มิตรภาพ ระหว่างภัย ใต้คลื่นยักษ์ ....

 

 

 

ภาคต่อ จาก ฝันร้ายบ้านน้ำเค็ม _ รำลึก ๔ ปี สึนามิ - - () ค่ะ

 

ที่ทับละมุ

การได้ออกมาข้างนอกบ้านครานี้ จึงเหมือนยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว คือได้มีโอกาสมาเยี่ยมญาติและพักผ่อนไปด้วยในตัว  นานหลายสิบปีเลยทีเดียว ที่เราสองคนไม่ได้มีเวลาพักผ่อนอย่างนี้ เนื่องจากพี่เข้มเป็นคนรักงานเอามากๆ เราสร้างเนื้อสร้างตัวมาด้วยสองมือเปล่า แม้มิได้ร่ำรวยมากมาย แต่เราก็มีความสุขและพอเพียง  - บ้านหลังน้อย แม้ไม่ใหญ่โต  แต่ก็พอคุ้มฟ้าคุ้มฝนได้

 

ที่ทับละมุวันนี้ แม้จะเปลี่ยนไปจากเก่ามากตามกาลเวลา แต่บรรยากาศต่างๆ ยังคงมีกลิ่นอายของน้ำทะเล ที่คุ้นเคยเสมอ อาคาร ที่ทำการฐานทัพเรือ หรือแม้แต่บ้านเรือนชาวบ้าน ก็ปรับเปลี่ยนสภาพไปด้วยเช่นกัน ในระหว่างนั้น พี่เข้มเห็นความเปลี่ยนแปลงชัดเจน เมื่อน้ำทะเลลดระดับลงอย่างรวดเร็ว จนเป็นเวิ้งกว้าง พี่เข้มตะโกนเสียงเข้ม  บอกให้ทุกคนหนี  - ฉันเรียก เดียว, กบ, นิลและ นุ่น  นั่งคุยกันอยู่  ให้เตรียมความพร้อม

หลายๆ คน กำลังตื่นเต้นเมื่อเห็นน้ำลดระดับลง และวิ่งลงไปดู ส่วนคนที่ได้ยินเสียงฉันกับพี่เข้ม ก็รีบวิ่งตามออกมา

 

  ผจญภัยใต้คลื่นยักษ์

ตั้งแต่ยังจำความได้ จนมีลูก มีหลาน เต็มบ้านช่อง ฉันก็เพิ่งเคยเห็นคลื่นใหญ่โต มโหฬาร ขนาดตึก 2-3 ชั้น ไม่น่าเชื่อเลยว่า ทะเลที่เคยเงียบ สงบ จะเก็บกักภัยอันตราย และสิ่งที่สามารถคร่าชีวิตผู้คน  อาคารบ้านเรือน จำนวนมหาศาลได้ภายในพริบตา ทะเลกำลังบ้าคลั่ง ใครบางคนกล่าว

    

คลื่นลูกแล้วลูกเล่า โหมกระหน่ำซัดแบบไม่มีปราณีปราศรัย  ฉันกับพี่เข้มวิ่งอย่างไม่คิดชีวิต พยายามร้องเรียกลูกๆ หลานๆ ให้รวมตัวกันไว้ เพราะเมื่อมีเหตุการณ์แบบนี้ การพลัดหลงกันสามารถเกิดขึ้นได้ง่าย และความตื่นตระหนกจะทำให้ ไม่สามารถมีสติเอาตัวรอดได้

         

เราวิ่งหนี ฝ่าด่านน้ำทะเลซัดมาได้อย่างทุลักทุเล ฉันวิ่งหน้าตั้งได้อย่างเร็วที่สุดในชีวิต - ไม่น่าเชื่อเลยว่า เวลาที่เกิดเหตุการณ์ไม่คาดฝันขึ้น คนเราสามารถจะทำสิ่งที่ไม่คิดว่าจะสามารถทำได้  เพราะร่างกายคงกระตุ้นและหลั่งสารอะไรบางอย่างได้จริงๆ  - เดียวอุ้มน้องนุ่น ลูกสาววัยหนึ่งขวบ ไว้กระชับ น้องนุ่น ไม่ร้องไห้สักนิด เพียงทำหน้าตื่น ตาโต ด้วยความสงสัย หากหลานพูดได้ คงถามไถ่ จนตอบไม่ทันเลยทีเดียว  

    

หลังจากเหน็ดเหนื่อยกันอย่างหนัก เราก็วิ่งขึ้นเขากัน พี่เข้มเห็น เขาหน้ายักษ์ จึงชวนไปหลบภัยชั่วคราว หลังจากวิ่งหนีมาได้ระยะหนึ่งแล้ว  ถือเป็นความโชคดีที่พวกเรารู้ตัวก่อนใคร และรีบวิ่งออกจากสถานที่เกิดเหตุ เขาหน้ายักษ์ จึงเป็นปราการหลบภัยชั้นยอด  และให้เราได้พักเอาแรงสำหรับการหลบหนีต่อไป

 

มิตรภาพระหว่างภัย

การวิ่งหนี หลบภัย เริ่มมีต่อไป เพราะเราไม่สามารถคาดเดาได้ว่า คลื่นบ้าจะกลับมาอีกหรือไม่ และเมื่อใด ทุกคนจึงต้องพยายามดิ้นรนและหาทางเอาตัวรอด และหลบออกนอกพื้นที่โดยเร็วที่สุด  พี่เข้มถือเป็นกำลังหลัก และดูจะมีสติที่สุด และเป็นผู้นำที่ฉันรู้สึกปลอดภัยและมั่นคง

 

ระหว่างที่วิ่งมาถึงถนนใหญ่ มีรถกระบะคันหนึ่ง ยินดีรับพวกเราไปด้วย ฉันภาวนาให้เราสามารถออกไปจากพื้นที่ได้ทันเวลาโดยไร้อุปสรรค แต่ชีวิตก็ไม่ได้ราบเรียบเสมอไป ระหว่างทาง น้ำมันกำลังจะหมด และฉันก็ไม่มีใครพกเงินมาเลย หลายๆ คนจึงพยายามรวบรวมเศษเงินกัน แม้ไม่มากแต่ก็เพียงพอสำหรับค่าน้ำมันครึ่งถัง เพื่อนำพาทุกคนไปถึงที่ปลอดภัยได้  

 

ในยามสถานการณ์คับขัน  ผู้คนที่ตกอยู่ในเรือลำเดียวกัน ไม่ว่าจะเป็นใคร มาจากที่ไหน เราล้วนต้องช่วยเหลือ และพยายามต่อสู้ดิ้นรน - - ในความลำบาก มักจะได้เห็นน้ำใจกันเสมอ - - ฉันเสียดาย ที่ไม่ทราบชื่อเสียงเรียงนาม ของเจ้าของรถกระบะคันนั้น  ถือว่าฉันเป็นหนี้บุญคุณเขาเหลือเกิน หากไม่ได้เจอชายนิรนามผู้ใจบุญคนนั้น พวกเราคงไม่สามารถรอดชีวิตได้

โปรดติดตามตอนต่อไป ค่ะ ...