ปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ ต้องมีการคิดใหม่ ทำใหม่ หลากหลายด้าน ต้องลดอำนาจแนวดิ่งของการทรวงศึกษาธิการ สร้าง "ตัวละคร" ในระบบการศึกษาให้มากขึ้น เข้ามาขับเคลื่อนระบบ ด้วยการใช้ความรู้เชิงระบบ

ปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ 

 

รัฐบาลที่มีนายกฯ อภิสิทธิ์ เป็นหัวหน้ารัฐบาล มีนโยบายการศึกษา ๘ ข้อ   และข้อสำคัญที่สุดคือ ปฏิรูปการศึกษาทั้งระบบ   และผมได้ให้ความเห็นหรือวิพากษ์ไปแล้วที่

http://gotoknow.org/blog/thai-politics/233386

 

ในวันที่ ๑๕ มกราคม ๒๕๕๒ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ร่วมกับหนังสือพิมพ์มติชน       จัดประชุมเสวนาโต๊ะกลม เรื่อง  ปฏิรูปการศึกษา รอบ 2 : ปฏิรูปอะไร  อย่างไร  นอกจากผู้กล่าวปาฐกถาพิเศษ คือท่าน รมต. ศึกษา แล้ว   มีผู้ร่วมนำเสวนาถึง ๑๒ คน   และผู้ดำเนินการเสวนา ๒ คน  ในเวลา ๑๐๕ นาที   ผมได้รับเชิญไปร่วมด้วย   จึงขอนำประเด็นที่ผมคิดว่าเป็นหัวใจของความสำเร็จมาลงไว้    เพราะว่าหากแบ่งเวลากันพูดเท่าๆ กัน จะได้คนละ ๘ นาที    ซึ่งจะไม่พอที่จะเสนอประเด็นที่เป็นหัวใจสำคัญของการปฏิรูปการศึกษา ให้เข้าใจได้อย่างถ่องแท้

 

ผู้จัดการเสวนา ระบุตำแหน่งของผมว่า ประธานคณะกรรมการการอุดมศึกษา   แต่ที่ผมจะนำเสนอจะไม่ได้พูดในฐานะนั้น   เป็นการพูดออกความเห็นส่วนตัวอย่างอิสระ    ไม่ได้พูดตามตำแหน่ง   ไม่ได้สวมหัวโขนพูด

 

ผมจะให้ความเห็นในส่วน ปฏิรูปอะไร เชิงระบบใน ๒ ส่วน    คือส่วนระบบการศึกษาภาพใหญ่  กับระบบอุดมศึกษา    ย้ำว่าความเห็นของผมจะเน้นการมองเชิงระบบ   และจะใช้ประสบการณ์หรือผล ของการปฏิรูปการศึกษาตั้งแต่ปี ๒๕๔๒ เป็นต้นมาเป็นบทเรียน

 

ในเชิงระบบภาพรวม ผมอยากเห็นระบบการศึกษามีสภาพ

1.     มีความซับซ้อน (complexity) มากขึ้นในด้านการจัดการ และในด้านการ กำกับดูแลระบบ(systems governance)    ที่ผ่านมา ภาคราชการ (คือกระทรวงศึกษาธิการ) แสดงบทบาทผูกขาดอำนาจมากเกินไป

2.     มีหน่วยงานที่หลากหลายรูปแบบ เข้ามาแสดงบทบาทขับเคลื่อนระบบการศึกษา    ให้เป็นระบบที่มีคุณภาพสูง ก้าวทันยุค และคุ้มค่าของการลงทุน   หน่วยงานที่หลากหลายนั้น มีทั้งภาคราชการ ภาคกึ่งราชการ ภาคประชาคม และภาคธุรกิจ

3.     ขับเคลื่อนระบบการศึกษาด้วยความรู้เชิงระบบ   คือมีการวิจัยระบบการศึกษา เพื่อบอกความจริงเกี่ยวกับสภาพของระบบการศึกษาแก่ประชาชน   บอกความจริงในแง่มุมต่างๆ ของระบบ   ซึ่งจะทำให้สังคมไทยสามารถมีระบบการศึกษาที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกับภาคอื่นๆ ของสังคมได้อย่างเกิดการเสริมพลัง (synergy) ต่อกัน

 

ผมมองว่าการศึกษาไทยมีความอ่อนแอเชิงระบบ หรือมีระบบที่ผิดพลาด   หากไม่แก้ไขเชิงระบบจะปฏิรูปอีกกี่รอบก็จะไม่สามารถกู้ให้มีคุณภาพสูงได้   ความผิดพลาดเชิงระบบคือ  (๑) เป็นระบบแห่งอำนาจ ไม่ใช่ระบบแห่งความรู้   กระทรวงศึกษาธิการใช้อำนาจจัดการระบบ โดยมีความรู้เชิงระบบไม่เพียงพอ  (๒) เป็นระบบผูกขาดอำนาจ ไม่ใช่ระบบกระจายอำนาจ   สภาพของระบบที่ผมเสนอ ๓ ข้อข้างบน จะช่วยแก้ไขจากระบบที่ผิดพลาด ไปสู่ระบบที่ถูกต้อง

 

ความเห็นข้างบน ตั้งอยู่บนสมมติฐานว่า การปฏิรูปการศึกษารอบ ๑  (๑) ก่อผลให้คุณภาพการศึกษา หรือผลสัมฤทธิ์ด้านการศึกษา ด้อยลง   ทั้งๆ ที่ (๒) รายจ่ายหรือเงินลงทุนด้านการศึกษา ของประเทศ เพิ่มชึ้น, (๓) ผลของการปฏิรูปการศึกษารอบแรก ทำให้ผู้บริหารการศึกษาและครู ได้รับผลประโยชน์มากขึ้น  และ (๔) ผลของการการปฏิรูปการศึกษารอบแรก ได้สร้างวัฒนธรรมองค์กร หรือวัฒนธรรมวิชาชีพ ที่ครูคำนึงถึงความก้าวหน้าหรือผลประโยชน์ของตนเอง มากกว่าคิดถึงศิษย์   ครูเพื่อศิษย์ที่มีอยู่ได้รับการดูแลหรือให้ผลประโยชน์น้อยไป   

ผมขอย้ำว่าสมมติฐานทั้ง ๔ ข้อนี้ได้จากการเฝ้าสังเกตด้วยความเอาใจใส่ และจากการตรวจสอบกับผู้ใหญ่ในวงการการศึกษาหลายท่าน   และผมเสนอด้วยเป้าหมายเชิงบวก คือเพื่อนำไปสู่การแก้ปัญหาเชิงระบบ   ไม่ได้ต้องการกล่าวตำหนิหรือกล่าวร้ายต่อคนในวงการการศึกษา ซึ่งผมเป็นสมาชิกอยู่ด้วย

เพื่อความเป็นธรรม และความเคารพต่อนักบริหารการศึกษาและต่อครู    หากสมมติฐานทั้ง ๓ ข้อข้างบนได้รับการพิสูจน์โดยผลการวิจัยระบบการศึกษา (ซึ่งน่าจะมีการดำเนินการในอนาคต)      ว่าไม่จริง    ข้อเสนอข้างต้นของผมก็จะใช้ไม่ได้ จะเป็นข้อเสนอที่ผิด   และผมจะต้องขอโทษที่ได้เสนอสมมติฐานที่ทำให้เสื่อมเสียต่อคนในวงการศึกษา

 

ส่วนที่ ๒ ของข้อเสนอ ปฏิรูปอะไร ของผม เป็นเรื่องการปฏิรูประบบอุดมศึกษา ซึ่งเป็นเรื่องที่ตรงไปตรงมากว่าการปฏิรูปการศึกษาภาพใหญ่   เพราะมีแผนพัฒนาระยะยาว ๑๕ ปี ระยะที่ ๒ (พ.ศ. ๒๕๕๑ ๒๕๖๕) อยู่แล้ว   สิ่งที่จะต้องเน้นปฏิรูป คือ คุณภาพ   โดยต้องเป็นคุณภาพหลายกลุ่ม หรือหลายมาตรฐาน   ต้องเน้นให้ระบบอุดมศึกษาเชื่อมโยงกับระบบอื่นๆ ในสังคมมากยิ่งขึ้น   ผ่านการทำงานหลากหลายหน้าที่    ต้องส่งเสริมสถาบันอุดมศึกษาจำนวนหนึ่งให้เข้าสู่สถาบันระดับโลก   และให้สถาบันอุดมศึกษาทำงานเชื่อมโยงกับสังคมไทยอย่างจริงจังมากขึ้น   สร้างความเป็นเลิศและความเป็นอิสระของมหาวิทยาลัยโดยพัฒนาระบบกำกับดูแลสถาบัน (governance) และระบบการจัดการ (management) มหาวิทยาลัย   ส่งเสริมคุณภาพผ่านการวิจัยระบบอุดมศึกษาและการสื่อสารผลงานวิจัยต่อสาธารณชน   รวมทั้งส่งเสริมกิจกรรมคุ้มครองผู้บริโภค

 

ปฏิรูปอย่างไร ได้กล่าวไปมากแล้วในตอนแรก   และใน บล็อก ซึ่งอ่านได้ที่ http://gotoknow.org/blog/thai-politics/233386    จุดสำคัญคือ (๑) เรียนรู้จากบทเรียนการดำเนินการในช่วงปี ๒๕๔๒ ๒๕๕๑  (๒) เรียนรู้จากประเทศอื่น  (๓) ปฏิรูปจากฐานของระบบ   คือจากกิจกรรมการเรียนรู้ที่ทำให้เกิดผลสัมฤทธิ์ที่มีคุณภาพสูง   ขยายผลจากครูและโรงเรียนที่มีผลงานดีเด่นต่อการเรียนรู้ของศิษย์   ให้ครูเหล่านี้ได้รับความดีความชอบ   ได้รับโอกาสทำงานเพื่อสร้างความสำเร็จในระดับที่กว้างขึ้น   ได้โอกาสศึกษาต่อเพื่อนำเอาผลสำเร็จจากการปฏิบัติไปสร้างความรู้เชิงทฤษฎีที่จะใช้ได้กับสภาพการเรียนรู้ในต่างบริบท โดยทำงานร่วมกับอาจารย์ที่ปรึกษาที่เป็นนักทฤษฎี  (๔) เปลี่ยนหลักการและวิธีการให้ความดีความชอบของครูและผู้บริหาร ให้อิงผลสัมฤทธิ์ของศิษย์เป็นสำคัญ   เปลี่ยนความหมายของ ผลงาน เพื่อเลื่อนตำแหน่งและระดับ   จากผลงานในกระดาษ ไปสู่ผลงานต่อศิษย์  (๕) ปรับเปลี่ยนทักษะในการบริหารงานในกระทรวงศึกษาธิการ จากทักษะการบริหารแบบสั่งการ   ไปสู่ทักษะการบริหารแบบชื่นชมผลสำเร็จ และเอื้ออำนาจต่อผู้มีผลงานดี ให้ได้ขยายผลการสร้างสรรค์ที่กว้างขวางหรือลุ่มลึกยิ่งขึ้น 

หัวใจคือการลดขนาดและบทบาทของกระทรวงศึกษาธิการลง    ส่งเสริมให้มีการจัดตั้ง สถาบันวิจัยระบบการศึกษา เป็นหน่วยงานในกำกับของรัฐ   ได้รับงบประมาณแผ่นดินแต่มีอิสระในการทำงาน   ไม่อยู่ใต้บังคับบัญชาของกระทรวงศึกษาธิการหรือรัฐมนตรี    โดยดูตัวอย่างที่ สวรส. (สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข) ซึ่งตั้งขึ้นโดยออก พรบ.   และได้ทำงานสร้างความเข้มแข็งให้แก่ระบบสุขภาพอย่างมากมาย  

อีกหน่วยงานที่ควรส่งเสริมให้เกิดขึ้น คือ มูลนิธิคุ้มครองผู้บริโภคด้านการศึกษา   ซึ่งจะทำงานแบบ เอ็นจีโอ ทำหน้าที่ตรวจสอบ   แจ้งแก่สาธารณชน   และอาจฟ้องร้องต่อศาลหากมีพฤติกรรมที่ไม่ถูกต้องของสถานศึกษา หรือของครู/ผู้บริหาร  

ควรเปิดโอกาสให้องค์กรนอกภาครัฐเข้ามามีบทบาทจัดการศึกษาในระดับต่างๆ และมีบทบาทกำกับดูแลระบบการศึกษา มากขึ้น   โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาคเอกชนที่ไม่แสวงหากำไร   และควรจัดระบบภาษีที่ยกเว้นให้แก่การบริจาคให้แก่องค์กรด้านการศึกษา ไม่ว่าจะเป็นภาครัฐหรือภาคเอกชนไม่แสวงกำไร    ซึ่งจะทำให้เกิดการระดมทุนนอกภาครัฐเข้าสู่การศึกษามากขึ้น

 

การเรียนรู้ในชีวิตประจำวันของคนไทยทั้งมวล เป็นเรื่องใหญ่มาก   และเกี่ยวข้องกับภูมิปัญญาของชาติทั้งในปัจจุบันและอนาคต   เป็นเรื่องที่มีเทคนิควิธีการและมีตัวอย่างที่ทำสำเร็จอย่างดี   ที่พิสูจน์ว่าชาวบ้านที่รวมตัวกันดำเนินการจัดการความรู้ในอาชีพของตน   สามารถสร้างความรู้ขึ้นใช้เอง และเปลี่ยนวิถีชีวิตของตนได้   ดังกรณีโรงเรียนชาวนามูลนิธิข้าวขวัญ สุพรรณบุรี ที่นำโดยคุณเดชา ศิริภัทร  

กระทรวงศึกษาธิการเรียกเรื่องนี้ว่า การศึกษานอกโรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย   แต่ผมเกรงว่า หากเอาเรื่องการจัดการความรู้ของชาวบ้านไปไว้ในมือของกระทรวงศึกษา   ก็จะมีจุดเน้นอยู่ที่ training ซึ่งผิด   เรื่องการจัดการความรู้ต้องเน้น learning   และต้องเน้นที่กระบวนการเรียนรู้ของตัวชาวบ้านเอง   ไม่เน้นที่ผู้สอนหรือวิทยากร   ซึ่งต้องเปลี่ยนไปเป็น ผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้”(facilitator)

เรื่องการจัดการความรู้ในชีวิตของชาวบ้านนี้   ควรส่งเสริมให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเป็นผู้รับผิดชอบ   โดยจัดให้มี คุณอำนวย”(Knowledge Facilitator) การจัดการความรู้ของชาวบ้านในทุก อบต.   ผู้มีความชำนาญในการฝึก คุณอำนวย จัดการความรู้ของชาวบ้านคนหนึ่งคือ คุณทรงพล เจตนาวนิชย์  

ระบบการจัดการความรู้ของชาวบ้านและโดยชาวบ้านนี้ เป็นเรื่องใหญ่มาก   เกี่ยวข้องกับคนไทยทั้ง ๖๔ ล้านคน   รัฐบาลต้องมีวิธีส่งเสริมแบบไม่ใช้อำนาจ   หรือแบบกระจายอำนาจ   ส่งเสริมให้ อบต., อบจ., เทศบาล เป็นผู้ดำเนินการ   เพราะเป็นเรื่องของการบำรุงสุขและปากท้องของประชาชนในพื้นที่โดยตรง  

ที่จริง ในภาวะที่มีปัญหาเศรษฐกิจอย่างในปัจจุบัน   น่าจะมีการฝึก คุณอำนวย จัดการความรู้ของชาวบ้าน สัก ๕,๐๐๐ คน   สำหรับไปทำหน้าที่ในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั่วประเทศที่ต้องการเข้าร่วมโครงการ   ทีมคณะผู้ฝึกอบรมน่าจะนำโดย  คุณเดชา ศิริภัทร   คุณทรงพล เจตนาวนิชย์   นพ. สมพงษ์ ยูงทอง แห่งนครสวรรค์ฟอรั่ม   และทีม คุณอำนวยเมืองคอน เป็นต้น   หากรัฐบาลเอาจริง คนเหล่านี้จะรวมตัวกันทำงานให้แก่ประเทศได้   

การใช้การจัดการความรู้เป็นเครื่องมือเรียนรู้ของชาวบ้านนี้ จังหวัดนครศรีธรรมราชมีประสบการณ์ใช้ทั้งจังหวัดมาเป็นเวลา ๔ ปี ภายใต้การนำของผู้ว่าราชการจังหวัด วิชม ทองสงค์   เวลานี้ท่านเกษียณอายุราชการแล้ว    หากรัฐบาลเอาจริง น่าจะเชิญท่านมาเป็นหัวหน้าโครงการ หรือเป็นที่ปรึกษา

 

ด้านอุดมศึกษา ควรส่งเสริมให้มีการศึกษาในมหาวิทยาลัยที่มีความยืดหยุ่นมากขึ้น  แบบที่ยืดหยุ่นเพื่อเอื้อต่อคุณภาพการศึกษาที่สูงขึ้น   เช่น เปิดช่องให้นักศึกษาที่มีความสามารถสูงและแรงบันดาลใจสูง สามารถเรียนแบบเรียนวิชาไปพร้อมๆ กับเรียนประยุกต์ใช้วิชาในชีวิตจริง   ดังกรณีของ Paul Farmer ที่ผมจะนำลง บล็อก ในวันที่ ๑๖ ม.ค. ๕๒ เป็นต้นไป รวม ๔ บันทึก   ที่สามารถเรียนแพทย์ที่ ฮาร์วาร์ด พร้อมกับเรียนปริญญาเอกด้านมานุษยวิทยา    โดยใช้เวลา ๒/๓ ปฏิบัติงานอยู่ที่ประเทศ ไฮติ

การยืดหยุ่นหลักสูตร และการจัดการศึกษา เพื่อส่งเสริมให้มีการไหลเวียน หรือแลกเปลี่ยนนักศึกษาระหว่างมหาวิทยาลัยมากขึ้น   ทั้งในประเทศและระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ประเทศเพื่อนบ้าน   รวมทั้งส่งเสริมการแลกเปลี่ยนอาจารย์ เพื่อให้เกิดการสร้างสรรค์วิชาการ

 

สรุปว่า ปฏิรูปการศึกษารอบ ๒ ต้องมีการคิดใหม่ ทำใหม่ หลากหลายด้าน

 

วิจารณ์ พานิช

๑๓ ม.ค. ๕๒