วันนี้ได้ไปเยี่ยมน้องที่รู้จักกันป่วยเข้ารับการผ่าตัดเอาเต้านมออก 1 ข้างด้วยสาเหตุเป็นมะเร็ง ตั้งแต่อายุยังน้อย รู้สึกไม่สบายใจเพราะมะเร็งเต้านมเป็นมะเร็งที่สามารถค้นพบได้ด้วยตัวเองและรักษาให้หายได้ จึงกลับมาทบทวนเรื่องเล่าเก่าๆที่เคยทำ เอามาเล่าใหม่ ลองอ่านดูนะคะ
มะเร็งเต้านม เป็นมะเร็งที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงในประเทศทางตะวันตก ไม่ว่าจะเป็นในยุโรป หรือสหรัฐอเมริกา แต่สำหรับในประเทศไทยพบว่ามะเร็งเต้านมยังเป็นมะเร็งที่เป็นอันดับสอง รองจากมะเร็งปากมดลูก แต่ขณะนี้มีแนวโน้มว่าผู้หญิงไทยเป็นมะเร็งเต้านมเพิ่มมากขึ้น เชื่อว่าเกิดเนื่องจากพฤติกรรมบางอย่างของผู้หญิงไทยในปัจจุบัน ในที่นี้ผู้เขียนไม่ขอบันทึกว่ามะเร็งเต้านมเกิดจากอะไร มีอาการอย่างไร รักษาอย่างไร เพราะสามารถสืบหาได้ทั่วไป
แต่ผู้เขียนเอาความรู้จากการมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันของผู้ที่เป็นมะเร็งเต้านมจริงๆเล่าสู่กันฟังดีกว่า ว่าเขารู้สึกอย่างไร และดูแลตัวเองอย่างไร ลองติดตามอ่านดูนะคะ
ดูบรรยากาศการ ลปรร. แบบกันเอง

เรื่องเล่าคนที่ 1
เริ่มป่วยเป็นมะเร็งเต้านมเมื่อ 10 ปีก่อน โดยคลำพบด้วยตนเองที่เต้านมด้านขวาด้านใน ขนาด ประมาณ 1 ซม. ไป MEMOGRAM ที่โรงพยาบาล มหาราช (สวนดอก) พบว่าเป็นมะเร็ง ได้รับยาเคมีบำบัด ไม่ได้ผ่าตัด ใหม่ๆเมื่อรู้ว่าเป็นมะเร็งเต้านม เครียดมากทำใจไม่ได้เลย มีปัญหามากโดยเฉพาะเรื่องไม่มีเงิน เนื่องจากตัวเองเป็นผู้รับผิดชอบครอบครัวคนเดียว สามีก็เพิ่งมาเสียชีวิต ลูกชายก็ยังเรียนหนังสือไม่จบ คิดมากจนไม่อยากรักษาตัวเอง แต่ก็ห่วงลูกชายถ้าไม่มีเราแล้วใครจะดูแลส่งเสียลูกชาย จึงตัดสินใจรักษาตัวเอง พยายามทำใจให้สงบโดยการไหว้พระ สวดมนต์เป็นประจำ และหาโอกาสพูดคุยกับผู้ป่วยที่เป็นโรคเหมือนกันเพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์ ทำให้สภาพจิตใจดีขึ้น การดูแลตัวเองขณะนั้นคือ ระวังเรื่องอาหาร ไม่กินเนื้อสัตว์ กินปลามากขึ้น บังคับตัวเองกินผักผลไม้ให้มากขึ้น โดยเฉพาะใบโหระพา สัปปะรด มะเขือเทศ เพราะหมอบอกว่าจะทำให้ร่างกายสร้างเม็ดเลือดขาวเพิ่มมากขึ้น ออกกำลังกายทุกวัน ตรวจเต้านมด้วยตัวเองทุกเดือน และ ไปตรวจ MEMOGRAM ปีละ1ครั้ง
ต่อมาปี 2550 คลำพบก้อนที่ตำแหน่งเดิมขนาด 2 เซนติเมตรไปพบแพทย์ที่ รพ.สวนดอก แพทย์แนะนำให้ผ่าตัดเอาออก และให้เคมีบำบัดร่วมกับการฉายแสงด้วย ครั้งนี้แพทย์ให้ขนาดยาแรงขึ้นกว่าเดิม การได้รับเคมีบำบัดคราวนี้ทรมานมากทั้งร่างกายและจิตใจมาก เวียนศรีษะ และอาเจียนมาก กินไม่ได้เลย แต่ก็พยายามบังคับตัวเองให้กินเพื่อให้มีแรง ของที่กินได้จะเป็นพวกอาหารเหลว บางครั้งจะเอาผัก ผลไม้ต่างๆมาปั่นและแช่ให้เย็นๆถึงจะกินได้ แต่ถ้าเป็นผลไม้เปลือกแข็งต้องปลอกเปลือกก่อนเพราะที่เปลือกอาจจะมีสารเคมีปนเปื้อนเนื่องจากมีแผลในปากทำให้เจ็บปวดมาก เวลาเจ็บปากจะใช้น้ำอุ่นผสมกับเกลือเล็กน้อย อมก็จะช่วยทุเลาลงได้บ้าง พยายามคลายเครียดโดยไหว้พระสวดมนต์ทำจิตใจให้สงบ และออกกำลังกายเป็นประจำ เดินบ้าง เล่นไม้พลองบ้าง จี้กงบ้าง และก็ได้กำลังใจจากลูกชายและญาติๆ ตลอดจนเพื่อนร่วมงาน
สาเหตุที่เป็นคิดว่าจากความเครียดเนื่องจากสามีเสียชีวิตจากอุบัติเหตุต้องรับภาระในครอบครัวและส่งเสียลูกชายที่ยังเรียนไม่จบคนเดียวหรือคิดว่าเป็นกรรมเก่าของตนเองเพราะในครอบครัวไม่มีใครมีประวัติเป็นโรคมะเร็งสักคน


เรื่องเล่าคนที่ 2
ทราบว่าตัวเองมีก้อนที่เต้านมด้วยตัวเองโดยบังเอิญเมื่อ ธันวาคม 2549 เนื่องจับลูกหมามานอนเล่นที่หน้าอกแล้วลูบหน้าอกตัวเองสะดุดเจอก้อนขนาดเท่าหัวแม่มือที่อกซ้ายด้านใน ตอนนั้นตกใจมาก คิดมาก คิดไปต่างๆนานาว่าตัวเองต้องตาย เครียดมากเพราะเป็นห่วงลูกๆทั้ง 3 คน โดยเฉพาะคนโตที่มีปัญหาด้านสุขภาพ จึงนำเรื่องนี้มาเล่าให้เพื่อนร่วมงานทราบ เพื่อนๆปลอบใจว่า คนเป็นก้อนแบบนี้รักษาให้หายได้ เป็นแล้วไม่ได้ตายทุกรายจึงมีกำลังใจแต่ใหม่ๆก็ยังทำใจไม่ได้ สุดท้ายตกลงใจไปรับการตรวจและรักษาที่ตึกศรีพัฒน์ โรงพยาบาลมหาราชตรวจMEMOGRAM และเจาะที่ก้อนเนื้อเพื่อหาเซลล์มะเร็ง โดยหมอใช้ยาชาฉีดเฉพาะที่ ไม่เจ็บมากใช้เวลาเล็กน้อย ผลออกมาเป็นเนื้อเยื่อไม่ดี จึงต้องตัดชิ้นเนื้อไปตรวจซ้ำ
ขณะที่กลับมารอฟังผลการตรวจเนื้อเยื่อ เครียดมาก แต่ได้กำลังใจจากเพื่อนร่วมงาน และจากคนเล่าเรื่องคนที่ 1 ซึ่งจะให้กำลังใจปลอบใจว่าไม่ต้องกลัว และคอยเป็นพี่เลี้ยง ให้กำลังใจมาโดยตลอด
การดูแลตัวเองในขณะรอผ่าตัด คือ พยายามสร้างขวัญและกำลังใจให้ตนเองโดยยึดเอาคำแนะนำของผู้เล่าเรื่องคนที่ 1 มาปรับใช้กับตัวเอง เข้ากลุ่มกับผู้ป่วยที่เป็นโรคแบบเดียวกัน ซึ่งจะมีทั้งคนที่เริ่มป่วย ที่กำลังรักษาและที่หายแล้วมาพูดคุยและให้กำลังใจซึ่งกันและกัน โดยมีพยาบาลจะคอยให้คำแนะนำด้วย กินอาหารที่มีประโยชน์ลดอาหารเนื้อสัตว์ เน้นผักผลไม้ และปลาให้มากขึ้น ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ
หลังจากนั้นก็เข้ารับการผ่าตัด (เมษายน 2550) แพทย์ผ่าตัดออกทั้งเต้า ( ขนาดก้อนเนื้อขนาด 2-3 เซนติเมตร) หลังผ่าตัดได้ 1 เดือนเริ่มเข้าการรักษาเคมีบำบัด วันแรกที่ได้รับยาทรมานมากมีอาการเวียนศีรษะ อาเจียน 5-6 ครั้ง ไม่ได้นอนเลยเพลียมาก ช่วงนี้รับประทานอาหารไม่ได้ อาเจียนตลอดไม่รู้สึกอยากกับอาหาร อาการแย่ลงเรื่อยๆ อาเจียนมากขึ้น เวียนศีรษะมาก เหม็นกลิ่นอาหาร เห็นอาหารอะไรก็อยากอาเจียน เช่นเห็นอะไรสีส้มก็จะอยากอาเจียนแล้ว แย่มากเลย พยายามให้กำลังใจตัวเองโดยคิดว่าไม่ได้เป็นแต่เราคนเดียว เพราะในห้องที่ใช้ยาเคมีบำบัดจะมีเตียงผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเหมือนกันประมาณ 20 เตียง มีทุกวัยตั้งแต่ 20 กว่าๆจนถึง70 ปีกว่าๆและที่สำคัญยังมีคนที่แย่กว่าเราอีก
บังคับตัวเองกินผักสดๆแต่ต้องแช่และล้างให้สะอาดเพื่อไม่ให้มีสารเคมีปนเปื้อน เช่น ใบโหรพา มะเขือเทศและสับปะรด เพราะหมอบอกว่าจะช่วยสร้างเม็ดเลือดขาวในร่างกาย บางครั้งก็เอามาปั่นเป็นน้ำแล้วดื่ม กินไข่ขาววันละ 5-6 ฟอง เพื่อเตรียมตัวรับเคมีบำบัดในเข็มต่อไป ไม่กินอาหารสุกๆดิบๆเช่น ปลาร้าหรือแหนม ผลไม้เปลือกแข็งถ้ากินต้องปลอกเปลือกก่อน เนื่องจากอาจมีสารตกค้างที่ผิวของผลไม้
ส่วนสาเหตุที่เกิดโรคนี้ของตัวเอง คิดว่าอาจเนื่องจากชอบกินอาหารประเภทเนื้อสัตว์มากๆ โดยเฉพาะเอามาปิ้งย่างและชอบของทอดมันๆ (ซึ่งอาจใช้น้ำมันเก่าๆทอดซ้ำก็ได้ )
ปัจจุบันได้รับกำลังใจจาก ลูกๆและสามี ให้แม่พักผ่อนมากๆไม่ต้องทำงานอะไรเลยที่บ้าน เพื่อนๆร่วมงาน เข้าใจและให้กำลังใจ เวลาเพลียมากๆก็ไปนอนพักไม่ได้ทำงานเพื่อนๆก็ทำแทน
ตัวผู้เล่าเห็นว่าต้องให้ความสำคัญกับการตรวจมะเร็งเต้านมด้วยตนเอง โดยเฉพาะเวลาอาบน้ำเพราะที่ผ่านมาไม่เคยทำเวลาไปตรวจสุขภาพประจำปีและได้รับการตรวจและแนะนำแต่ไม่เคยกลับมาทำเองเลย

ถอดความจากเรื่องเล่าเกี่ยวกับการดูแลตัวเอง
โหระพา ใบโหระพาเป็นแหล่งเบต้าแคโรทีน ซึ่งมีส่วนสำคัญในการป้องกันโรคร้าย เช่น โรคหัวใจขาดเลือดและมะเร็ง โหระพา 1 ขีด มีเบต้าแคโรทีนสูง คือ 452.16 ไมโครกรัม ร่างกายผู้ใหญ่ต้องการเบต้าแคโรทีน 800 ไมโครกรัม/วัน แต่เบต้าแคโรทีน มีอยู่ในผักใบเขียวเข้มทุกชนิด การกินผักให้มากที่สุดโดยกินโหระพาไปด้วยจะทำให้เราได้เบต้าแคโรทีน เพียงพอ ส่วน "เบต้าแคโรทีน" (Beta-carotene) เป็นสารตั้งต้นของวิตามินเอ(โปรวิตามินเอ) มีบทบาทสำคัญในการรักษาสุขภาพและเพิ่มระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง ทั้งนี้ โดยปกติร่างกายของมนุษย์เราสามารถเปลี่ยนเบต้าแคโรทีนไปเป็นวิตามินเอได้ตามปริมาณที่ร่างกายต้องการ นอกจากนี้ยังทำหน้าที่เสมือนเป็นสารต้านอนุมูลอิสระ (แอนตี้ออกซิเดนท์) ด้วย ลดความเสี่ยงต่อภาวะมะเร็ง อนุมูลอิสระมีผลเกี่ยวข้องกับมะเร็งเนื้อร้าย การลดปริมาณอนุมูลอิสระเท่ากับลดความเสี่ยงของมะเร็ง ทั้งยังพบว่าเบต้าแคโรทีนให้ผลกระตุ้นเซลล์ภูมิต้านทานในร่างกายที่ชื่อ ที-เฮลเปอร์ ให้ทำงานต้านสิ่งแปลกปลอมได้ดีขึ้น ให้ผลดีกับผู้ที่มีความเสี่ยงต่อมะเร็ง
ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B9%82%E0%B8%AB%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%9E%E0%B8%B2 และhttp://www.sudipan.net/phpBB2/viewtopic.php?p=10254
นอกจากนั้นบรรเทาอาการคลื่นไส้อาเจียน โดยคั้นน้ำจากใบโหระพาสด ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ ผสมน้ำอ้อย 2 ช้อน รับประทานวันละ 2 ครั้ง พร้อมกับน้ำอุ่น
ที่มา http://www.oknation.net/blog/ION/2008/08/19/entry-1
มะเขือเทศ ในผลมะเขือเทศมีสารจำพวก แคโรทีนอยด์ ชื่อไลโคพีน (Lycopene) ซึ่งเป็นสารสีแดง และวิตามินหลายชนิด เช่น วิตามิน บี 1วิตามิน บี 2วิตามิน เค โดยเฉพาะวิตามิน เอ และวิตามิน ซี มีในปริมาณสูง มีกลดมาลิคกรดซิตริก ซึ่งให้รสเปรี้ยว และมีกลูตามิค (Glutamic) ซึ่งเป็นกรดอะมิโนช่วยเพิ่มรสชาติให้อาหาร นอกจากนี้ยังประกอบด้วยสารเบต้าแคโรทีน และแร่ธาตุหลายชนิด เช่น แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก เป็นต้น ที่มา http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%A1%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%82%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B9%80%E0%B8%97%E0%B8%A8
น้ำอุ่นผสมเกลือเล็กน้อย ช่วยบรรเทาอาการเจ็บแผลในปาก
ที่มา
http://www.nanahealthy.com/article/mouth-ulcer-treatment.html
ไอศกรีมหรือน้ำผลไม้ปั่นเย็นๆ รับประทานได้ง่ายในคนที่มีแผลในปากและเจ็บปาก http://www.tspd.org/QA/qanew-ans.asp?id=251
ปลาและอาหารทะเล มีวิตามิน บี 6และสังกะสี ช่วยให้เม็ดเลือดขาวสร้างภูมิคุ้มกันมากขึ้น ส่วนสังกะสี ทำหน้าที่ช่วยสร้างและเสริมการทำงานของเม็ดเลือดขาว เสริมสร้าง T Cell และ B Cell
ที่มา http://pha.narak.com/topic.php?No=20744
ความเครียด เพิ่มความเสี่ยงมะเร็งเต้านมเพิ่มขึ้นราว 30% ในกลุ่มผู้หญิงที่เครียดกับงาน ทั้งนี้ เมื่อนำปัจจัยอื่นๆ อาทิ การดื่มเหล้า จำนวนบุตร น้ำหนัก และอายุ มาพิจารณาประกอบ อย่างไรก็ดี นักวิจัยไม่พบความเชื่อมโยงระหว่างความเครียดกับมะเร็งในกลุ่มผู้หญิงที่ทำงานชั่วคราว ที่มา http://www.thaictclub.com/index.php?option=com_content&task=view&id=399
แล้วท่านผู้อ่านคิดว่าถ้าเรื่องเหล่านี้เกิดกับเราหรือคนที่เรารักเราจะทำไงดีคะ...








จองงงงงงงงงงงงงงงงงงง
เย้ๆๆบันทึกใหม่พี่เขี้ยวคลอดแล้ว กำลังรออยู่พอดี อิอิ
ไชโย
อย่างนี้ต้องฉลอง
ทันที่ 1 อิ อิ
มะ.....มายก (แก้ว) นมที
พี่เขี้ยวค่ะ
โรคมะเร็งเป็นโรคที่น่ากลัวมากๆๆค่ะ แล้วยิ่งสมัยนี้มีหลายปัจจัย
ทั้งการดำรงชีวิตและพฤติกรรมการบริโภคก่อให้เกิดความเสี่ยงทั้งนั้น
ขอบคุณสำหรับข้อมูลดีๆนะค่ะ
คิดถึงมากมายค่ะ......จุ๊ฟๆๆๆ
สวัสดีครับ
ระบบล่มอีกแล้วค่ะ
กำลังใจจากคนที่รัก พลังจากเพื่อนๆ จะช่วยให้สามารถสู้กับสิ่งต่างๆ ได้
การที่รู้ว่ายังมีผู้ร่วมชะตากรรมเดียวกัน ทำให้เกิดแรงฮึด ค่ะ
ถ้าเกิดกับกระติก คงต้องทำใจ
และขอพลังจากคนรอบๆ ข้างก่อนค่ะ
ด้วยความรัก ความเอาใจใส่ โรคภัยก็ทุเลา..ครับ
ปีละ 1 คน ที่จากไปด้วยโรงมะเร็ง....
รักกันไว้เถิด....มะเร็งมันกลัวความรัก
สวัสดีค่ะ
มาบอกเรื่องของผู้ชายที่ผู้หญิงควรรู้ครับ
มาดูใจน้องโกสนบ้านพี่เขี้ยวครับ
สวัสดีครับ
• แวะมาอ่านเพื่อเป็นความรู้
• "รู้ไว้ใช่ว่าใส่บ่าแบกหาม"
• "มาเล็ง" ไม่กลัว..กลัว"มายิง"...แหะ ๆ
......................................................................................................
สวัสดีครับได้ประโยชน์มาก