ผมค่อยๆ ละเลียดหนังสือเล่มหนา (๓๗๔ หน้า) ชื่อ GUNI Series on the Social Commitment of Universities 3. HIGHER EDUCATION IN THE WORLD 3. Higher Education : New Challenges and Emerging Roles for Human and Social Development และต่อไปนี้คือ AAR ต่อคำนำ เขียนโดย Peter Taylor หน้า XXXIV – XXVI
ผมเถียง ดร. เทย์เล่อร์ ว่าท่านเน้นผิดที่ หลงไปเน้นความรู้ ในความเห็นของผมอุดมศึกษาต้องเน้นที่การเรียนรู้ ต้องเอาการเรียนรู้นำ เอาความรู้เป็นผู้ช่วย ผมมองว่าความรู้ที่สอนให้คนเชื่อเป็นอันตราย มหาวิทยาลัยต้องสอนให้คนทั้งไม่เชื่อและเชื่อ หรือต้องฝึกให้เป็นคนมีวิจารณญาณ หรือยึดถือกาลามสูตรนั่นเอง
ความรู้เป็นสิ่งที่มีทั้งคุณและโทษ ความรู้จำนวนไม่น้อยสร้างความครอบงำ และหลอกลวงให้คนรู้ไม่ทันถูกเอาเปรียบ ความรู้ที่ไม่มากับบริบทกำกับ ทำให้มีการตีความผิด หรือใช้ผิดบริบท ก่อผลร้ายมากกว่าผลดี ความรู้เช่นนี้มีมากมายทั่วไปหมด
มหาวิทยาลัยต้องสอนให้นักศึกษารู้เท่าทันความรู้ รู้ที่มาของความรู้ รู้ข้อจำกัดของความรู้ รู้วิธีตรวจสอบความน่าเชื่อถือของความรู้ รู้วิธีปรับใช้ความรู้ คือบัณฑิตต้องไม่ใช่แค่ฉลาดเท่านั้น แต่ต้องเฉลียวด้วย ที่สำคัญยิ่ง ต้องมีความสามารถทำความเข้าใจหรือเรียนรู้ความรู้ที่งอกใหม่ หรือเปลี่ยนแปลงไป ได้ด้วย
ในคำนำเขาเน้นว่าความท้าทายสำคัญที่สุดของอุดมศึกษาคือโลกาภิวัตน์ แต่ผมมองต่าง ผมมองว่าประเด็นสำคัญที่สุดอยู่ที่เราตีโจทย์ของคำว่าความรู้ และการเรียนรู้ ไม่แตก เราตอบโจทย์ด้วยกระบวนทัศน์ของโลกสมัย ๕๐ ปีที่แล้ว ไม่ได้พยายามตอบโจทย์ด้วยกระบวนทัศน์ของสังคมปัจจุบัน หรือสังคมในอีก ๒๐ ปีข้างหน้า และที่อาจร้ายกว่านั้น คือเราตอบโจทย์ด้วยบริบทของประเทศตะวันตก ไม่ได้ตอบโจทย์ด้วยสภาพความเป็นจริงของสังคมไทย
ความแตกต่างของโลกของสังคมสมัยก่อนกับสมัยอนาคตคือความซับซ้อนของสังคม ความซับซ้อนของปฏิสัมพันธ์ของภาคส่วนต่างๆ ของสังคม ที่อุดมศึกษาเป็นส่วนหนึ่ง อุดมศึกษาต้องมีกระบวนทัศน์ที่มองตนเองเป็นส่วนหนึ่งของความซับซ้อน (complexity) นี้ และมุ่งทำหน้าที่ให้ดีขึ้น สอดคล้องขึ้น ปรับตัวมากขึ้น ในท่ามกลางสภาพที่ซับซ้อนและปรับตัว (complex-adaptive systems) นี้
ผมมองว่ามองในมุมหนึ่ง Human & Social Development นำหน้าอุดมศึกษา อุดมศึกษาต้องปรับตัวให้ทัน ที่ท้าทายมากคือเครือข่ายใยสมองของนักศึกษาที่กำลังเรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยแตกต่างจากเครือข่ายใยสมองของอาจารย์และผู้บริหาร เพราะว่าเครือข่ายใยสมองของนักศึกษาประกอบขึ้นจากโลกในช่วง ๑๘ ปีที่ผ่านมาเป็นหลัก แต่ของคณาจารย์ประกอบขึ้นจากโลกก่อนหน้านั้น ๑ ชั่วคน คือ ๒๐ – ๒๕ ปี ความแตกต่างนี้ ทำให้วิธีเรียนรู้แตกต่างกัน
แต่จริงๆ แล้ว อุดมศึกษาจะมีคุณค่าต่อสังคมอย่างแท้จริงได้ อุดมศึกษาต้องนำสังคม และวิธีนำที่ทรงคุณค่า ทรงพลังที่สุดคือต้องเข้าไปคลุกกับชีวิตจริงในสังคม อุดมศึกษาในปัจจุบันยังแยกตัวออกจากสังคมมากไป คณาจารย์ในสถาบันอุดมศึกษายังมีความเข้าใจสังคมน้อยมาก คือยังอยู่ในสภาพแยกตัวออกจากสังคม การปฏิรูปอุดมศึกษาที่สำคัญน่าจะอยู่ตรงนี้ การทำให้อุดมศึกษาเข้าไปคลุกในภาคส่วนต่างๆ ของสังคม โดยเข้าไปทำหน้าที่หลักของอุดมศึกษาในสภาพชีวิตจริงของสังคม เอาความรู้ไปทดลองประยุกต์ในสภาพจริง และเอาประสบการณ์จากสภาพจริงมาสังเคราะห์เป็นองค์ความรู้ใหม่ ทั้งอาจารย์และนักศึกษาใช้เวลาใช้ชีวิตคลุกคลีกับชีวิตจริงในการเรียนรู้
บันทึกนี้เป็น AAR ที่ประหลาด คือไม่ได้เน้นบอกว่า ดร. เทเล่อร์ เขียนว่าอย่างไร แต่เน้นบอกว่าผมเถียงอย่างไร คือผมใช้บทความของท่านกระตุ้นความคิดของผม แล้วเขียนบันทึกนี้ออกมา เป็นการทำแบบฝึกหัดเพื่อการเรียนรู้ของผม ดังนั้นท่านผู้อ่านต้องอ่านแบบไม่เชื่อ
และต้องให้ความเป็นธรรมแก่ ดร. เทเล่อร์ ว่าท่านเขียนเน้นเรื่องการเรียนรู้ไม่น้อยเหมือนกัน
วิจารณ์ พานิช
๒๘ ม.ค. ๕๒