จำไว้ว่า...อย่าให้ใครเขาดูถูกเราได้

    ผมถูกปลุกด้วยเสียงไก่ขัน ไม่ใช่ตัวเดียวน่าจะห้าหกตัว เดี๋ยวดังมาจากด้านหัวนอน ปลายเท้า ด้านซ้าย ด้านขวา บางทีประสานเสียงจากหลายทิศทาง ตอนนั้นพ่อและปู่ตื่นแล้ว กำลังทำอะไรไม่รู้เสียงดังกุกกักๆ ผมรีบลุกขึ้นนั่ง

        "ทำอะไร..พ่อ" ผมถาม

         "เก็บของ.....พ่อกับปู่จะกลับแต่เช้ามืดนี่เลย" พ่อบอกในขณะที่มือก็ยังจัดเสื้อผ้าลงกระเป๋า 

        ทันใดมีแสงไฟวาบขึ้นในห้องนอน คงจะเป็นแสงไฟจากก้านไม้ขีด สักพักไฟก็สว่างขึ้นอีก แต่ไม่สวางมากนัก ประตูห้องนอนถูกเปิด แม่เหรียญ ผมหมายถึงแม่ของเหรียญ หรือภรรยาเจ้าของบ้าน ถือไต้ที่ติดไฟออกมาจากห้องนอน แกเดินมาที่เสากลางบ้านพอถึงก็ก้มลงเอาไต้จ่อเข้าไปกับไต้อีกอันที่อยู่ข้างเสา พอไฟติดแกก็หันมาพูดกับพ่อสั้นๆ

       "รอห่อข้าวก่อนนะ" พ่อตอบว่า "ไม่ต้องหรอก...กะว่าจะไปกินเช้าที่คำเชียงเบ้า"

        แต่แม่เหรียญบอกว่ากว่าจะถึงบ้านคำเชียงเบ้า ชาวบ้านก็ไปไร่นาหมดแล้ว ไม่มีใครอยู่บ้านพอที่จะหาขอกินข้าวได้ พ่อเลยต้องยอม สมัยนั้นมีก๊วยเตี๋ยวขายแล้ว แต่ขายเฉพาะชุมชนใหญ่ แถวนั้นจะมีขายก็ที่บ้านห้วยข่า ซึ่งเป็นที่ตั้งของกองร้อยตำรวจตระเวณชายแดน

       แม่เหรียญไปที่เรือนครัว แกติดไฟเพื่อนึ่งข้าวเหนียว ผมกำลังจะล้มตัวลงนอนต่อ ก็ต้องลุกขึ้นเมื่อได้ยินพ่อบอกให้ไปเขี่ยไต้ที่อยู่ข้างเสา

       ไต้ ชาวบ้านเรียก "กะบอง" ทำจากน้ำมันต้นยาง โดยเขาจะเจาะต้นยางเป็นโพรงใหญ่ประมาณบาตรพระ สูงจากพื้นเมตรเศษ แล้วเผากิ่งไม้ใบไม้ในโพรงนั้นจนโพรงดำ เมื่อไฟที่เผาโพรงดับแล้ว น้ำมันจากต้นยางจะค่อยๆ ไหลซึมออกมา เขาจะนำไปคลุกเคล้ากับไม้ผุจนน้ำมันเข้าไปในเนื้อไม้ผุ หลังจากนั้นจะเอาใบต้นตองกุง มาห่อทำเป็นแท่งยาวประมาณหนึ่งศอก ขนาดใหญ่พอจับกระชับมือ

       ผมลุกไปที่ไต้ ตอนนั้นไฟเหลือเพียงริบหรี่ ผมใช้ไม้ที่วางอยู่ข้างๆ ไต้ เขี่ยเขม่าและขี้ไต้ข้างๆ ไฟที่ใกล้จะดับนั้น ไฟก็ลุกพรึบขึ้น ผมเพิ่งเห็นชัดเจนตอนนี้เอง ไต้หรือกะบองเสียบอยู่บนเหล็กแหลมที่มีไม้เป็นเสาสั้นๆไม่ถึงศอก มีแผ่นไม้คล้ายถาดวงรีเป็นฐานและรองรับขี้ไต้ที่ร่วงหล่นลงจากไต้ 

       ผมหายง่วงแล้ว จึงไปล้างหน้า พอกลับมาปู่ก็เรียกให้เข้าไปหาท่านใกล้ๆ ท่านพูดว่า

       "ปู่ดีใจ ภูมิใจในตัวหลานมาก อาชีพครูเป็นอาชีพที่สร้างคน จะไปที่ไหนถ้าคนเขารู้ว่าเราเป็นครู เขาก็จะยกย่องให้เกียรติ ปู่มีโอกาสมาส่งหลาน ปู่ถือว่าปู่มีส่วนได้สร้างกุศลแล้ว และหากหลานได้ทำหน้าที่ของครูไม่บกพร่อง ก็จะส่งผลให้บุญกุศลที่ปู่จะได้รับเพิ่มมากขึ้น"

        แล้วปู่ก็อวยพรผมให้มีความสุข ประสบความสำเร็จในชีวิต ซึ่งผมก็ยกมือไหว้รับพรด้วยน้ำตาคลอ ซึ่งขณะนั้นพ่อเหรียญได้ออกมาจากห้องนอน แล้วพูดว่า

        "ไม่ต้องห่วงนะ ที่นี่ชาวบ้านเขาดี อีกหน่อยครูก็จะลืมในเมือง" ตอนท้ายแกมองมาทางผมแล้วยิ้มอย่างเป็นกันเอง ผมรู้สึกได้ถึงรอยยิ้มนั้นว่า เป็นยิ้มที่เปิดเผยและจริงใจ

         หลังจากแม่เหรียญนำข้าวห่อมาให้พ่อแล้ว พ่อและปู่ได้ลาสองสามีภรรยาเจ้าบ้านเดินทางกลับ ผมได้เดินไปส่งท่านจนถึงหน้าหมู่บ้าน ตอนที่ผมยกมือไหว้ขอบคุณท่านทั้งสองนั้น ปู่พึมพำในลำคอ ผมจำไม่ได้แล้วว่าอะไร แต่คำพูดของพ่อ ผมจำได้แม่น ท่านเตือนสติผมว่า

        "พ่อภูมิใจในตัวลูก พ่อเชื่อว่าลูกจะเป็นครูที่ดี จำไว้ว่า อย่าให้ใครเขาดูถูกเราได้" ผมน้ำตาแทบไหล พูดไม่ออกได้แต่รับคำ แล้วทั้งสองท่านก็เดินจากผมไป หายไปในสายหมอกบางๆ ของเช้ามืดนั้น