ผมมองคำว่า "วัฒนธรรม"  คือ พฤติกรรมของผู้คน   ที่แสดงออกมา   มองในแง่มนุษย์ที่ยังเต็มไปด้วยกิเลส   เป็นธรรมชาติของมนุษย์

ผมคงไม่มอง วัฒนธรรม   แค่   การแต่งกาย  การฟ้อนรำ  อาหาร  ภาษา  ฯลฯ  ที่ พวก นักท่องเที่ยวแบบทั่วๆไป ชอบไปดู ......  วัฒนธรรม มีมากกว่านั้น  และ ที่ผมสนใจ คือ วัฒนธรรมในองค์กร  หรือ พฤติกรรมองค์กร    ...  "สันดาน" เป็นคำเพราะนะครับ  ในพระไตรปิฎกก็มีคำว่า "สันดาน"

สันดานคนในสังคม ในชุมชน ในองค์กร ในครอบครัว    เป็นอะไรที่มาจาก "ความเชื่อ"  หรือ  ความคิดที่ฝังแน่น  ที่เชื่อมากๆ ทำบ่อยๆ ใช้บ่อยๆ  จนเป็นสันดาน

สันดาน ความเชื่อ  จึงมักจะเกี่ยวพันกันอยู่

๑)  ผู้บริหาร คือ ผู้ที่หาคนเก่งๆมาทำงานแทน   ด้วยการใช้สมอง ในการจัดการ แบ่งงาน มอบหมายงาน เพื่อให้งานบรรลุตามเป้าหมาย...มีการให้รางวัล และลงโทษ เพื่อให้งานเดินต่อไป

ผมว่า นี่ เป็น แนวคิด ที่แพร่หลาย จนกลายเป็น สันดานนักบริหารสมัยใหม่ไปแล้ว   การบริหารแบบ "ฉันคิด เธอเอาไปทำ"

     มันส่งผลร้ายมากมาย  คือ 

  • ตัวผู้บริหาร  จะขาด ปัญญาปฏิบัติ    ไม่ Hands on  ไม่รู้จริง  โดนหลอกได้ง่ายๆ  ห่างไปจากความจริง     กอดหน้าอกดูงาน  อ่านเอกสารแล้วตัดสินใจ (เห็นได้บ่อยๆ ในการประชุม แบบไทย ยุคเสพนิยม)  
  • เมื่อ เอาแต่คิด  ไม่มี ฐานกาย  ไม่มีฐานใจ ... ด้วยความกลัว  กลัวพลาด  ก็จะลดความเสี่ยง ด้วยการ จ้างที่ปรึกษา  ฟังฝรั่ง   ที่น่ากลัวที่สุด คือ  Best Pratice  จะได้เอาเป็นตัวอย่าง   เพราะ แนวคิดเริ่มหมดมุข  การลอก Best practice ทำให้อุ่นใจ ....... สุดท้าย การเป็น นักเสพนิยม  ซื้อเทคโนโลยี    ซื้อคนเก่ง  ซื้อแม้นแต่ ระบบบริหาร  ตำราบริหาร  ฯลฯ ...  แถมยัง  บังคับ เด็กทั้งแผ่นดิน ให้มาโดนครอบ 12 ปี ในห้องเรียน   เอาความกลัว  เอาตัวอย่างที่คนอื่นคิดมาให้จำ ...
  • ส่งผลให้เกิด  แนวคิด ความเชื่อ ที่ เรียกว่า "รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา"

 

๒) รักดีหามจั่ว รักชั่วหามเสา

    เป็นวัฒนธรรม ที่แบ่งแยก  ขาดความเข้าใจในมนุษย์มากๆ  คิดแบบนี้โหดมากนะครับ  เหยียดย่ำคนอีกต่างหาก

   ถ้าไม่มีคนหามเสา   ก็แย่นะครับ

    ผมว่า คนเป็น กรรมกร เป็นคนทำงานหนักที่ฐานกาย   เขาก็เสียสละ   เสียสละให้เรามากมาย    ลองค่อยๆคิดดู

    หามจั่ว หามเสา  ก็ดีทั้งนั้น 

เรามี สถานศึกษา  เปิดหลักสูตร  จบง่ายๆ   ออกมามากมาย    แสดงว่า  คำขู่นี้ได้ผล   ความกลัว ยังเป็นอาวุธหลัก ในการหลอก คนมาจ่ายเงิน ค่าเรียน ( ค่าจำข้อมูล  ที่ไปเอาของเขามา)

   ตลกดี จ่ายเงินค่าเทอมให้เขามากมาย  ยังต้อง กราบไหว้พวกเขาด้วย   แต่งตัวในเครื่องแบบเพื่ออะไร  ทำไมต้องรักเฉพาะสถาบันของฉันนะ   หาจบออกไปทำงานไม่ได้ เขาจะคืนเงินให้ฉันไหม  ฯลฯ  

คนที่โดนกราบก็ไม่ละอายใจ ไม่มองเห็นตนเอง ว่า ฉันดีพอที่จะให้เขากราบไหม   เอาเงินพวกเขามาเท่าไร  หลอกเขาทิ้งท้องถิ่นมารู้่อะไร ที่ฉันก็ไม่แน่ใจว่ามันจะช่วยชาติได้

ไปพรากเอาเยาวชน พรากจากท้องถิ่น พรากจากภูมิปัญญาท้องถิ่น แล้ว  ยัดความเชื่อ  ที่ไม่มีประโยชน์ตรงต่อชุมชน   สอนให้เสพนิยม  รับเทคโนโลยีต่างชาติ   ส่งเสริมกิเลส กันเต็มที่ แบบนี้  ยังกล้าให้เขาไหว้อีกหรือเนี่ย

   เอา ปริญญา  ไปทำการตลาด ...." เร็วๆๆๆ  มาเอาใบนี้เร็ว    มีเงิน มีงาน  มีความสุข ...".  ว้าว ...ถึงขั้น ติด เป็น บอร์ดโฆษณาริมถนนใหญ่   ออก spot วิทยุ  .... อีกหน่อย คงเห็น Direct sale ทางการศึกษา....

 ฉันเป็น ครู  อาจารย์  ฉันเก่งนะ ฉันมีใบปริญญา ฉันเป็นคนดี นะ    แต่ พวกฉันแย่ง ตำแหน่ง อธิการบดี คณบดี ฯลฯ   แย่งวิชากันสอน  ....  ยังกะ ".."  แย่งกระดูกกัน    น่าเศร้าไหม ?   แม่ปู  สอนลูกปู  ให้เดินตรงๆ

เคยมีครูคนหนึ่ง เธอจบ ป โท  บริหารการศึกษา  จาก มหา ฯ ดังมากๆ   ประมาณว่า  ทำ "แบบสอบถาม" สร้างโมเดล ได้ ปอ เอก   อะไรประมาณนั้น

เธอบอกผม ผ่านคนอื่นด้วยนะว่า  " วิทยากร (คือ ผม)  มันบ้า   ไม่รู้ไปกินรังแตนที่ไหนมา  เห็นมันด่าๆๆๆ  ทุเรศ ..มันคงเกลียดครูของมันมาก.....  ฉันไม่ฟังมันหรอก   มันไม่จบปริญญาครู"

 

ผมก็ไม่ได้ว่าอะไรนะ  แต่  ก็ เออหนอ   เราน่าจะมี Dialogue  เพื่อ สร้าง "สังคมอุดมปัญญา"   จะได้  ออกมาจาก   กะลาใบเดิมๆ   นั่งในถ้ำมองออกมานอกถ้ำ   เห็นตนเองเป็นส่วนหนึ่งของสรรพสิ่ง  ฯลฯ

ผมชอบโฆษณา 7-11 นะ

ครู คือ ใคร  ใคร คือ ครู   .....

จบปริญญาเอกทางสายครู ก็ไม่ได้แปลว่า  เป็นครู  นะครับ

ต้องทำอะไรเก่งๆ  จนเป็นครู   คนในสังคมมอบให้  ไม่ใช่  คณะกรรมการวิทยานิพนธ์มอบให้นะครับ