ทฤษฎีเกี่ยวกับการคิดของไทย
พระธรรมปิฎก (2539) ได้นำเสนอแนวคิดในการจัดการศึกษาและการสอนตามหลักพุทธธรรม ซึ่งครอบคลุมในเรื่องการพัฒนาปัญญา และการคิดไว้เป็นจำนวนมาก และได้มีนักการศึกษาไทยนำแนวคิดเหล่านี้มาประยุกต์ใช้เป็นรูปแบบกระบวนการ และเทคนิคการสอนทำให้ประเทศไทยมีการศึกษาวิจัยเรื่องนี้มากขึ้น เช่นวิธีโยนิโสมนสิการ ซึ่งมีหลักอยู่ 10 วิธี ดังนี้ คือ
1. วิธีคิดแบบสืบสาวเหตุปัจจัย เป็นวิธีคิดเพื่อให้รู้สภาวะที่เป็นจริง
2. วิธีคิดแบบแยกแยะส่วนประกอบ เป็นวิธีคิดเพื่อกำหนดแยกปรากฏการณ์ต่าง ๆ ออกเป็นสิ่งที่เป็นรูปธรรมและสิ่งที่เป็นนามธรรม
3. วิธีคิดแบบสามัญสัญลักษณ์เป็นวิธีคิดเพื่อให้รู้เท่าทัน คือรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นเองและจะดับไปเอง เรียกว่า รู้อนิจจัง และรู้ว่าสิ่งต่าง ๆ นั้นเกิดขึ้นมาเองไม่มีใครบังคับหรือกำหนดขึ้นเรียกว่ารู้อนัตตา
4. วิธีคิดแบบอริยสัจ เป็นวิธีคิดแบบแก้ปัญหา โดยเริ่มจากตัวปัญหาหรือทุกข์ ทำความเข้าใจให้ชัดเจน สืบค้นสาเหตุเตรียมแก้ไข วางแผนกำจัดสาเหตุของปัญหา มีวิธีการปฏิบัติ 4 ขั้นตอน คือ
1) ทุกข์ - การกำหนดให้รู้สภาพปัญหา
2) สมุทัย - การกำหนดเหตุแห่งทุกข์เพื่อกำจัด
3) นิโรธ - การดับทุกข์อย่างมีจุดหมาย ต้องมีการกำหนดว่าจุดหมายที่ต้องการคือ อะไร
4) มรรค - การกำหนดวิธีการในรายละเอียดและปฏิบัติเพื่อกำจัดปัญหา
5. วิธีคิดแบบอรรถสัมพันธ์ เป็นวิธีคิดให้มีความสัมพันธ์กันระหว่างหลักการและความมุ่งหมายสามารถตอบคำถามได้ว่าที่ทำหรือจะทำอย่างนั้น อย่างนี้ เพื่ออะไร ทำให้การกระทำมีขอบเขตไม่เลยเถิด
6. วิธีคิดแบบคุณโทษและทางออก เป็นการคิดบนพื้นฐานความตระหนักที่ว่าทุกสิ่งในโลกนี้มีทั้งส่วนดีและส่วนด้อย ดังนั้น เมื่อต้องคิดตัดสินใจเลือกเอาของสิ่งใดเพียงอย่างเดียวจะต้องยอมรับส่วนดีของสิ่งที่ไม่ได้เลือกไว้ และไม่มองข้ามโทษหรือข้อบกพร่องจุดอ่อน จุดเสียของสิ่งที่เลือกไว้ การคิดและมองตามความจริงนี้ ทำให้ไม่ประมาท อาจนำเอาส่วนดีของสิ่งที่ไม่ได้เลือกนั้นมาใช้ประโยชน์ได้ และสามารถหลีกเลี่ยงหรือมีโอกาสแก้ไขส่วนเสีย ข้อบกพร่องที่คิดมากับสิ่งที่เลือกไว้
7. วิธีคิดแบบรู้คุณค่าแท้ - คุณค่าเทียม เป็นวิธีคิดที่สามารถแยกแยะได้ว่าคุณค่าแท้คืออะไร คุณค่าเทียมคืออะไร
คุณค่าแท้ คือคุณค่าของสิ่งมีประโยชน์แก่ร่างกายโดยตรง อาศัยปัญญาตีราคาเป็นคุณค่าสนองปัญญา
คุณค่าเทียม คือ คุณค่าพอกเสริมสิ่งที่จำเป็นโดยตรง อาศัยตัณหาตีราคาเป็นคุณค่า สนองเลยตัณหา
วิธีคิดนี้ใช้เพื่อมุ่งให้เกิดความเข้าใจและเลือกเสพคุณค่าแท้ที่เป็นประโยชน์แก่ชีวิต เพื่อพ้นจากการเป็นทาสของวัตถุ เป็นการเกี่ยวข้องด้วยปัญญา มีขอบเขตเหมาะสม
8. วิธีคิดแบบเร้าคุณธรรม เป็นการคิดถึงแต่สิ่งที่ดีมีกุศล เมื่อได้รับประสบการณ์ใด แทนที่จะคิดถึงสิ่งที่ไม่ดีงาม เป็นวิธีคิดที่สกัดกั้น ขัดเกลาตัณหา
9. วิธีคิดแบบอยู่กับปัจจุบัน เป็นวิธีคิดให้ตระหนักถึงสิ่งที่อยู่ในขณะปัจจุบัน กำหนดเอาที่ความเกี่ยวข้องกับความเป็นอยู่ประจำวันเชื่อมโยงต่อกันมาถึงสิ่งที่กำลังรับรู้ กิจการตามหน้าที่หรือการปฏิบัติ โดยมีจุดหมายไม่เพ้อฝันกับอารมณ์ชอบหรือชัง
10. วิธีคิดแบบวิภัชชวาท เป็นการคิดแบบมองให้เห็นความเป็นจริง โดยแยกแยะออกให้เห็นแต่ละแง่ แต่ละด้านจนครบทุกด้าน ไม่พิจารณาสิ่งใด ๆ เพียงด้านหรือแง่มุมเดียว
ในระยะประมาณ 50 ปี ที่ผ่านมา ประเทศไทยได้มีนักคิดและนักการศึกษาที่ได้ให้ความสนใจในเรื่องการพัฒนาการคิดมาเรื่อย ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลัง ๆ ได้มีการนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้ในการสอน และศึกษาวิจัยกันมากขึ้น ควบคู่ไปกับการประยุกต์ทฤษฎี หลักการของต่างประเทศมาใช้ จึงทำให้ประเทศไทยได้รูปแบบการสอน กระบวนการสอนและเทคนิคต่าง ๆ เพิ่มขึ้นมาก อาทิ การสอนให้ “คิดเป็น ทำเป็น แก้ปัญหาเป็น” โดย โกวิท วรพิพัฒน์ การสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ โดยสุมน อมรวิวัฒน์ การสอนความคิด โดยโกวิท ประวาลพฤกษ์ และการสอนทักษะกระบวนการ โดยกรมวิชาการ กระทรวงศึกษาธิการ และกระบวนการคิดเป็นเพื่อการดำรงชีวิตในสังคมไทย โดย หน่วยศึกษานิเทศก์ กรมสามัญศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ เป็นต้น
ดร.ธารทิพย์ แก้วเหลี่ยม
ตามมาทักทายครับ มีอีกเล่มที่เขียนได้ละเอียดครับ น่าจะชื่อ แนวคิดในการจัดการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ของ สกศ ครับ
http://www.newschool.in.th/ArticleDetailUI.aspx?ArticleID=399
New School โครงงาน
http://www.newschool.in.th/ArticleDetailUI.aspx?ArticleID=384
แหล่งเรียนรู้
http://gotoknow.org/blog/yahoo/73426
http://gotoknow.org/blog/yahoo/16301
เข้าใจว่าอยู่ที่น้ำดิบวิทยาคม ลำพูนใช่ไหมครับ
ใช่คะ