สวัสดีค่ะ เข้าอ่าน สาระที่ท่านบันทึก แล้วเลยมีความรู้สึกอยากเขียนบันทึกเป็นครั้งแรก
เราเริ่มสนใจการไม่ทำบาป เมื่อ 30 ปีกว่ามาแล้ว แต่ก็ไม่สมำเสมอ และเมื่อนึกย้อนกลับไปสำรวจดูใจตนเอง ก็พอรู้ได้ว่า สิ่งที่พระพุทธเจ้าสอน คือละความชั่ว ทำความดี ทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว เราทำความชั่วน้อยมาก ค่อนข้างทำความดี(เป็นคนดี)แต่สิ่งที่ทำไม่ค่อยได้ คือทำจิตใจให้ผ่องแผ้ว โกรธง่าย ไม่สบายใจเมื่อมีคนว่า และจำนานมาก เสียใจนานมาก ร้องไห่บ่อยมาก เก็บตัว แล้วก็จะไม่เข้าใกล้คนนั้นเลย นี่คือนิสัยไม่ดีที่พบ แต่ต่อมาซักประมาณ 5-6 ปี นี้ นิสัยเปลี่ยนไป ใครว่าเรา ใครวิจารณ์เรา เราว่าสวนทันทีเลย ไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไร หลายคนจะกลัวไม่กล้าว่าอีก เป็นคนพูดตรงเกินไป คนสมัยนี้ ต่อหน้าพูดอย่างหนึ่งลับหลังพูดอย่างหนึ่ง ทนไม่ค่อยได้ แล้วก็ทุกข์ ทั้งที่ศึกษาธรรมมะตลอด แต่เป็นธรรมมะที่ จำได้ รู้ได้ เข้าใจได้ อธิบายได้หมด แต่ ปฏิบัติไม่ได้ (ใจน่ะไม่ได้) นั่งสมาธิก็ได้แค่ที่นั่ง และติดตัวมาซักประมาณ 1 เดือน เมื่อ 1-5 ธค.51 ได้ไปนั่งสมาธิที่วัดอินทร์ (ปฏิบัติช่วงวันเฉลิมฯมา 3 ปีแล้ว)ได้มีโอกาสซักถาม-ปัญหา กับพระวิปัสนาที่มาสอนธรรมมะ เรื่องความโกรธของตนเอง ท่านก็ยกมือขึ้น ตบมือตัวเอง 1 ครั้ง แล้วถามว่า ได้ยินเสียงดังไม๊ เราตอบว่าได้ยิน ซักพักท่านถามว่า ได้ยินเสียงตบมือไม๊ เราตอบว่าไม่ ท่านก็บอกว่า เสียงมันเกิดขึ้นแล้วก็ดับไป โยมได้ยินเสียง(รับรู้ว่าเขาว่า)แต่โยมยังไม่รับรู้ว่าเสียงนั้นมันดับไปแล้ว ฟังแล้วก็เกิดความสว่างในใจขึ้นมาทันทีว่า เออใช่เลย แล้วทุกวันนี้เมื่อมีปัญหาจะดูว่า เกิดอะไรขึ้นและตามดูความคิดของตนเองไปเรื่อยๆ ไม่ห้ามตัวเองนะ อยากคิดก็คิดไป มันกลับไม่คิดซะงั้น กลายเป็นคนไม่เครียดเหมือนก่อน มองโลกในแง่ดีมากขึ้น ไม่ใส่ใจความชั่วผู้อื่น
ที่จริงความรู้มีอยู่แต่ใช้ไม่เป็น เชื่ยมโยงกับชีวิตประจำวันไม่ได้ เพิ่งคนพบสัจจธรรมด้วยตัวเองก็เพราะคิดตามท่านอย่างลุ่มลึก