9 sins, Self และ Transformation

ย้อนหลังไปประมาณ 13 ปี ได้ ไม่ทราบว่าใครเคยดูหนังเรื่อง “Seven     ที่ Brad Pitt   เล่นเป็นพระเอก และ Morgan Freeman เล่นเป็นตัวเอกคู่กันบ้างไหม หนังเรื่องนี้เป็นหนังฆาตกรรม ตื่นเต้นระทึกขวัญ แต่มีคุณค่าในแง่เนื้อหาและให้วิธีคิดที่เป็นประโยชน์อย่างมาก ขนาดเวลาผ่านไปนานขนาดนี้   ผู้เขียนยังจดจำได้และนำมาสังเคราะห์ร่วมกับจิตวิทยาขั้นพื้นฐาน และปรัชญาแห่งชีวิตได้อีก

 

ขอทบทวนที่มาของเรื่องนี้สักนิด Seven (7) หมายถึงบาป (sin) 7 ประการของศาสนาคริสต์ ได้แก่

Avarice     “greed”                 โลภ

Laziness                                  ขี้เกียจ

Envy                                        อิจฉา

Anger                                      โกรธ

Pride                                       หยิ่งยะโส

Gluttony   “overeating”        ตะกละ

Lust                                        ตัณหา

 

ฆาตรกรเรื่องนี้มีความเชื่ออย่างรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องล้างบาปให้หมดไปจากโลก เขาจึง

ลงมือฆ่าคนที่มีพฤติกรรมเข้าข่ายทำบาปในแต่ละข้อดังกล่าวทีละรายอย่างทารุณ  

โดยมีตำรวจ  คู่หู FBI สองคนคือพระเอก Brad Pitt และ Morgan Freeman ช่วยกันไข

คดีปริศนาเพราะเหยื่อฆาตรกรรมแต่ละรายนั้นถูกฆ่าในรูปแบบไม่ซ้ำกัน  แต่สันนิษฐาน

ได้ว่าเป็นฆาตรกร      รายเดียวกันเนื่องจากในที่เกิดเหตุ ฆาตรกรจะเขียน “บาป” แต่ละข้อ

ทิ้งไว้เป็นปริศนา

 

ในช่วงสุดท้ายของหนังเรื่องนี้ ลุ้นระทึกอย่างมากว่าใครจะเป็นเหยื่อคนสุดท้าย และบาปที่   เหลืออยู่นั้น (ถ้าจำไม่ผิดน่าจะเป็น) “ความโกรธ” กล่าวคือฆาตรกรคนนี้ฉลาดมากถ้าเขา          ไม่พร้อมพลีชีพที่จะโชว์ความเชื่อของเขา  เขาคงไม่ยอมเปิดเผยตนเองในตอนหลัง กล่าวคือ    เขาฆ่าภรรยาที่กำลังตั้งครรภ์ของ Brad Pitt และตัดศรีษะใส่กล่อง เอาให้ Brad Pitt ดู จะได้    โกรธและคลั่งฆ่าฆาตรกรซะ เพื่อพิสูจน์ “บาป” สุดท้ายของเขานั่นคือ “ความโกรธ”              บทสรุปสุดท้ายนั้น  คงต้องไปหาเช่าชมดูต่อ (ไม่ได้แกล้งไม่เล่าต่อนะ.. แต่จำไม่ได้จริง ๆ)

 

กลับมาที่ประเด็นที่จะเสนอในวันนี้  เป็นเรื่องบังเอิญที่ผู้เขียนก็มารู้จักกับ Enneagram หรือ   นพลักษณ์[1]  ซึ่งผู้เขียนได้ศึกษามาเกือบสิบปีแล้วนั้น โดย  Enneagram ก็ได้กล่างถึงบาป      ของมนุษย์ 9 ประการ มีทั้งบาป 7 ข้อที่ว่ามานี้ และรวมบาปอีก 2 ข้อ ได้แก่

Fear                                  ความกลัว

Deceit                               ความหลอกลวง       

 

ผู้เขียนเชื่อว่าคงมีผู้เคยศึกษาเรื่องนี้มาแล้ว และปัจจุบันศิษย์หลายท่านของท่าน           อาจารย์สันติกะโรก็ได้เป็นวิทยากรอบรมเรื่องนี้ในหลากหลายแง่มุม  ทั้งบริหาร

จัดการองค์กร ทรัพยากรมนุษย์ และ จิตวิทยา  ในที่นี้ ข้าพเจ้าขอเลือกนำเสนอแลกเปลี่ยน

ในแง่มุมของปรัชญาและศาสนา โดยเน้นไปที่การค้นหา “บาป” ซึ่งปรับใช้ได้กับทางพุทธศาสนา   นั่นก็คือการเห็น “ทุกข์”   ตามความเชื่อของผู้เขียน ทุกศาสนามุ่งให้ผู้ศรัทธามีหนทาง      ไปสู่ความสุขสงบเป็นนิรันดร์  โดยศาสนาพุทธของเราจะเน้นหนักไปในเรื่องการหลุดพ้นจากทุกข์ หรือการดับกิเลสทั้งปวง เป็นสัจธรรมสูงสุด

 

ดังนั้น หากจะให้ผู้เขียนกล่าวถึงความเกี่ยวข้องกันในที่นี้ก็คือ Enneagram  เป็นเครื่องมือ    หนึ่งที่ช่วยให้เรา “รู้ทุกข์” ของตนเองว่าตนมีบุคลิกภาพภายในอย่างไร  ศาสนาพุทธ             ก็จะเป็นหลักธรรมที่จะช่วยให้เราหลุดพ้นจากความทุกข์นั้นได้อย่างแท้จริง จึงมีความ         เกื้อหนุนกันอยู่ หากว่าผู้สนใจมองเห็นและลองนำไปปรับใช้ดู

 

ผู้เขียนเห็นว่ามีตำรามากมาย และมีวิทยากรหลายท่านกล่าวถึงการใช้ Enneagram ใน        เชิงจิตวิทยา และบริหารธุรกิจเป็นหลัก แต่จากนี้เป็นต้นไปขอเปิดเวทีแลกเปลี่ยนกันใน     เรื่องการศึกษา “ทุกข์” โดยใช้ Enneagram  เป็นเครื่องมือ และหลายท่านหรือทุกท่านจะ      เห็นเหมือนที่ผู้เขียนเห็นว่าไม่เพียงแต่ “อธิบายตัวเรา” ได้ประหนึ่งแผนที่ชีวิต ทำให้        “เรารู้ตัว” ซึ่งหากผู้อ่านที่ติดตามอ่านบทความของ ศิลา ภู ชยา ในเรื่อง “นักบริหาร               ยุคใหม่ หัวใจเกินร้อย” มาบ้าง ก็จะสังเกตเห็นว่า ผู้เขียนจะเน้นเรื่องการ “รู้ตัว” เพื่อ         เปลี่ยนแปลงตัวเองในขั้น Transformation  (เปลี่ยนรูป หรือการเปลี่ยนสภาพ)

 

การเปลี่ยนแปลงในระดับสูงเช่นว่านี้ทำได้จริง หาก เรารู้ตัว ซึ่งในความหมายของคำว่า          “รู้ตัว” นี้ ลึกซึ้งมาก เพราะไม่เพียงแต่ รู้ตัวระดับของการมีสติกำหนดรู้ในปัจจุบันแล้ว ยังหมายถึงการรู้ตัว คือ “กิเลส” ซึ่งเป็นตัวทำให้เกิดทุกข์ของเราอีกด้วย

 

ข้อตกลงเบื้องต้นของการศึกษาเรื่องนี้ก็คือเป็นการศึกษาตัวตน (Self) ของตัวเอง       เป็นหลัก  ซึ่งมีความเป็นไปได้อยู่แล้วที่ว่าผู้ศึกษาเมื่อศึกษาจน “รู้ตัว” รู้กิเลสตนเองแล้ว        ก็ทำให้รู้กิเลสของผู้อื่นไปด้วย   เพราะเราจะต้องศึกษากิเลสทั้งหมด 9 ตัว ไปพร้อม ๆ กัน     เพื่อจะได้แยกแยะวินิจฉัยว่าเราเข้าข่ายใด และก็ย่อมต้องเห็นกิเลสของผู้อื่นควบคู่กันไป       ในกรณีนี้ หากเรารู้แล้ว จะต้องมีจรรยาบรรณที่ห้ามมิให้ไปวิพากษ์วิจารณ์ใคร หรือล้อเลียนใครอย่างเด็ดขาด  ยกเว้นเพื่อการสะท้อนและศึกษาร่วมกันโดยมีเจตนาที่บริสุทธิ์

 

บุคลิกภาพทั้ง 9 แบบ ไม่ได้เป็นเรื่องของคำว่า “ดีหรือด้อย”มากน้อยไปกว่ากัน แต่เป็น       เรื่องของมิติความสัมพันธ์ที่ต้องพึ่งพาอาศัยกัน แสวงหาความเชื่อมโยงระหว่างกัน  รวม       ถึงการพัฒนาตัวตนและคนอื่นไปด้วยกัน

 

เนื่องจากทั้ง 9 ลักษณ์ (แบบ) มีที่มาของการแบ่งออกจาก 3 ศูนย์หลักของชีวิตมนุษย์เอง       นั่นคือ ศูนย์ใจ ศูนย์สมอง และศูนย์ท้อง (การกระทำ) ตราบใดที่มนุษย์ต้องอาศัย 3 ศูนย์นี้     ในการดำเนินชีวิต ตราบนั้นมนุษย์ที่แม้มีความแตกต่างกันด้านบุคลิกภาพทั้ง 9 แบบ  ก็      ย่อมขาดออกจากกันไม่ได้   มิฉะนั้น จะไม่เกิดความสมดุลย์ของธรรมชาติ

 

บันทึกครั้งนี้เป็นการเปิดตัวคำว่า “รู้ตัว” โดยใช้ Enneagram เป็นเครื่องมือ จึงยังไม่ลง          รายละเอียดอะไรมากนัก ผู้เขียนจะทะยอยเล่าสู่กันฟังไปเรื่อย ๆ เพื่อไม่ให้น่าเบื่อ ก็จะ         นำประสบการณ์ชีวิตคนจริง ๆ มาแทรกเป็นระยะ ๆ ให้เห็นภาพเป็นรูปธรรม  และ                   ผู้เขียนท้าทายว่าศาสตร์นี้สามารถอธิบายมนุษย์ได้ตลอดสายจริง ๆ  และจะเป็นประโยชน์    แก่ผู้คนจำนวนมากที่มุ่งการพัฒนาตัวเอง และโดยเฉพาะผู้ที่มุ่งพยายามเพียรแผดเผา       กิเลสของตนก็จะค้นพบเครื่องมือมหัศจรรย์ในการเข้าใจทุกข์ของตนและรู้วิธีดับทุกข์นั้น     แม้ดับไม่สนิท แค่จูงจิตจะดับก็เป็นกุศลแล้ว เปรียบเหมือนเอาหินทับหญ้าเอาไว้ไม่ให้    หญ้าขึ้นรกรุงรัง ก็นับว่าเป็นความพยายามในวิถีทางที่ชอบแล้ว

 

สุดท้ายนี้ก่อนจะจบบันทึกบทความนี้ เพื่อไปพบกันคราวหน้า ขอฝากไว้ว่าผู้ที่จะเริ่ม         ศึกษา Enneagram แม้ว่าตอนนี้อาจจะยังไม่เข้าใจเรื่องนี้ (ในแง่มุมของกิเลส) มากนัก            แต่หากว่าเป็นผู้ที่หมั่นทบทวนตัวเอง ตรวจสอบตัวเอง กล้าหาญที่จะยอมรับจุดด้อย        

ข้อเสียของตนเองก็ถือว่าเป็นความพร้อมที่สำคัญยิ่งของการเริ่มศึกษา  และข้อสำคัญอีก    ประการหนึ่งก็คือหากเป็นผู้ที่แยกแยะออกระหว่างคำต่อไปนี้

 

                          “ฉันเป็น (ego)”   “ฉันอยากเป็น (super ego) และ “

                                 ฉันอยากให้คนอื่นเชื่อว่าฉันเป็น (self Image)”

 

ก็จะเป็นเรื่องง่ายที่ค้นหา “ตัวเอง” ว่ามีกิเลส ประเภทใด ที่ยกเรื่องนี้มาก็เพราะว่าผู้เขียน    เคยได้มีโอกาสสัมภาษณ์ผู้สนใจศึกษาเรื่องนี้ ท่านนั้นต้องการทราบว่าตนเป็นลักษณ์ใดจะได้รู้ทุกข์ เพื่อการสังเกตและพัฒนาตน ซึ่งนับว่าเป็นเรื่องดีในการสัมภาษณ์ครั้งนั้น ปัญหาประการหนึ่งก็คือท่านนั้นอยากเป็นในแบบที่คนอื่นทั่วไปมองว่าดูดี  ผู้เขียนพยายามสะท้อนภาพตามคำพูดของเขาเอง  และได้นำคำพูดบางประโยคของเขาเองมากล่าวซ้ำ เพื่อให้สังเกตคำพูดของตัวเอง... ฟังเสียงตัวเองดูว่ามีบางคำที่สื่อในตัวว่าตนเป็นลักษณ์อะไร  โดยผู้เขียนไม่ได้ปริปากบอกหรือเฉลยว่าท่านเป็นลักษณ์ใด ต่อเมื่อท่านนั้นได้กลับไปทบทวนตัวเองใหม่ จึงเข้าใจด้วยตัวเองว่าคือลักษณ์ใด และผู้เขียนก็หวังจะมีส่วนเผยแพร่ความรู้นี้ออกไปด้วยความปรารถนาดีให้ท่านพบ “ลักษณ์” ตัวเอง และดับ “กิเลส” ที่แท้จริงได้ถูก



[1]บุคลิกภาพภายในของมนุษย์ 9 แบบ หากสนใจเพิ่มเติม พิมพ์คำว่า Enneagram หรือนพลักษณ์ ใน google ก็จะมีประวัติและเนื้อหาขึ้นมามากมาย จึงไม่ขอลงรายละเอียดในที่นี้มากนัก