ก่อนที่ข้าพเจ้าจะเข้าสู่หนทางแห่งการเรียนรู้ในพุทธศาสนานั้น  หลายปีก่อนข้าพเจ้าได้มีโอกาสเดินทางไป trekking ที่เนปาล  นั่นเป็นครั้งแรกที่ข้าพเจ้าได้มองเห็นเทือกเขาหิมาลัยด้วยตาของตนเอง     เมื่อเครื่องบินบินเข้าสู่เขตประเทศนี้  เป็นที่น่าตื่นตาตื่นใจก็คือ  ในที่ความสูงระดับหนึ่ง  เมื่อเรามองออกไปจากหน้าต่างของเครื่องบินที่กำลังบินอยู่เหนือเมฆนั้น  เราก็เห็นภูเขาหิมะโผล่พ้นขึ้นมาจากหมู่เมฆ   นั่นเป็นสิ่งที่ช่วยยืนยันและทำให้ข้าพเจ้ายอมรับว่า  เทือกเขาหิมาลัยนั้นสูงจริงๆ สูงแบบเห็นภาพพจน์ได้ชัดเจนดีทีเดียว  เพราะที่ระดับความสูงแบบนั้น  ยังมีภูเขาที่สูงกว่าหมู่เมฆที่มองเห็นจากหน้าต่างเครื่องบินเสียอีก 

การไปเนปาลครั้งนั้น  ข้าพเจ้าและเพื่อนๆ น้องๆ ได้ไป trekking เพื่อชมเทือกเขาอันนาปูรณะ  ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของเทือกเขาหิมาลัย  เราไปเริ่มต้นการเดินขึ้นที่สูงครั้งนี้ที่เมืองโพคารา  ในการเดินทางไป Trekking ครั้งนั้น     ตอนที่ข้าพเจ้ามองดูเทือกเขาอันนาปูรณะจาก Poonhill   ข้าพเจ้าแอบคิดในใจเล่นๆว่า  อาณาจักรชัมบาลา ที่เขียนกล่าวถึงในหนังสือชัมบาลา  อาจจะอยู่ที่ใดที่หนึ่งในเทือกเขาหิมาลัยส่วนนี้           ในขณะนั้นข้าพเจ้านึกอยากจะให้มีอาณาจักรที่ว่านั่นจริงๆ   และนึกเล่นๆว่า  น่าจะมีเส้นทางที่ทำให้ข้าพเจ้าพลัดหลงเข้าไปในอาณาจักรนี้บ้างคงจะดีในระหว่างที่กำลังเดิน trekkingอยู่ 

 มานึกย้อนดูแล้ว ข้าพเจ้าก็คงมีความใฝ่ฝันลึกๆ  ที่จะได้พบอาณาจักรในอุดมคติ   โลกในอุดมคติอะไรสักอย่าง  แต่ข้าพเจ้าไม่ได้คิดลึกซึ้งไปถึงเรื่องในทางพุทธศาสนา ไม่ได้เข้าใจเรื่องของสังคมแห่งอริยชนหรืออริยบุคคลอะไรสักเท่าไหร่  แถมไม่รู้ด้วยซ้ำว่าอริยชนนั้นมีความหมายเช่นใด  ทั้งนี้เพราะข้าพเจ้าก็เป็นชาวพุทธแต่เพียงในทะเบียนบ้านเท่านั้นในช่วงเวลาดังกล่าว

ตอนที่เดิน trekking นั้น ในระหว่างทางข้าพเจ้าพบชาวต่างชาติมากมายหลายเชื้อชาติ  และที่น่าสนใจก็คือระหว่างทางเราพบกับคาราวานของชนเผ่า mustang กลุ่มใหญ่  ไกด์บอกว่าพวกเขาเดินทางลงมาซื้อของใช้จำเป็นที่เมืองโพคารา  และต้องเดินกันถึงเจ็ดวันเจ็ดคืนเพื่อจะกลับไปถึงบ้านเมืองของพวกเขา  ไกด์บอกว่าชนเผ่านี้เป็นชนเผ่าเก่าแก่ที่อยู่อาศัยในแถบเทือกเขาหิมาลัยใกล้กับธิเบต  ตอนนั้นข้าพเจ้ารู้สึกสนใจเรื่องราวของชนเผ่านี้ขึ้นมา  แถมนึกในใจว่า  ถ้าชนเผ่านี้เก่าแก่จริง บางทีพวกเขาอาจจะรู้เรื่องราวเกี่ยวกับอาณาจักรชัมบาลาบ้างก็ได้

 หลังกลับมาจาก trekking  ชมเทือกเขาอันนาปูรณะ  เราบินกลับมายังเมืองกาฐมัณฑุ  เมืองหลวงของเนปาล และไปพักแถวย่านทาเมล  ข้าพเจ้ากับกัลยาณมิตรที่คุ้นเคยกัน ได้แวะร้านหนังสือร้านหนึ่งในย่านนั้น  ข้าพเจ้าไปหาซื้อหนังสือที่เขียนเกี่ยวกับเรื่องราวของอาณาจักรชัมบาลา  และได้ซื้อมาเล่มหนึ่ง  หนังสือเล่มนั้นเขียนโดยชาวฝรั่งที่บอกเล่าถึงการค้นหาดินแดนชัมบาลา  และเขาได้เดินทางท่องเที่ยวไปในที่ต่างๆแถบเทือกเขาหิมาลัย  ได้พูดคุยกับพระลามะ  และเดินขึ้นไปยังเขาสูง  เพื่อตามหาและสืบค้นหาดินแดนแห่งนี้  และที่ร้านหนังสือร้านนี้ข้าพเจ้าก็พบหนังสือสมุดภาพเล่มใหญ่ ของชาวฝรั่งที่ได้เดินทางเข้าไปยังอาณาจักร mustang  ดูเหมือนหน้าปกนั้นจะเขียนว่า Mustang - the forbidden kingdom   ข้างในมีภาพที่น่าสนใจมากทีเดียว  จากภาพถ่ายเหล่านั้นบ่งบอกว่า  ชนเผ่านี้น่าจะนับถือพุทธศาสนา เพราะมีรูปวัดแบบธิเบต  และสถูปเจดีย์ในทางพุทธศาสนาแบบวัชรยานด้วย   น่าเสียดายที่ข้าพเจ้าไม่ได้ซื้อหนังสือเล่มนั้นมา

มาจนบัดนี้ ถึงได้ทราบว่า อาณาจักรของชนเผ่า mustang ก็เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าสนใจ และน่าไปเที่ยว แต่การไปนั้น คงเป็นการเดินขึ้นไปอีกเช่นเคย  เห็นว่าบางเส้นทางอาจจะต้องขี่ม้าไปด้วย  เมื่อดูจากแผนที่ อาณาจักรแห่งนี้ (ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงชนเผ่าหนึ่งที่อยู่ภายใต้การดูแลของเนปาล) อยู่เหนือขึ้นไปติดชายแดนธิเบต และพื้นที่ของอาณาจักรนี้บางส่วนก็ยื่นเข้าไปในแผ่นดินของธิเบตด้วย  แถมภูมิทัศน์ที่นี่จากภาพถ่ายใน website ที่เขียนแนะนำสถานที่แห่งนี้  ก็ดู สวยงามมิใช่น้อย

ที่นี่คงเป็นอาณาจักรอันเก่าแก่อีกแห่งหนึ่งในเทือกเขาหิมาลัย  แต่คงไม่ใช่หมายถึงว่าที่นี่จะกลายเป็นแชงกรีลา หรือชัมบาลาในตำนาน  แต่ด้วยความเก่าแก่ของอาณาจักรแห่งนี้  คงมีเรื่องเล่าขานที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย  แต่ข้าพเจ้าก็อดนึกเล่นๆในใจไม่ได้ว่า  บางทีผู้คนที่นี่อาจจะเคยได้ยินได้ฟังเรื่องเล่าขานของ อาณาจักรชัมบาลา  กันมาบ้างก็เป็นได้    และ Mustang  อาจจะเป็นอีกสถานที่หนึ่งที่น่าไปเยือนในอนาคต

หมายเหตุ  

ภาพถ่ายของ Mustang นำมาจาก www.questhimalaya.com