การเป็นที่คาดหวังของครอบครัว

          เช้าวันหนึ่งเป็นวันที่ท้องฟ้าช่างสดใส  ครูแป๋มยิ้มแย้มแจ่มใส  พร้อมค่ะกับการจัดการเรียนการสอน  เพื่อเพิ่มภูมิรู้ทั้งคุณครูและนักเรียน....เอ...แต่ช้าก่อนค่ะ  ดูเหมือนจะมีครูแป๋มคนเดียว (ในห้อง) รึเปล่าที่สุขใจเช่นนี้  ในที่สุดก็รู้แล้วค่ะ  ก็โต๊ะเก้าอี้ที่นำไปจัดนิทรรศการงานวันวิชาการ  งานล่าสุดทำเอาโต๊ะเก้าอี้หลงทาง  ไปเดินเล่นที่แห่งหนตำบลใดก็ไม่ทราบค่ะ  ฮึ! ไหนๆก็ยังไม่ทราบว่าโต๊ะเก้าอี้อาคารวิทย์ไปเที่ยวอยู่ที่ใด  ใครหลายคนก็เร่งลำเลียงและตรวจสอบอยู่  ด้วยจิตแห่งวิญญาณครู...เอ่อ..ทำไมประโยคนี้ทำเอาขนแขน stand up แบบเห็นๆอย่างนี้..บรื๊อ..ยิ่งกลัวๆอยู่ด้วย (พอดีมีกระจกอยู่หลังห้องเรียนน่ะค่ะ..แบบว่า..กลัวตัวเองง่ะ)  และแววตาที่ใสซื่อของนักเรียน..ว่าไปโน่น..ไม่ให้เสียเวลาครูแป๋มจึงทำการสอนวิชาพันธุศาสตร์  ของนักเรียนชั้นม.2  โดยยกตัวอย่างแฝดร่วมไข่  และแฝดต่างไข่  มาจัดประสบการณ์การเรียนรู้  ขณะที่ครูและนักเรียนกำลังสนุกกับการเล่นเกมส์ร่วมไข่ต่างไข่อยู่นั้น  พลันสายตาก็เจอะเข้าอย่างจังกับหัวหน้าชั้นม.2 ที่ครูแป๋มกำลังทำการสอนพอดี...ทำไมเด็กดูเศร้านักนะ..คิดในใจค่ะ  วางแผนว่าพอช่วงพักชั่วโมงแรก  จักต้องหาสาเหตุแห่งแววตาแห่งทุกข์คู่นี้ให้ได้

           และแล้วเวลานั้นก็มาถึง  ครูแป๋มได้นำนักเรียนมาผ่อนคลายนอกชั้นเรียน  โดยให้ทุกคนทำแบบฝึกหัดบริเวณม้าหินอ่อนริมสระมรกตของเรา  แล้วจึงเปรยขึ้นมากับนักเรียนคนดังกล่าว " เอ่อ..มีอะไรจะบอกครูไหมจ๊ะ"  " ยังไม่มีค่ะ"  "แต่ครูเห็นเธอดูเหงาๆไม่ค่อยร่าเริงเหมือนเดิม  แต่ถ้าไม่ไว้ใจครูหรือยังไม่พร้อมจะเล่าก็ไม่เป็นไรจ๊ะ"  พูดแล้วทำท่าจะลุก  นักเรียนคนเดิมจึงได้เอ่ย "ครูแป๋มคะ"  อา...ได้การแผนนี้ใช้สำเร็จมาตลอด  "ว่าไงจ๊ะ" " ครูเคยถูกพ่อแม่บงคับให้เป็นในแบบที่พ่อแม่ต้องการไหมคะ"  "อืม..ก็มีบ้างจ๊ะโดยเฉพาะช่วงวัยเท่ากับหนูนี่แหละ" "เรื่องอะไรหรือคะ" "เอ่อ..เรื่องการวางตัวต่อเพศตรงข้ามจ๊ะ  แหม..ลืมไปว่าเราก็โตแล้ว  ไม่ใช่เด็กเล็กเหมือนแต่ก่อน  เคยเล่นกับเพื่อนยังไงก็เล่นแบบนั้น  ก็ครูก๋อยที่เคยมาหาครูไง  เพื่อนซี้เชียวนะเนี่ย"  "หนูก็เป็นเหมือนครูค่ะ  แต่ของหนูมีมากกว่านั้น" "อะไรเหรอลูก" ครูแป๋มเริ่มมีสีหน้ากังวล  คิดไปโน่นล่วงหน้าหลายกิโลเมตรค่ะ "ไม่ใช่อย่างที่ครูคิดค่ะ  พ่อแม่เขาหวังให้ลูกเป็นหมอสักคน  พี่ชายคนแรกก็ไปอยู่อเมริกา  ส่วนพี่คนที่สองผู้ชายก็เรียนวิศวะ  แต่ก็ไม่จบซะที  กลับบ้านพ่อก็บ่นแม่ก็ว่า  พี่เขาแทบไม่กลับบ้านเลย  ทุกวันนี้หนูกลัวการกลับบ้าน  กลัวพ่อแม่ที่พูดกรอกหูทุกวัน  ต้องเป็นหมอ  ต้องเป็นหมอ  หนูจะบ้าตายแล้วค่ะครู"  "ใจเย็นๆจ้า  นี่เอาผ้าครูเช็ดน้ำตาก่อนเดี๋ยวใครเขาเห็นจะว่าครูแป๋มเรียกเธอมาดุนะเออ"  ก็เคยถูกมองแบบนี้มาแล้วค่ะเพียงเพราะเด็กอยากทำโครงงานแต่ไม่มีเวลามาก  เพราะต้องช่วยทางบ้านทำกับข้าวขายรายได้ทางเดียวด้วย  เลยมาคุยพร้อมกับร้องไห้ด้วยน้อยใจในชีวิตของตนเอง  กว่าจะพ้นคำกล่าวหาก็ปาเข้าไปครึ่งเทอม  ปากต่อปาก ความสนุกของมนุษย์ค่ะท่านผู้ชม  อ้าวกลับๆ  ไปไกลเชียว  "ที่โรงเรียนครูประจำชั้นก็หาว่าหนูปกครองเพื่อนไม่ได้  ขอออกแล้วแต่ครูก็ไม่ยอมค่ะ" "ครูเขาล้อเล่นน่ะลูก  อยากให้เราเด็ดขาดกว่านี้กระมังจ๊ะ"  "โฮๆๆๆๆๆๆๆๆ" อ้าว...เป็นงั้นไป "โอ๋ๆๆๆๆอย่าร้องไปเลยจ้า  มีอะรที่ครูพอจะช่วยได้ไหมจ๊ะ"  "มีค่ะ  ครูสอนพิเศษให้หนูตอนเย็นได้ไหมคะ  เพราะพี่ของหนูขอให้หนูมาเรียนกับครูค่ะ"  "ทำไมพี่ถึงบอกอย่างนั้น  เขารู้จักครูเหรอ"  "ก็พี่หนูชื่อพี่......ไงคะที่เขาสอบติดวิศวะได้ก็เพราะครูแป๋มสร้างแรงบันดาลใจ  แถมติวพิเศษตอนเย็นให้เขาฟรีๆอีกด้วย  พี่บอกเขาไม่เก่ง  แต่ครูแป๋มสร้างให้เขาสอบติดวิศวะได้" "อ๋อ......นั่นเอง"  อืมพบแล้วค่ะว่าปัญหาสำคัญของครอบครัวนี้คืออะไร  เอาไว้จะมาเล่าวันต่อไปนะคะ  แต่ตั้งแต่วันนี้ทุกเย็น  สมาชิกใหม่ที่ติวพิเศษตอนเย็นทุกเย็นกับครูแป๋มต้องมีเธอคนนี้เพิ่มมาอีกคนค่ะ.