษเมื่อสงครามโลกครั้งที่สอง
ขณะกำลังลาดตระเวนอยู่ในป่าทึบของพม่า เขายังหนุ่มอยู่ไกลจากบ้านเกิดเมืองนอน และกำลังขวัญเสีย ทหารพรานจากหน่วยลาดตระเวนกลับมาแจ้งข่าวร้ายแก่ผู้บัญชาการ หน่วยลาดตระเวนเล็กๆ นี้ได้พบกองทหารญี่ปุ่นมากมายหลายกองโดยบังเอิญ ทหารญี่ปุ่นมีจำนวนเยอะกว่ามากและโอบล้อมไว้ทุกสารทิศนายทหารอังกฤษหนุ่มผู้นี้เตรียมตัวที่จะตาย
เขาได้เชื่อว่าหัวหน้าของเขาจะต้องออกคำสั่งให้สู้เพื่อตีฝ่าออกไป นั่นเป็นสิ่งที่ลูกชายจะต้องทำ บางทีบางคนอาจจะรอด แต่ถ้าไม่รอด เขาก็จะได้ปลดชีวิตข้าศึกบางคนให้ตายไปกับเขาด้วย นั่นเป็นสิ่งที่ทหารควรจะทำ
แต่ไม่ใช่นายทหารผู้บังคับบัญชาของเขา เขากลับสั่งให้ทหารอยู่เฉยๆ นั่งลง และชงชา ก็เป็นทองทัพอังกฤษนี่ !
ทหารหนุ่มคิดว่าผู้บังคับบัญชาการของเขาน่าจะบ้าไปซะแล้ว ใครล่ะจะสามารถนึกถึงชาสักถ้วยในขณะที่ถูกศัตรูล้อมโดยไม่มีทางออกและใกล้จะต้องตาย ในกองทัพโดยเฉพาะเวลาสงครามทหารจะต้องทำตามคำสั่งอย่างเคร่งครัด ทหารทุกคนจึงชงชาที่พวกเขาคิดว่าเป็นชาถ้วยสุดท้ายในชีวิต ก่อนที่จะดื่มชาเสร็จ ทหารพรานก็กลับมาและกระซิบกับผู้บัญชาการ จากนั้นผู้บัญชาการจึงประกาศกับทุกคนว่า “ข้าศึกได้เคลื่อนย้ายไปแล้วตอนนี้เรามีทางออกแล้ว จงเก็บของโดยเร็วอย่างเงียบๆ ไปกันเถอะ ! ”
ทุกคนรอดกลับออกมาโดยปลอดภัย นั่นเป็นเหตุให้เขาเล่าเรื่องนี้ให้อาตมาฟังเมื่อหลายปีต่อมา เขาบอกอาตมาว่าเขาเป็นหนี้ชีวิตแก่สติปัญญาของ ผู้บัญชาการคนนั้น ไม่ใช่เฉพาะในสงครามที่พม่าเท่านั้น แต่อีกหลายๆครั้งนับแต่นั้นมาหลายครั้งหลายคราวในชีวิตของเขา เสมือนกับว่าเขาตกอยู่ในวงล้อมของศัตรูที่มีจำนวนมากมายนัก เขาไม่มีทางออกและกำลังจะตาย ศัตรูที่เขาหมายถึงคือ การเจ็บไขได้ป่วยอย่างหนัก อุปสรรคที่น่ากลัว และความวิบัติ ท่ามกลางสิ่งเหล่านั้นดูเหมือนว่ามันไม่มีทางออกจริงๆ ถ้าเขาไม่เคยผ่านประสบการณ์ที่พม่า เขาคงต้องพยายามต่อสู้เพื่อหาทางออกจากปัญหาเหล่านั้น
แล้วไม่ต้องสงสัยเลยว่า มันจะทำให้ทุกอย่างเลวร้ายลง แต่แทนที่จะทำเช่นนั้น เมื่อความตายหรือปัญหาปางตายรุมล้อมตัวเขาทุกๆด้าน เขาจะแค่นั่งลงและ ดื่มชา
โลกเราเปลี่ยนแปลงอยู่ตลอดเวลา เช่นเดียวกับครรลองของชีวิต เขาดื่มชา ประหยัดพลังงานเขาไว้ และรอเวลาซึ่งย่อมมาถึงเสมอ เวลาที่เขาสามารถทำอะไรสักอย่างได้มีประสิทธิภาพ เช่น การหนีให้รอด
สำหรับผู้ที่ไม่ชอบดื่มชา โปรดจำคำกล่าวนี้ไว้ “เมื่อใดที่ไม่มีอะไรให้ทำ เมื่อนั้นก็ไม่ต้องทำอะไร”
อาจจะเป็นที่รู้ๆ กันอยู่ แต่มันอาจไม่ถึงกับช่วยรักษาชีวิตเราไว้ได้ด้วย
หน้า ๑๒๕-๑๒๗
เรื่อง ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน
หลังจากการซื้อที่ดินเพื่อสร้างวัดเมื่อ พ.ศ.๒๕๒๖ นั้น เราก็หมดตัวและเป็นหนี้โดยที่ยังไม่มีสิ่งปลูกสร้างใดๆแม้แต่เพิงที่อาศัยได้บนที่ดินผืนนั้น ในช่วงสองสามอาทิตย์แรก เราต้องอาศัยนอนอยู่บนบานประตูเก่าๆที่ซื้อมาถูกๆ จากคนขายของเก่า เราหนุนบานประตูเก่าๆ นั้นให้สูงขึ้นจากพื้นดินด้วยก้อนอิฐ (เราไม่มีแม้แต่เบาะนอน นั่นก็เป็นของแน่อยู่แล้วเพราะว่าเราเป็นพระป่านี่)
ท่านเจ้าอาวาสได้บานประตูที่ดีที่สุด เป็นบานประตูเรียบๆ ส่วนบานประตูของอาตมา เป็นชนิดที่มีบัว แถมยังมีรูขนาดใหญ่พอควรอยู่ตรงกลางตรงบริเวณที่เคยติดลูกบิด โชคดีนะที่เขาถอดลูกบิดออกไปแล้ว แต่เจ้ารูนี่ก็ยังคงอยู่เกือบจะกลางเตียงประตูของอาตมาทีเดียว อาตมาเคยพูดตลกๆว่า อาตมาไม่ต้องลุกจากเตียงไปเข้าห้องน้ำหรอกนะ! ความจริงที่แสนหนาวก็คือว่า ลมสามารถพัดกรูผ่านเจ้ารูนี่มาถึงตัวอาตมา ทำให้อาตมาไม่ค่อยได้หลับได้นอนในช่วงค่ำคืนเหล่านั้น
พวกเราเป็นพระจนๆ ที่ต้องการอาคารที่พักอาศัย แต่ไม่มีกำลังทรัพย์พอที่จะจ้างช่างก่อสร้างได้ แค่ค่าวัสดุต่างๆ ก็แพงเกินพอแล้ว อาตมาจึงต้องเรียนรู้ว่าเขาทำงานก่อสร้างกันอย่างไร เตรียมฐานรากอย่างไร ตลอดจนการผสมคอนกรีต การก่ออิฐ การตั้งหลังคา งานประปา และทุกๆอย่าง ก่อนจะบวชอาตมาเคยเป็นนักฟิสิกส์ทฤษฎีและเป็นครูโรงเรียนมัธยมผู้ไม่เคยคุ้นกับการใช้แรงงานด้วยมือทั้งสองนี้ เพียงไม่กี่ปีอาตมากลายเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือไม่เบา ขนาดที่สามารถเรียกคณะทำงานของอาตมาได้ว่า บริษัทพุทธก่อสร้าง (BBC-Buddhist Building Company) แต่ขณะที่เริ่มต้นนั้นมันช่างเป็นเรื่องที่ยากเย็นแสนเข็ญเอามากๆ
การก่ออิฐอาจจะดูเป็นเรื่องง่ายๆ เพียงแค่โปะปูนลงไปแล้ววางก้อนอิฐ แตะด้านนี้ทีด้านนั้นทีให้เข้าที่ ตอนอาตมาเริ่มก่ออิฐใหม่ๆ อาตมาแตะกดมุมหนึ่งเพื่อให้ได้ระดับ อีกมุมหนึ่งกับยกขึ้น พออาตมากดด้านที่ยกขึ้นนั้นให้ลงมา อิฐก็เริ่มแตกแถวแตกแนว หลังจากที่อาตมาดันมันให้กลับเข้าที่ มุมแรกก็เริ่มสูงเกินไปอีกแล้ว โยมลองทำดูซิ!
เพราะอาตมาเป็นพระ อาตมาจึงมีความอดทนและมีเวลาที่จะทำงานไดโดยไม่จำกัด อาตมาจึงทำงานอย่างประณีตที่สุด โดยไม่สนว่าจะต้องใช้เวลายาวนานเท่าใด เพื่อให้ได้มั่นใจว่าอิฐทุกก้อนจะถูกวางไว้อย่างสมบูรณ์แบบที่สุด ในที่สุดการก่อกำแพงอิฐแผงแรกของอาตมาก็สำเร็จลง อาตมาก้าวถอยออกมายืนชื่นชมผลงานผลงาน ในชั่วขณะนั้นแหละที่อาตมาสังเกตเห็น ....โอ้ย!..... อาตมาก่ออิฐพลาดสองก้อน อิฐก้อนอื่นๆ เป็นแถวเป็นแนวสวยงาม มีแต่เจ้าอิฐสองก้อนนี่แหล่ะที่เอียงๆ ทำมุมกับแนวอิฐก้อนอื่นๆมันดูแย่มากๆเลย มันทำให้กำลังทั้งแผงดูไม่ดีเลย
ขณะนั้นปูนก่ออิฐก็แข็งเกินกว่าที่จะสามารถดึงอิฐออกมาก่อใหม่เสียแล้ว อาตมาจึงกราบเรียนท่านเจ้าอาวาส ขอทุบกำแพงเพื่อเริ่มต้นการก่ออิฐใหม่อีกครั้ง หรือถ้าจะให้ดีก็อยากจะระเบิดมันทิ้งไปเลย อาตมาก่ออิฐไม่ดี และอาตมารู้สึกอับอาย ท่านเจ้าอาวาสไม่อนุญาตให้รื้อ กำแพงนี้จะต้องคงอยู่
เวลาอาตมาพาแขกเยี่ยมชมวัดที่เริ่มตั้งใหม่ของเรา อาตมาพยายามหลีกเลี่ยงที่จะพาแขกเดินไปทางกำแพงนั้นอาตมาไม่อยากให้ใครๆเห็นมันเลย จนกระทั่งวันหนึ่งเวลาผ่านไปได้สามสี่เดือน ขณะที่อาตมากำลังเดินอยู่กับผู้มาเยี่ยมวัดคนหนึ่งเขาสังเกตเห็นกำแพงนั้น แล้วก็เปรยขึ้นมาว่า “กำแพงนี่สวยดี”
อาตมาถามเขาด้วยความประหลาดใจว่า“ คุณลืมแว่นสายตาของคุณไว้ในรถรึป่าว ? สายตาคุณเสื่อมหรือเปล่า ? คุณไม่เห็นรึว่ามีอิฐถึงสองก้อนที่วางไม่ดีจนทำให้กำแพงนี้เสียหายหมด ?”
คำพูดที่เขาตอบอาตมานั้นได้เปลี่ยนแปลงทัศนคติทั้งหมดของอาตมา ต่อกำแพงนั้น ต่อตัวอาตมาเอง และต่อหลายๆ แง่มุมของชีวิต เขาบอกอาตมาว่า “ใช่ ผมเห็นอิฐที่วางไม่ดีสองก้อนนั้น แต่ผมก็ได้เห็นด้วยว่ามีอิฐอีก ๙๙๘ ก้อน ก่อไว้อย่างสวยงามเป็นระเบียบ”
อาตมาถึงกับอึ้งทีเดียว นับเป็นครั้งแรกในรอบสามเดือนที่อาตมาสามารถมองเห็นอิฐก้อนอื่นๆ บนกำแพงนั้นนอกเหนือจากเจ้าสองก้อนที่เป็นปัญหา ไม่ว่าจะเป็นอิฐที่อยู่ด้านบน ด้านล่าง ด้านซ้าย และด้านขวาของเจ้าอิฐสองก้อนนั้น ล้วนแต่เป็นอิฐที่ก่อไว้อย่างดีไม่มีที่ติ ยิ่งไปกว่านั้นจำนวนอิฐที่ดีนี้มีมากกว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมากมายนัก ก่อนหน้านี้ตาของอาตมาจับจ้องเฉพาะแต่ที่อิฐสองก้อนนั้น ตาอาตมามืดบอดต่อสิ่งอื่นๆทั้งหมดจึงไม่อาจทนมองกำแพงนั้นได้และไม่ต้องการให้ผู้อื่นได้เห็นกำแพงนั้นด้วย เป็นเหตุให้อาตมาอยากจะทลายกำแพงนั้นทิ้งเดี๋ยวนี้ เมื่ออาตมาเห็นอิฐดีๆแล้ว กำแพงนั้นก็ไม่น่าเกลียดอีกต่อไป มันก็เป็นเหมือนกับผู้มาเยี่ยมคนนั้นพูด “กำแพงนี่สวยดี” เดี๋ยวนี้กำแพงนั้นก็ยังคงอยู่ แม้เวลาจะผ่านไป ๒๐ ปีแล้ว อาตมาเองก็ลืมเสียแล้วว่าเจ้าอิฐไม่ดีสองก้อนนั้นมันอยู่ตรงไหนแน่ อาตมาไม่สามารถเห็นจุดที่ผิดพลาดนั้นจริงๆ
มนุษย์เราสักกี่คนที่ตัดสัมพันธ์หรือหย่าร้างเพียงเพราะเขาเพ่งมองแต่ “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน” ที่อยู่ในตัวคู่ชีวิตของเขา พวกเรากี่คนที่เคยรู้สึกท้อแท้ สิ้นหวังจนอาจจะอาจจะเคยคิดฆ่าตัวตายเพียงเพราะเรามองเห็นแต่ “อิฐที่ไม่ดีสองก้อน” ในตัวของเรา ทั้งๆที่ในความเป็นจริงมี “อิฐที่ไม่ดีและอิฐที่ไม่มีที่ติ” มากมายอยู่เคียงข้างส่วนที่บกพร่อง ไม่ว่าจะมองไปทางข้างบน ข้างล่าง ข้างซ้าย ข้างขวา เพียงแต่เรามองมันไม่เห็นแค่นั้น แทนที่จะเห็นสิ่งดีๆที่มีอยู่ สายตาของเรากับเพ่งมองจดจ่อเฉพาะสิ่งที่ผิดพลาด ทั้งหมดที่เราเห็นมีแต่สิ่งผิดพลาด จนเราคิดจะทำลายมันทิ้งเสียมันน่าเศร้าจริงๆที่หลายครั้งหนเราได้ลงมือทลาย “กำแพงที่ดีนั้น”นั้นไปจริงๆ
เราทุกคนย่อมมี “ก้อนอิฐที่ไม่เข้าที่เข้าทางสองก้อน”แต่แต่ละคนก็ย่อมมี “ก้อนอิฐที่ดีจนไม่มีที่ติ” จำนวนมากมายกว่าข้อบกพร่องหลายเท่า เมื่อเรามองเห็นมันแล้ว สิ่งต่างๆ ก็ดูจะไม่เลวร้ายนัก ไม่เพียงแต่เราจะสามารถอยู่กับตนเองและข้อผิดพลาดบางประการของเราได้อย่างสุขสงบแล้ว เรายังสามารถมีความสุข กับการใช้ชีวิตร่วมกับสามีหรือภรรยาของเราด้วย นับเป็นข่าวร้ายสำหรับทนายความผู้เชี่ยวชาญเรื่องการหย่าร้าง แต่เป็นข่าวดีสำหรับโยม
อาตมาได้เล่าเรื่องสั้นๆ นี้หลายครั้ง ช่างก่อสร้างคนหนึ่งที่ได้ฟังเรื่องนี้ได้มาพบอาตมาเพื่อบอกความลับเกี่ยวกับงานก่อสร้างเขาบอกว่า “ช่างก่อสร้างอย่างเราๆนี้มักจะทำสิ่งผิดพลาดได้เสมอเพียงแต่เราจะบอกลูกค้าของเราว่ามันเป็นเอกลักษณ์พิเศษที่ไม่มีบ้านใดในละแวกนั้นมีเหมือน แถมเรายังเบิกค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นสองสามพันเหรียญอีกด้วย”
ฉะนั้นมันเป็นไปได้ที่เอกลักษณ์พิเศษจะมีจุดเริ่มต้นมาจากความผิดพลาด ในทำนองเดียวกัน ถ้าเพียงแต่โยมจะเลิกมองจดจ้องอยู่เฉพาะข้อผิดพลาด สิ่งที่โยมเห็นว่าเป็นข้อบกพร่องในตัวโยม ในตัวสามีหรือภรรยาของโยม และในชีวิตทั่วๆไป อาจจะกลับกลายเป็น “ลักษณะพิเศษเฉพาะตัว”ที่จะเพิ่มคุณค่าให้แก่ชีวิตของโยมนะ
หน้า ๑๕-๑๙