ตอนที่ ๑
หนังสือเล่มเดียวกัน หน้า ๕๓ – ๕๕ สรุประบบกำกับดูแล post-secondary eduction ในสหรัฐอเมริกา และภาพใหญ่ของระบบอุดมศึกษาของสหรัฐฯ และผมสรุปมาดังนี้
มหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ มี ๓ ประเภทใหญ่ๆ คือ ของรัฐ ของศาสนา และของธุรกิจเอกชน ในปี ค.ศ. ๑๘๖๔ มีการออกกฎหมายที่มีผลทำให้มีการตั้งมหาวิทยาลัยของรัฐเพิ่มขึ้นมากมาย เรียกว่า Land Grant University ช่วงทศวรรษที่ ๑๙๒๐ มีมหาเศรษฐีบริจาคเงินก้อนใหญ่เป็นกองทุนของมหาวิทยาลัย สร้างวัฒนธรรมบริจาคเงินแก่มหาวิทยาลัยมาตั้งแต่นั้น การขยายตัวอีกระลอกหนึ่ง เกิดหลังสงครามโลกครั้งที่ ๒ เมื่อทหารผ่านศึกได้เรียนมหาวิทยาลัยฟรี ระลอกสุดท้ายในปัจจุบันเมื่อนักศึกษาเข้าเรียนก่อนผ่อนทีหลังได้
เข้าใจว่า การที่มหาวิทยาลัยที่ก่อตั้งโดยองค์กรศาสนาพยายามแยกตัวออกมาจากการควบคุมของพระ (ในศาสนาคริสต์) เป็นที่มาของหลักการความเป็นอิสระทางวิชาการ
ปัญหาที่ระบบอุดมศึกษาของสหรัฐฯ เผชิญในปัจจุบัน ได้แก่
• นักศึกษาผิวขาวลดลง
• มีการเน้น ranking มากเกินไป
• เงินสนับสนุนลดลง ทำให้มีการแข่งกันระดมทุนมากขึ้น ทำให้มีแนวโน้มที่อธิการบดีทำหน้าที่ระดมทุนเป็นหน้าที่หลัก อธิการบดีที่เน้นการเป็นผู้นำทางวิชาการลดน้อยลง
กรรมการสภามหาวิทยาลัยในสหรัฐอเมริกาไม่ได้รับค่าตอบแทนใดๆ เข้ามาทำหน้าที่เพราะต้องการทำประโยชน์ให้แก่สังคมและแก่มหาวิทยาลัย บางคนบริจาคเงินให้แก่มหาวิทยาลัย คนเหล่านี้ต้องไม่ทำธุรกิจใดๆ กับมหาวิทยาลัย (ไม่มี conflict of interest) โดยต้องเปิดเผยการทำธุรกิจต่อสาธารณะ วิธีได้มาแตกต่างกัน ตั้งแต่รับเลือกตั้ง ไปจนถึงสรรหาและแต่งตั้งกรรมการชุดใหม่โดยชุดเก่า เดิมสภาฯ ทำหน้าที่กำกับดูแลโดยไม่เข้าไปเกี่ยวข้องกับงานวิชาการ แต่ปัจจุบันสังคมเรียกร้องให้สภาฯ ต้องรับผิดรับชอบด้วย
ระบบกำกับดูแลสถาบันอุดมศึกษาของสหรัฐฯ ไม่เคยหยุดนิ่ง เวลานี้มีกลไกตรวจสอบและรับรองภายนอกที่เอาจริงเอาจังมากขึ้นกว่าช่วงใดๆ ซึ่งหมายความว่าสภามหาวิทยาลัยก็ต้องปรับตัวทำงานร่วมมือกับกลไกเหล่านั้น เพื่อสร้างความเป็นเลิศทางวิชาการของมหาวิทยาลัยของตน
ผมเข้าใจว่ากรรมการสภามหาวิทยาลัยของสหรัฐฯ ต้องขวนขวายเรียนรู้เรื่องของสถาบันอุดมศึกษาและหลักการ หลักปฏิบัติ ของสภามหาวิทยาลัย โดยออกเงินเอง โดยที่ AGB เป็นกลไกช่วยการเรียนรู้นี้