
...
เมื่อไม่กี่สิบปีก่อน... การที่จะเล่าเรื่องราวอะไรๆ ให้คนหมู่มากอ่านนั้นยากมากๆ เนื่องจากต้นทุนในการตีพิมพ์หนังสือสูงมาก ทำให้การเป็นนักเขียนยากตามไปด้วย
ทุกวันนี้เทคโนโลยีก้าวไปไกลมากๆ ทำให้ต้นทุนในการ "เล่าเรื่อง" และแสดงความเป็นตัวตน (identity / เอกลักษณ์เฉพาะบุคคล) ของเราต่ำลงมาก มีเว็บไซต์มากมายพร้อมที่จะบริการให้พวกเราเขียนบล็อกได้ฟรี ดีไม่ดีอาจจะได้เงินด้วย (ถ้ามีคนซื้อเรื่องไปพิมพ์ หรือเกิดดังขึ้นมาเลยมีช่องทางหารายได้แบบใหม่ๆ)
...
เมื่อก่อนการเป็น "บก. (บรรณาธิการ)" นั้นยากมากๆ ทว่า... ทุกวันนี้การเป็น "บก. (บล็อกเกอร์ / blogger)" นั้นง่ายขึ้นมาก ขอเพียงใจกล้าและหน้าไม่ต้องด้าน (คนหน้าด้านมักจะเขียนบล็อกได้ไม่ดี ทำไม... ผู้เขียนจะอธิบายต่อไป) หน่อยก็เขียนบล็อกได้แล้ว
ทีนี้จะเขียนบล็อกอย่างไรให้มีคนอ่าน... โปรดติดตามอ่านได้ ณ บัดนี้
...

ภาพแม่ค้าขายขนมปังฝรั่งเศส (พระตะบอง กัมพูชา > 16 ธันวาคม 2549)
-
มองข้างบนจะเห็นตะกร้าทูนหัว ภายในมีขนมปังฝรั่งเศสก้อนโต... ต่ำลงมาเป็นแม่ค้าที่แหงนมาดูผู้เขียนพอดี คณะของเราช่วยกันขนลังหนังสือ (พระไตรปิฎก อรรถกถา ฎีกา และตำราพระพุทธศาสนา) ของท่านอาจารย์แก้ว สาเรน (ภาษาเขมรเรียงนามสกุลก่อน ชื่อมาทีหลัง) จากวัดท่ามะโอ ลำปางกลับพนมเปญ
...
-
เราเหมารถกระบะขนของจากปอยแปต {ปอยเปต... ออกเสียง "แขมร์ (เขมร)" เพื่อให้ได้บรรยากาศ} ไปพนมเปญ
-
งานนี้ถูกหลอกให้นั่งไปกับรถขนโต๊ะ-เก้าอี้ไม้เถื่อนด้วย ชาวบ้านเต็มคันรถด้วย คนขับเขมรขับรถเร็วมาก พวกเราต้องนั่งไปบนเก้าอี้ที่ซ้อนบนกองไม้เถื่อนอีกที ดีที่ไม่ตกรถ แถมยังต้องเปลี่ยนรถหลายรอบ เดินทางแบบนี้... รอดมาได้ก็บุญแล้ว
...

-
การเลือกภาพมาขึ้นบล็อกนั้น... ถ้ามี "ลูกตา (ตาคน)" อยู่ในภาพจะทำให้ภาพมีพลังเพิ่มขึ้นมาก บลอกเกอร์หรือนักเขียนที่ดีควรเป็นคนช่างสังเกต
-
ลองมองไปที่ลูกตาของเธอ (แม่ค้า)... ดูดีๆ จะเห็นแววตาที่เหนื่อยด้วยตกใจด้วย (ที่อยู่ๆ ก็มีคนมาถ่ายรูป)
...
-
ถ้ายังไม่เห็นอะไร... ให้มองไปรอบๆ ลูกตาอีกครั้ง จะเห็นรอยเขียวช้ำเลือด (รอยนี้มีชื่อว่า "Raccoon eyes (ตาตัวแรคคูน)" หรือ "Panda eyes (ตาหมีแพนด้า)" ใช่แล้วครับ... เธอคงจะเพิ่งถูกทำร้ายมา ซึ่งคงจะพอเดาได้ว่า น่าจะถูกสามีทุบตีมามากกว่าเพิ่งผ่านอุบัติเหตุ
-
บ้านเมืองที่เพิ่งผ่านสงครามมานานนับสิบๆ ปี แถมยังมีเหล้าขายเต็มเมืองไปหมดแบบนี้ โอกาสที่แม่ค้าคนนี้จะถูกชกมาหมาดๆ ก็เป็นไปได้ทีเดียว
...
...
ท่านอาจารย์ซูซาน กูเนลิอุส ได้เขียนเรื่อง '5 tips to write blog post: How to write posts that get noticed and keep readers interested' หรือ "5 เคล็ดลับในการเขียนบล็อก: เขียนอย่างไรให้เตะตา (เป็นที่สนใจ) และทำให้คนอ่านสนใจ"
ผู้เขียนขอนำมาเล่าสู่กันฟัง และจะเพิ่มเคล็ดลับอีกข้อหนึ่งเข้าไป รวมเป็น 6 ข้อครับ
...

(1). เลือกสไตล์ (tone & style) ใน "ความเป็นคุณ"
...
การเขียนบล็อกมีลักษณะคล้ายการขายสินค้าและบริการอื่นๆ คือ จะต้องมองไปข้างหน้าว่า ใครจะมาเป็นลูกค้า (customers) เป็นกลุ่มเป้าหมาย (target) หรือเป็นท่านผู้อ่าน (readers) ของเรา
สิ่งที่เราจะเสนอขายหรือ "เขียน" เช่น เนื้อหาสาระ ภาพ เสียง วิดีโอ ฯลฯ คงต้อง "โดนใจ" หรือตรงกับความต้องการ (demand / desire) ของกลุ่มเป้าหมายด้วย จึงจะมีคนอ่านหรือติดตามบล็อกของเรา
...
ครูภาษาไทยของผู้เขียนสอนว่า "นักเขียนต้องมีสไตล์ นักเขียนที่ไม่สไตล์คือนักเขียนที่กำลังจะตาย (ล้มหายตายจากวงการนักเขียน)"
อาจารย์กูเนลิอุสกล่าวว่า บล็อกเองก็ต้องมีเอกลักษณ์ (identity) และผู้อ่าน (readers) ส่วนใหญ่ชอบบล็อกเกอร์ (นักเขียน) ที่มี "แนว" การเขียน หรือสไตล์คงเส้นคงวา (consistently) มากกว่านักเขียนที่ไม่มีสไตล์การเขียน หรือเปลี่ยน "แนว" ไปทุกวัน ทุกเดือน ทุกปีอะไรทำนองนี้
...

เรื่องนี้ตรงกับสำนวนฝรั่งที่ว่า 'Be good. Be you' นั่นคือ ขอให้เป็นคนดี (ของวงการ)... และอย่าลืมเป็นตัวของตัวเองด้วย เพราะนักเขียนที่ไม่มีสไตล์ "กำลังตาย (dying)" และจะตายไปจากวงการไม่เร็วก็ช้า
ตรงกันข้าม... คนที่มีความรู้ ความเชี่ยวชาญ มีประสบการณ์ ผ่านโลกมามาก (ยิ่งชอบถ่ายภาพด้วยยิ่งดี ถ้าไม่ชอบก็อย่าเพิ่งตกใจ.. เจออะไรก็จงกดๆๆๆ ชัตเตอร์กล้องดิจิตอลเข้าไป วันหลังก็จะเก่งขึ้นเอง) แบบนี้มักจะเขียนบล็อกได้ดี
...
ผู้เขียนเพิ่งไปอบรมที่ชลบุรี... หมอฟันท่านหนึ่งบอกว่า อยากเขียนบล็อก ผู้เขียนเรียนถามท่านว่า วันหยุดชอบทำอะไร ท่านบอกว่า ชอบเดินป่าขึ้นเขาลงเขา ชอบออกหน่วยทำฟันแบบลุยๆ (คนที่กล้า "แตกต่าง (Dare to be different)" จากคนอื่นมักจะเป็นบล็อกเกอร์ได้ดี)
ผู้เขียนเดาได้เลยว่า คนแบบนี้ถ้าเขียนบล็อก และหารูปมาประกอบหน่อย... จะเป็นบล็อกเกอร์ชั้นดีได้ เพราะท่านมีทั้งความรู้ ความเชี่ยวชาญ ประสบการณ์ (= Be good) และมีความเป็นตัวของตัวเอง (= Be you)
...

กลไกที่ทำให้บล็อกน่าเขียน และน่าอ่านด้วยคือ "ความเป็นเพื่อน (friendship)"... กล่าวกันว่า ความสุขจากการมีเพื่อนฝูงคือ การได้เจอ "อะไรๆ แบบที่คาดหวัง (to meet what expected)
ถ้าเรามีเพื่อนที่คงเส้นคงวา หรือมีความเป็นแบบ "เดิมๆ" อยู่บ้าง... เราจะรู้สึกปลอดภัย แต่ถ้าเรามีเพื่อนที่วูบๆ วาบๆ ขึ้นๆ ลงๆ (แบบตอน 50up) เราจะรู้สึกไม่ค่อยมั่นคง
...
กล่าวกันว่า โลกออนไลน์นั้น... บางครั้งคนเราก็มี "ความเป็นเด็ก" ลึกๆ อยู่ในใจ คล้ายๆ กับเด็กที่ต้องมีของประจำตัว เช่น ติดหมอน ติดตุ๊กตา ฯลฯ
ความคุ้นเคยกับอะไรที่ "เดิมๆ" นี่เองที่ทำให้บล็อกเกอร์ด้วย นักอ่านด้วยมีความสุขลึกๆ นี่เป็นเหตุผลหนึ่งที่ว่า ทำไมคนจึงชอบบล็อกเกอร์ที่มีความสม่ำเสมอ คงเส้นคงวามากกว่าประเภท "วูบๆ วาบๆ เลือดจะไป ลมจะมา"
...

(2). ซื่อสัตย์ (honest) "บนบล็อก"
...
สมัยก่อนนักอ่านกับนักเขียนไม่จำเป็นต้อง "รู้จัก" กัน ทว่า... นักอ่านบล็อกมีแนวโน้มจะเป็นพวก "อยากรู้อยากเห็น (curious)" และอยากจะรู้จักคนเขียนมากกว่าอยากจะอ่านแต่เนื้อหาของบล็อก
เพราะฉะนั้นถ้าเป็นไปได้... ควรหาภาพที่เป็นตัวตนของเรา (รูปจริง) ขึ้นบล็อก ให้มันดูเป็นผู้เป็นคนหน่อย อย่าไปเอารูปสิงห์สาราสัตว์ การ์ตูน หรือรูปคนอื่นไปหลอกคนอื่น เขียนประวัติตามจริงด้วย (บางส่วนก็ได้ ไม่ต้องทั้งหมด)
...
ตัวอย่างเช่นผู้เขียนนี่เรียนไม่เก่ง สอบได้ที่โหล่เป็นประจำ ตั้งแต่สอบวิชาศิลปะได้ที่โหล่ประมาณ 3 ปี สอบวิชาภาษาฝรั่งเศสได้ที่โหล่ สอบเข้าหมอได้ที่โหล่ สอบเรียนต่อหมอเฉพาะทางได้ที่โหล่ สอบ มสธ. ก็ตกบ่อย (ได้รับซอง "อย่างหนา" ไว้ขอสอบซ่อมเป็นประจำ) สอบพระอภิธรรมที่วัดได้ที่โหล่อีก
เรื่องแบบนี้จะเล่าหรือไม่เล่าก็ได้... ถ้าอยากเล่าก็ขอให้เล่าตามจริง สิ่งใดที่ไม่อยากเล่าก็ไม่ต้องเล่า เรื่องที่นักอ่านบล็อกไม่ค่อยชอบคือ บล็อกเกอร์ที่โกหกหลอกลวง
...

คุณสมบัติอันหนึ่งของบล็อกเกอร์คือ เมื่อท่านเริ่มเขียนบล็อก... ท่านจะเริ่มเป็น "บุคคลสาธารณะ" ขึ้นมา คล้ายๆ กับเป็นดารา นักแสดง นักการเมืองอะไรทำนองนี้ เพราะฉะนั้นเรื่องส่วนตัวของท่านจะเริ่ม "เป็นเรื่องน่าสนใจ (interesting / hot issue)" ขึ้นมาทันที
เพราะฉะนั้นเรื่องที่ "ท่านผู้อ่าน" ชอบมากๆ คือ "ความเป็นคุณ (Be you. > Being you.)" ซึ่งไม่จำเป็นต้องดีเลิศประเสริฐศรีอะไร ขอให้จริงใจ ไม่ตอแหล แบบนี้... ยอมรับกันได้
...
บล็อกเกอร์หลายๆ คนทำยอด (visit) จากเรื่องประวัติตัวเองมากที่สุด ซึ่งก็ไม่แปลกอะไร เพราะหนังสือที่ขายดีทุกยุคทุกสมัยเรื่องหนึ่งคือ หนังสือประเภท "ประวัติ (ชีวิต) ของข้าพเจ้า" นั่นเอง
...

(3). อย่า "สักแต่ลิ้งค์ (Don't just list links)"
...
การไม่รู้จักเขียนอะไรเลย เอาแต่ "จับแพะชนแกะ" หรือทำลิ้งค์ (linkage / link) ไปที่โน่นที่นี่เรื่อยเปื่อยบ่อยๆ จะทำให้สูญเสียลูกค้า
ทำแบบนี้บ่อยๆ "ส่วนแบ่งการตลาด (market share)" จะหดตัวไปเรื่อยๆ นักอ่านจะหนีไปอ่านบล็อกอื่นแทน
...
ผู้เขียนขอเรียนเสนออีกว่า บล็อกเกอร์ที่วันๆ ไม่ทำอะไร เอาแต่เขียนด่าคนโน้นด่าคนนี้ ยุคนให้แตกกันไปเรื่อย... แบบนี้มักจะ "โหนกระแส" หรือ "ตามกระแส" ไปได้ไม่นาน โอกาสที่จะอยูรอดในวงการบล็อกเกอร์ระยะยาวจะยากขึ้น
สมัยก่อนคนเราไม่ค่อยมีทางเลือก... หนังสือพิมพ์เขียนอะไร คนก็ต้องอ่าน เพราะไม่อ่านก็ไม่มีอย่างอื่นให้อ่าน แต่ยุคนี้... คนมีทางเลือกมากขึ้นเรื่อยๆ การ "แจ้งเกิด" เป็นบล็อกเกอร์จึงยากขึ้น
...

วิธีหนึ่งที่ผู้เขียนขอเรียนเสนอคือ ถ้าจะติอะไร... ขอให้ "ติเพื่อก่อ" ติเหตุการณ์ให้มาก ติบุคคลให้น้อยหรือไม่ติบุคคลได้เลยเป็นดีที่สุด ทว่า... ติอย่างเดียวไม่พอ ขอให้บอกไปเลยว่า เรื่องนี้ "มีทางออก" อย่างไร
คนนับแสนนับล้านติเตียนเป็นทั้งนั้น คนที่ "เสนอทางออกอย่างสร้างสรรค์" ออกมาต่างหากที่จะโดดเด่นในโลกปัจจุบัน เนื่องจากยุคนี้เป็นยุคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว (ศาสตราจารย์ปีเตอร์ ดรัคเกอร์กล่าวว่า เป็นยุค 'Turbulent change' หรือการเปลี่ยนแปลงเร็วดุจพายุ
...
สมัยก่อนคนเราต้องดิ้นรนอย่างหนักเพื่อไม่ให้อดตาย (struggling for survival)... ยุคนั้นผู้นำทำอะไรก็ได้ ขอให้มีข้าวกิน คนก็จะพอใจ
สมัยนี้คนมีข้าวกินแล้ว และกินกันจนอ้วนด้วย... คนจึงเริ่มต้องการอะไรใหม่ๆ ขึ้น หลักการของการบริหารยุคนี้คือ 'People need voice & choices' นั่นคือ คนเราต้องการมีสิทธิ์มีเสียง (voice) และมีทางเลือก (choices) ด้วย บล็อกเกอร์ที่ดีจึงควร "รับฟัง" ท่านผู้อ่านบ้าง และให้ท่านผู้อ่าน "มีทางเลือก" บ้าง
...

เคล็ดไม่ลับของยุคนี้คือ ทำอะไร... อย่าไปยัดเยียดทางออกทางเดียว โดยเฉพาะอย่าไปยัดเยียด "ความคิด(เห็น)" บนบล็อก
ให้ "เรียนเสนอ" หรือ "กราบเรียนเสนอ" ทางเลือก (choices) ท่านผู้อ่านไปสัก 2-3 ทาง แล้วให้ "ท่านผู้อ่าน" เลือกเอง (ออกเสียงหรือ 'voice') จึงจะดี
...
(4). อย่า "สักแต่ก๊อป (Provide attribution)"
...
ฝรั่ง (ชาวตะวันตก) ถือกันว่า การขโมยผลงานทางวิชาการ (plagiarism) หรือก๊อปปี้ (copy) ผลงานเป็นความผิดที่ร้ายแรง วงการบล็อกก็ถือเรื่องนี้เหมือนกัน
บล็อกเกอร์บางคนไม่ค่อยเขียนอะไรเอง ว่างๆ ก็ก๊อปเรื่องคนอื่นมาตีพิมพ์ และไม่อ้างอิง (provide attribution / reference) ต้นฉบับไว้ ทำแบบนี้ทำให้เสี่ยงต่อการฟ้องร้องทั้งทางกฎหมาย และผ่านกระบวนการ "ประท้วงเหงา" ออนไลน์
...
ทุกวันนี้ตลาดบล็อกเป็นตลาดของ "ผู้ซื้อ (นักอ่าน)" มากกว่า "ผู้ขาย (บล็อกเกอร์)" ถ้านับเฉพาะบล็อกภาษาไทย... วันหนึ่งน่าจะมีคนเขียนบล็อกนับหมื่นนับแสนเรื่องขึ้นไป (ประมาณการณ์ ยังไม่ทราบสถิติจริง) ลูกค้าจึงทำการโหวตหรือลงมติบล็อกเกอร์กันทุกวินาทีคล้ายการทำข้อสอบแบบ "ขีดถูกขีดผิด"
"ขีดถูก" คือ เลือกเข้าไปอ่าน และอาจจะติดตามตอนต่อไป บล็อกเกอร์ที่ชอบก๊อปมักจะถูก "ขีดผิด" หรือ "คัดเลือกพันธุ์" ออกไปตามกฎการคัดเลือกพันธุ์ของชาร์ล ดาร์วิน เมื่อนักอ่านรู้ว่า การอ่านบล็อกของ "ตัวจริง-เสียงจริง" นั้นมีชีวิตชีวาออนไลน์มากกว่าไปอ่านบล็อกชอบก๊อป (copy)
...

ถ้าถามว่า ท่านผู้อ่านรู้จริงๆ หรือว่า บล็อกเกอร์คนไหนเขียนเอง คนไหนก๊อปมา... คำตอบคือ น่าจะรู้ เพราะนักอ่านส่วนใหญ่เป็นคนชั้นกลาง (middle class) มีการศึกษา (educated) และมีสังคมออนไลน์พอที่จะ "บอกต่อ" ไปได้อย่างรวดเร็ว
ถ้าถามคุณครูกูเกิ้ล (google search)... คุณครูกูเกิ้ลก็บอกได้ว่า บล็อกเกอร์คนไหนก๊อปเรื่องคนอื่น ผู้เขียนมีวิธีเช็ค "ลิขสิทธิ์ (copyright)" บทความง่ายๆ และใช้สืบค้นโดยไม่บอกใครเป็นระยะๆ
...
วิธีการคือ การสืบค้น (search) ผ่านประโยคที่ผู้เขียนใช้ในบทความต่างๆ ประมาณ 1-2 ประโยค (copy ประโยคไปปะ หรือ 'paste' ในช่องสืบค้น (search) ของคุณครูกูเกิ้ล
ไม่นาน (ประมาณ 1 วินาทีเศษ) คุณครูก็จะบอกหมดเลยว่า บล็อกไหนก๊อปไปลง (ก๊อปได้ครับ... ถ้ามุ่งส่งเสริมสุขภาพ หรือเผยแพร่ความรู้ โดยไม่นำไปใช้เพื่อการค้า)
...

(5). "ขึ้นย่อหน้าใหม่บ่อยๆ (Write in short paragraphs)"
...
ท่านบิลล์ เกตส์ เจ้าของบริษัทไมโครซอฟท์ ได้พยากรณ์ไว้เมื่อประมาณ 12 ปีก่อนว่า ถึงแม้จะมีคนอ่านเรื่องบนจอ (ออนไลน์) มากขึ้นเรื่อยๆ ทั่วโลก แต่กว่าหน้าจอจะอ่านง่ายเท่าหน้ากระดาษอาจใช้เวลาอีกร้อยกว่าปี
แน่นอนว่า การอ่านหนังสือบนจอคอมพิวเตอร์นั้น... เป็นเรื่องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าเอาการทีเดียว
...
เรื่องนี้คุณครูภาษาไทยประจำชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (อาจารย์คุณครูภิญโญ บุญหนุน - ถ้าจำชื่อผิดกราบขออภัย) ได้กล่าวไว้ว่า ประมาณ 2-3 บรรทัดให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ 1 ครั้ง เรียงความจะน่าอ่านขึ้น
เรื่องนี้ตรงกับกฎ "ปลอดภัย (safe rule)" ในการเขียนบล็อกสมัยใหม่คือ ให้ขึ้นหน้าใหม่ทุกๆ 2-3 บรรทัด นั่นคือ พิมพ์ไปก็ต้องหมั่นกด 'enter' (แป้นขึ้นย่อหน้าใหม่) ไปจึงจะดี
...

การศึกษาที่ผ่านมา (มาจากตำราวิชาการหนังสือพิมพ์ มสธ. ครับ) พบว่า การอ่านย่อหน้าสั้นอ่านได้ง่ายกว่าย่อหน้ายาว
ท่านอาจารย์กูเนลิอุสกล่าวว่า นักอ่านส่วนใหญ่จะ "อ่านข่าวผ่านดาวเทียม (scan)" หรือมองภาพรวมก่อนคล้ายๆ "สายตาเหยี่ยว (bird eye view)" ถ้าเจออะไรที่ "ติดพรึ่ดเป็นก้อนๆ (clump)" บนจอ... แบบนี้ท่าจะไม่ไหว และจะไม่อ่านต่อด้วย
...
เรื่องแนวโน้มหรือเทรนด์ (trend) แบบนี้... คนที่ก้าวล้ำนำดีไซน์ (design = ออกแบบ) ไปก่อนใครคือ 'Apple' หรือบริษัทแอปเปิลที่ผลิต MP3, iPhone, iPod ขายนั่นละ
ผู้เขียนขอเดาว่า ทางแอปเปิ้ลคงจะรู้ว่า ยุคนี้เป็นยุคที่คนเบื่อการยัดเยียด ชอบอะไรที่ "โล่ง โปร่ง สบาย" หรือมี "ที่ว่าง (space)" ให้หายใจหายคอหน่อย การออกแบบของแอปเปิลจึงเน้นการ "เว้นวรรค" หรือ "ขึ้นย่อหน้าใหม่" มากเป็นพิเศษ
...

สังเกตดูได้เลยว่า ของที่แอปเปิลทำจะดูโล่งๆ เรียบๆ และหรู... การเขียนบล็อกก็เช่นกัน ทำอะไรๆ ให้มันโปร่งๆ โล่งๆ เข้าไว้ อย่าให้รก จึงจะดี
วิธีทำให้บล็อก "โล่ง โปร่ง สบาย" แบบ iPod คือ ให้ขึ้นย่อหน้าใหม่ทุกๆ 2-3 บรรทัด... เรื่องนี้ผู้เขียนอาการหนักกว่าใครเลย คือ ถ้าแวะไปอ่านบล็อกไหนที่ไม่ "โล่ง โปร่ง สบาย" แบบใส่โสร่งแล้ว จะไม่ยอมอ่านต่อเลย
...
(6). "กล้าที่จะแตกต่าง (Dare to be different)"
...
หลังจาก "ทิพส์ (tip)" หรือเคล็ดลับง่ายๆ สบายๆ สไตล์เราที่ท่านอาจารย์กูเนลิอุสแนะนำมา 5 ข้อ ผู้เขียนใส่ไข่เข้าไปมากหน่อย เรื่องเลยยาว
เมื่อประมาณ 12 ปีก่อน... ผู้เขียนมีโอกาสไปอบรมระยะสั้นที่มหาวิทยาลัยมหิดล ศาลายา อาจารย์พิเศษคือ ท่านอาจารย์ระเด่น (อดีตผู้บริหารธนาคารกรุงไทย)
...
ท่านกล่าวไว้ว่า "ยุคนี้อะไรที่ไม่ extraordinary (ไม่+ไม่ธรรมดา = พิเศษ แตกต่าง โดดเด่น ไม่เหมือนใคร) ขายไม่ออกแล้ว"
ใช่แล้วครับ... เคล็ดไม่ลับข้อนี้ (ข้อที่ 6) คือ "กล้าที่จะแตกต่าง (dare to be different)" นั่นเอง บล็อกบ้านเรามีเป็นหมื่นเป็นแสน... บล็อกที่จะยืนหยัดอยู่ได้คงต้องเป็นบล็อกที่ "แตกต่าง" จากบล็อกอื่นๆ
...
"ความแตกต่างเป็นปัจจัยที่ทำให้บล็อกโดดเด่น และได้รับความสนใจ... เมื่อมีคนสนใจก็จะมีคนอ่าน เมื่อมีคนอ่าน... บล็อกจึงจะมี "น้ำเลี้ยง"
โลกเราคงจะมีคนไม่กี่คนที่เขียนบล็อกไว้เป็นความลับ เก็บไว้อ่านคนเดียว ตั้งรหัสผ่านขาเข้าไว้ และไม่บอกใคร (ไม่รู้จะเรียกพวกที่เขียนบล็อกไว้อ่านคนเดียวว่า เจ้า "บล็อกเกอร์ (blogger)" ดี หรือจะเรียกว่า เจ้า "ล็อคเกอร์ (locker = ตู้ล็อคส่วนบุคคล)" ดี
...
บล็อกเกอร์ที่เหลือเกือบทั้งหมดคงจะอยากเขียนให้ท่านผู้อ่านเข้าไปอ่าน ซึ่งคงจะต้อง "กล้าแตกต่าง" และ "มีอะไรดี" จึงจะได้รับ "น้ำเลี้ยง" จากท่านผู้อ่านได้
เร็วๆ นี้ผู้เขียนมีโอกาสถูกหลอกไปร่วมประชุมวิชาการหมออนามัยที่หาดใหญ่ ได้ไปมาเลเซียด้วย (ท่านหัวหน้า สอ. หลอกว่า ให้ไปดูงานมาเลเซีย เสียสตางค์เอง ผู้เขียนจึงสมัครไป ตอนหลังถึงได้รู้ว่า เขาไปเที่ยวกันดอก)
...
มาเลเซียเป็นเรื่องน่าเบื่อสุดๆ สำหรับผู้เขียน ยกเว้นตอนไปกราบพระเจดีย์ที่วัดพม่าบนเกาะปีนัง (ผู้เขียนเป็นโรคขาดพระเจดีย์ไม่ได้ ไปไหนต้องไปกราบ หรืออย่างน้อยเห็นพระเจดีย์ จึงจะสบายใจ)
ท่านอาจารย์อดีตหมออนามัยที่หันไปทำบริษัททัวร์เล่าว่า บล็อกของท่านมหาเธร์ (มหาฏีร์) อดีตนายกรัฐมนตรีมาเลเซียมีคนเข้าไปอ่านกันสิบกว่าล้านครั้ง (visit) แล้ว ผู้เขียนเชื่อว่า การที่คนดังเขียนบล็อกเป็นที่น่าสนใจอยู่แล้ว ยิ่งท่านมหาฎีร์เป็นคนกล้าที่จะ "แตกต่าง" ยิ่งทำให้บล็อกของท่านน่าสนใจใหญ่เลย
...

แสดงมาพอสมควรแก่เวลา... ขอนมัสการกราบเรียน (จำเป็นต้องนมัสการ เพราะบล็อกของผู้เขียนมีพระภิกษุ สามเณรอ่านด้วย) กราบเรียน เรียนมาด้วยความเคารพ และขอถือโอกาสนี้ส่งมอบเรื่องนี้เป็นบรรณาการ (ของฝาก) แด่ท่านผู้อ่านในโอกาสขึ้นปีใหม่ 2552 มา ณ ที่นี้
...
ถึงตรงนี้... ขอให้พวกเรามีสุขภาพดีไปนานๆ ครับ
...

ภาษาอังกฤษสบายๆ สไตล์เรา
...
ศัพท์ที่น่าสนใจตอนนี้มาจากหัวข้อเรื่องคือ '5 tips to write blog posts: How to write posts that get noticed and keep readers interested' แปลว่า "เคล็ดลับ 5 ข้อในการเขียนบล็อก: เขียนอย่างไรให้เตะตา (น่าสนใจ) และมีคนสนใจ"
-
'interested' > [ อิ๊น - ถริสท์ / อิ๊น - เถรสท์] > ย้ำเสียง (accent) ตรง "อิ๊น" เสียงที่เหลือให้พูดเบาลง
-
'interested' = น่าสนใจ
-
> ฟังเสียงเจ้าของภาษา > คลิกที่ธงชาติหรือลำโพง > [ Click ] , [ Click ]
...
อย่าพูดอังกฤษโดยไม่มี 'accent (ตำแหน่งย้ำเสียง)' เพราะฝรั่งฟังแล้วไม่ค่อยเข้าใจ
...

ที่มา
- Thank about.com > Susan Gunelius > 5 tips to write blog posts: How to write posts that get noticed and keep readers interested > [ Click ] > December 26, 2008.
- ข้อมูลในบล็อก "บ้านสุขภาพ" เป็นไปเพื่อการส่งเสริมสุขภาพและป้องกันโรค ไม่ใช่รักษาโรค ท่านผู้อ่านที่มีโรคประจำตัว หรือมีความเสี่ยงต่อโรคสูง... ควรปรึกษาหมอที่ดูแลท่านก่อนนำข้อมูลไปใช้
-
นพ.วัลลภ พรเรืองวงศ์ โรงพยาบาลห้างฉัตร ลำปาง > สงวนลิขสิทธิ์บทความในบล็อก > ยินดีให้นำไปใช้ส่งเสริมสุขภาพ หรือเผยแพร่ความรู้ได้ ห้ามนำไปใช้เพื่อการค้า > 26 ธันวาคม 2551.
ขอบคุณคะที่กรุณาให้คำแนะนำที่ดี
จะฝึกปฏิบัติเรียนรู้ต่อไปเรื่อย ๆคะ
ชอบคำแนะนำครับ คุณหมอ :)
ขอบคุณมากครับ
รับนำไปปรับปรุงแน่นอนครับ
คุณหมอครับ
จากวิธีที่ได้กล่าวมาทั้งหมด
ผมคิดว่าไม่เพียงแค่การเขียน Blog เท่านั้น
ผมจะขอนำไปประยุกตร์ใช้กับเรื่องส่วนตัวครับ
ขอบพระคุณครับ
กราบสวัสดีปีใหม่ค่ะ คุณหมอ
สวัสดีค่ะคุณหมอ เป็นแนวคิดการเขียนบล็อกที่น่าสนใจค่ะ และเห็นด้วยเรื่องบล็อกเกอร์ที่ชอบลิงค์ต่อค่ะ ถ้าเป็นลิงค์ไปที่เว็บอ้างอิงที่เก็บเอาไว้ใช้ในอนาคตได้เช่น dictionary อันนี้ก็จะเซฟไว้ แต่ถ้าเป็นลิงค์ให้เข้าไปอ่านเฉย ๆ ส่วนใหญ่จะไม่ค่อยตามไปอ่านค่ะ เอาเวลาไปอ่านงานเขียนของบล็อกเกอร์ท่านอื่นมากกว่า
ขอสวัสดีวันคริสมาสต์ย้อนหลังสองวันนะคะ อยากเอารูปมาอวดแสดงตัวตนและหน้าตาคนเขียนบล็อกค่ะ อิ อิ
ขอขอบคุณ... คุณประกาย , Wasawat , Kwanchai , อาจารย์ครูอ้อย , อาจารย์พี่อักษร...
...
จริงครับ...
...
การเขียนบล็อก..
กล่าวกันว่า...
การเขียนบล็อก "ช่วยสร้างชาติ"...
ถ้าเราเห็นแม่ค้าเขมรเพิ่งถูกทุบมาในภาพ....
บล็อกเกอร์ทำลายชาติก็ได้...