แม่ต้อยมีความผูกพันกับผู้หญิงสองคนอย่างลึกซึ้งตั้งแต่แรกเกิดก็ว่าได้ ผู้หญิงคนแรกคือคุณแม่ ส่วนอีกคนเป็นคุณป้า ตั้งแต่จำความได้แม่ต้อยก็ได้รับการเลี้ยงดูจากคุณป้ามาโดยตลอดและมีความเข้าใจว่าคุณป้าที่เลี้ยงแม่ต้อยมานั้นคือแม่ที่แท้จริง เมื่อตอนที่แม่ต้อยยังเด็กๆยังเคยเรียกคุณแม่จริงๆว่า” คุณน้า”
มันก็เป็นเรื่องที่น่าแปลกที่ตอนนั้นแม่ต้อยจะจำได้ตลอดเวลาว่าทุกครั้งที่ทำอะไรไม่ได้ หรือเมือมีปัญหา หรือมีความทุกข์ใจ คนแรกที่จะนึกถึงคือ”คุณน้า”
เมื่ออายุประมาณสักสิบขวบแม่ต้อยจึงมารู้ว่าที่จริง” คุณน้า “คือ”คุณแม่ “ส่วน “คุณแม่” คือ”คุณป้า” ( งงกันไหมคะ) ตั้งแต่นั้นมา แม่ต้อยจึงโชคดีที่มีคุณแม่ถึงสองคน และเราก็อยู่ร่วมกันมาตลอดด้วยความสุข
ตอนนี้คุณป้า ซึ่งตอนนี้ได้กลายเป็นคุณยายแล้ว เพราะมีอายุถึง ๙๕ ปี คุณยายเป็นคนที่มีสุขภาพดี แข็งแรง ความจำดี ชอบคุย แม่ต้อยเคยพุดกับคุณยายเสมอว่า เดี๋ยวจะพาไปประกวดคนอายุยืนที่มีสุขภาพดี มีความจำเป็นเยี่ยม คุณยายหัวเราะชอบใจ
ในปีที่ผ่านมาคุณยายมักจะบ่นให้ฟังว่าเหนื่อยง่ายจังเลย และนอนมากขึ้น และในวันหนึ่งขณะที่แม่ต้อยกำลังอยู่ในการประชุม ‘International conference on health promotion and quality improvement ‘ ที่ทางสถาบันฯจัดที่กรุงเทพฯเป็นครั้งแรก ซึ่งแน่นอนแม่ต้อยต้องไปประจำการทุกวัน จำได้ว่า น้องๆที่ทำงานก็วิ่งหาแม่ต้อยกันให้วุ่นกลางที่ประชุมเนื่องจากได้รับแจ้งจากทางบ้านว่าคุณยายล้มลงและได้มีคนนำส่งโรงพยาบาลแล้ว
คุณยายหายใจหอบมาก แพทย์มีความเห็นว่าระบบหายใจล้มเหลวต้องใส่เครื่องช่วยหายใจและดุแลอย่างเต็มที่ที่ห้อง ICU และพวกเราซึ่งเป็นลูกหลานต้องเข้าเยี่ยมเป็นเวลา
ตั้งแต่เกิดเหตุจนถึงวันนี้คุณยายนอนใน ICU ได้เดือนกว่าแล้ว แม่ต้อยไปเยี่ยมทุกวันเพื่อเข้าไปพูดคุย ไปเปิดเพลงจากวิทยุให้ฟัง และบางครั้งก็ไปสวดมนต์ด้วยกันกับคุณยาย นอกจากบางวันที่แม่ต้อยมีความจำเป็นจะต้องไปไหนก็จะบอกคุณยายไว้ และจัดให้มีหลานคนอื่นมาเยี่ยมไม่ให้ขาดแม่แต่วันเดียว
เนื่องจากคุณยายใส่เครื่องช่วยหายใจอยู่จึงไม่สามารถพูดได้การสื่อสารกับคุณยาย แม่ต้อยจึงเป็นฝ่ายพูด กับคุณยายข้างเดียว เรียกว่าพูดเอง เออเอง
สิ่งที่แม่ต้อยสังเกตเห็น คือสายตาของคุณยายที่มองเมื่อเราไปเยี่ยม เป็นสายตาของคนที่ต้องการกำลังใจ ต้องการที่พึ่ง ต้องการความใกล้ชิด และความอบอุ่น บางครั้งเมื่อแม่ต้อยบอกคุณยายว่า” หนูไปก่อนนะคะ พรุ่งนี้มาใหม่” คุณยายจะพยักหน้าแบบไม่ค่อยเต็มใจ สักเท่าไหร่ จะจับมือบีบเบาๆตลอดเวลา
ด้วยความที่แม่ต้อยมีความคิดว่า หรือบางทีในช่วงนี้ของชีวิตคุณยายอาจจะน้อยใจว่าคุณยายไม่มีลูก ดังนั้นทุกครั้งแม่ต้อยจะบอกว่า “ ลูกสาวมาเยี่ยมแล้วนะคะ”“ แม่ไม่ต้องกลัวนะคะหนูมาหาแม่ทุกวันเลย” แม่ต้อยจะย้ำตลอดเวลา และสัญญาว่าทันทีที่หมอบอกว่าคุณยายหายใจดีขึ้น คุณยายจะได้กลับบ้านไปอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันอีกครั้ง
แม่ต้อยมีความรู้สึกว่าในเวลานี้ เป็นเวลาที่มีค่าที่เราจะสามารถทำให้คนที่เรารัก มีห้วงเวลาชีวิตที่ดี มีศักดิ์ศรี และมีความอบอุ่น เครื่องมือทางการแพทย์ ที่ทันสมัย ที่รุดหน้า เป็นส่วนสำคัญส่วนหนึ่ง แต่ทว่าอีกส่วนหนึ่งเป็นส่วนที่ไม่มีอะไรที่จะมาทดแทนได้นอกจากความเข้าใจ ความรัก ความอบอุ่น ใกล้ชิดจากญาติและคนใกล้ชิด
ในโรงพยาบาลคุณภาพด้วยรัก จะมีการดูแลคนไข้เช่นคุณยายด้วยความปราณีต ด้วยความเข้าใจ ด้วยความรักมากขึ้น แม่ต้อยต้องขอบคุณทีมงานของโรงพยาบาลทุกแห่งที่มีความเข้าใจในความรู้สึกของญาติ ของคนไข้
ส่วนคุณแม่คนที่สอง ซึ่งเป็นคุณแม่จริงๆของแม่ต้อย ท่านสุขภาพแข็งแรงดีคะ เป็นคนที่แม่ต้อยพาไปเที่ยวหัวหินในตอนปีใหม่ไงคะ
สวัสดีตอนดึกค่ะ แม่ต้อย ...บันทึกนี้ ได้อารมณ์มากค่ะ ไม่ต้องจ้างใครแล้วค่ะ อิอิ..แม่ต้อยเขียนเองดีไหมคะ
ขอบคูณมากคะที่มาช่วยให้กำลังใจ วันนี้คุณยายเริ่มจิบน้ำและโอวัลตินได้แล้วคะ แม่ต้อยกำลังจะไปเยี่ยมคะ ฝากคุณมณีแดงดูคนไข้ที่แก่เฒ่า ด้วยนะคะ ให้กำลังใจคะ
<style>body{background-image:url("http://gotoknow.org/file/khajitfoythong/roseprp.jpg
");}</style>
ขอบคูณมากคะที่มาช่วยให้กำลังใจ วันนี้คุณยายเริ่มจิบน้ำและโอวัลตินได้แล้วคะ แม่ต้อยกำลังจะไปเยี่ยมคะ ฝากคุณมณีแดงดูคนไข้ที่แก่เฒ่า ด้วยนะคะ ให้กำลังใจคะ
<style>body{background-image:url("http://gotoknow.org/file/khajitfoythong/roseprp.jpg
");}</style>
สวัสดีคะอาจารย์ นับว่าเป็นความกรุณานะคะ ที่แม่ต้อยอยากทำอะไรมีแต่คนมาช่วยให้กำลังใจและช่วยแนะนำ แต่ว่า การบ้านคราวนี้มีคนพิเศษมาช่วยทำให้คะ พอลล่านั่นเอง แต่แม่ต้อยจะต้องทดลองทำแน่นอนคะด้วยตนเองให้ได้คะ สวัสดีคะ
เอาการ์ตูนมาให้ค่ะ
ขอบคุณคะ พอลล่า ส่งมาให้อีกนะคะ น่ารักจริงๆ